Mr.Vop's Blog

มิถุนายน 30, 2010

สงสัยจนได้เรื่อง

Filed under: หัวเราะวันละนิด จิตแจ่มใส — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 08:58

ชายขี้สงสัยคนหนึ่งถามจิตแพทย์ระหว่างไปเยี่ยมชมแผนกจิตเวชว่า

“หมอมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการลงความเห็นว่าคนไข้ควรจะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลโรคจิตหรือไม่ ?”

“ไม่ยาก” จิตแพทย์ตอบ “เราจะเปิดน้ำใส่อ่างอาบน้ำจนเต็ม แล้วเอาช้อน ถ้วย และกระป๋องตักน้ำให้คนไข้ บอกให้เค้าทำให้น้ำหมดอ่างให้เร็วที่สุด”

“ผมเข้าใจล่ะ” ชายขี้สงสัยบอก “คนธรรมดาย่อมต้องใช้กระป๋องตักน้ำ เพราะมันตักได้มากที่สุดในเครื่องมือทั้ง 3 อย่าง”

“ผิดครับ” หมอบอก “คนสติสมบูรณ์จะดึงจุกตรงก้นอ่าง ปล่อยให้น้ำไหลออกแบบนี้น้ำจะหมดเร็วสุด เอาล่ะ เดี๋ยวหมอจะสั่งให้บุรุษพยาบาลไปเตรียมห้องพักไว้ให้คุณ”

Josh Roberts

มิถุนายน 26, 2010

ภาพการตรึงกางเขนนักบุญปีเตอร์โดย คาราวัจโจ

ภาพ Crucifixion of St.Peter หรือ การตรึงกางเขนนักบุญปีเตอร์ วาดในปี ค.ศ. 1601 โดยคาราวัจโจ ปัจจบันเก็บรักษาที่วัดซานตามาเรียเดลโปโปโล

เปโตร หรือ ปีเตอร์ ศิษย์เอกของพระเยซู เดินทางไปประกาศเรื่องพระเยซูที่กรุงโรม และถูกสั่งประหารชีวิตโดยจักรพรรดิเนโรผู้เผาโรม และโยนความผิดให้ชาวคริสต์ในขณะนั้น เมื่อมีการตรึงกางเขน ปีเตอร์ได้ขอให้ตรึงกางเขนตนเองโดยกลับเอาหัวลง  เพื่อจะได้ไม่เป็นการเปรียบเทียบกับพระอาจารย์

คำคมวันนี้

Filed under: แง่คิด - มุมมอง - กำลังใจ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 07:06

No man or woman is worth your tears and the only one who is, will never make you cry

ไม่มีชายหญิงคนใด คุ้มค่ากับน้ำตาที่คุณจะหลั่งให้ แต่หากจะมีใครสักคน เค้าคนนั้นกลับจะไม่มีวันทำให้คุณร้องไห้

ปีเอต้า

Filed under: งานศิลป์, ศาสนา — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 01:28

ปีเอต้า (อังกฤษ: Pietà; ละติน; pietas) มาจากภาษาอิตาลีแปลว่าความสงสาร

เป็นกลุ่มงานศิลปทั้งานจิตรกรรมและประติมากรรม ที่แสดงถึงความโศกเศร้าและความสงสาร มักวาดหรือแกะสลักเหรือปั้นป็นรูปพระแม่มารีประคองร่างพระเยซูที่เอาลงมาจากกางเขน

ปีเอต้า ในรูปแบบประติมากรรมชิ้นที่สำคัญที่สุดคืองานหินอ่อนสูง 5ฟุต 9นิ้ว ของ มิเกลันเจโล บูโอนาร์โรตี หรือ ไมเคิลแองเจลโล สร้างขึ้นตามสัญญาว่าจ้างจากสำนักวาติกันแห่งกรุงโรม เพื่อให้มาประดิษฐานที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ โดยใช้เวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1494-1501

ปิเอต้าของไมเคิลแองเจลโลนี้สวยงามและมีรายละเอียดมากมาย แสดงถึงความสามารถในการแกะสลักรายพับและรอยยับของเนื้อผ้าลงบนหินอ่อน อย่างไรก็ตาม รูปสลักนี้ได้รับการวิเคราะห์ทางกายภาพในสมัยหลังว่า ร่างของพระแม่มารีนั้น “ยาวเกินไป” หากยืนขึ้นจะไม่สมส่วน

ปิเอต้า ในรูปแบบงานจิตกรรมโดยจิโอวานนี เบลลินี

วาดขึ้นในปี ค.ศ. 1505 เป็นรูปพระแม่มารีในเครื่องแต่งกายสีดำโอบอุ้มร่างพระบุตร โดยพระแม่มีใบหน้าที่ดูชราต่างจากงานของไมเคิลแองเจลโล แต่ยังคงเศร้าหมองสมกับชื่อปิเอต้า

ปิเอต้า วาดโดย Rogier van der Weyden

รูปที่วาดขึ้นโดยใช้สีน้ำมัน ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ปราโด เมืองแมดริด ประเทศเสปน

มิถุนายน 25, 2010

ภาพ เลดี้ โกไดวา

Filed under: งานศิลป์ — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 12:01

ภาพ Lady Godiva วาดโดย John Collier ในปี ค.ศ. 1897

เลดี้โกไดวา (Lady Godiva) เป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองโคเวนทรี (Coventry) ประเทศอังกฤษมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. ๙๙๗-๑๐๖๗ เธอเป็นภรรยาของลีโอฟริก (Leofric) เอิร์ลแห่งเมอร์เซียและลอร์ดแห่งเมืองโคเวนทรี หนึ่งในเอิร์ล ๓ คนที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอังกฤษ ลีโอฟริกผู้นี้เก็บภาษีประชาชนอย่างโหดหิน โกไดวาเฝ้าขอร้องสามีให้ลดภาษี แต่เขาไม่เคยยอม กระทั่งวันหนึ่งเพื่อตัดความรำคาญ เขาบอกเธอว่าถ้าเธอกล้าเปลือยกายขี่ม้ารอบเมือง เขาจะยอมลดภาษีให้ตามที่ขอ

ทว่า การกระทำดังกล่าวสำหรับผู้หญิงอังกฤษสมัยกลางย่อมถือเป็นเรื่องต่ำช้าอย่าง ยิ่ง แต่ความที่โกไดวามีจิตเมตตาต่อผู้ยากไร้และตระหนักว่านี่คือหนทางเดียวที่ เธออาจสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ เพราะแม้เธอมีทรัพย์สินมากมาย ทั้งยังเป็นภรรยาผู้ทรงอิทธิพล แต่เธอไม่มีอำนาจใดในมือแม้แต่น้อย

โก ไดวาได้ส่งข่าวการตัดสินใจถึงชาวบ้านเพื่อขอให้พวกเขาร่วมมือด้วยการปิด ประตูหน้าต่างหลบอยู่ในที่พักอาศัยขณะเธอขี่ม้าผ่านโดยไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ ซึ่งแน่นอนว่าชาวบ้านได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพื่อตอบแทนสิ่งที่เธอทำ ให้พวกเขา โกไดวาจึงขี่ม้ารอบเมืองโดยมีเพียงเส้นผมยาวปกปิดร่างเปลือยเปล่าเหลือไว้ เพียงช่วงขาห้อยลงจากหลังม้า ท่ามกลางความตะลึงงันของผู้เป็นสามีที่คิดไม่ถึงว่าเธอจะกล้า ในที่สุดเขาต้องแพ้ใจเธอ ยอมยกเลิกภาษีที่ไม่สมเหตุสมผลตามสัญญา

โกได วาจึงไม่เพียงไม่ถูกประณาม หากยังกลายเป็นวีรสตรีของชาวเมืองไปในทันที ทุกวันนี้ที่จัตุรัสกลางเมืองโคเวนทรีมีอนุสาวรีย์เลดี้โกไดวาตั้งอยู่อย่าง โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวเมืองภาคภูมิใจ ในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๗๘ สภาเมืองโคเวนทรีได้เริ่มจัดให้มีขบวนแห่ “เลดี้โกไดวา” บันทึกไว้เป็นครั้งแรก โดยจัดหาผู้หญิงมาสวม body stocking หรือผ้าสีเนื้อรัดกายให้ดูคล้ายเปลือยเปล่า นั่งบนหลังม้าแห่ไปรอบเมืองเพื่อรำลึกการกระทำอันงดงามของโกไดวา

ที่ฉันเห็น กับที่ฉันเชื่อ

Filed under: บ่น บ่น — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 03:28
  • ที่ฉันเห็น คือพระอาทิตย์หมุนรอบโลก ที่ฉันเชื่อ คือโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์
  • ที่ฉันเห็น คือคนทำเลวแล้วเจริญรุ่งเรือง ที่ฉันเชื่อ คือกฏแห่งกรรม
  • ทีฉันเห็น คือวันพรุ่งนี้จะมาถึงฉันเรื่อยๆ ที่ฉันเชื่อ คือวันนี้อาจเป็นวันสุดท้าย
  • ติดไว้ก่อนนะ เอาไว้มาเขียนเพิ่มอีก

มิถุนายน 23, 2010

ภาพ Le Déjeuner sur l’herbe ของมาเนต์

Filed under: งานศิลป์ — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 20:28

ภาพ Le Déjeuner sur l’herbe วาดขึ้นในปีราว ค.ศ.1863 โดยมาเนต์ ศิลปินยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ เป็นภาพที่วาดล้อเลียนภาพ Judgement of Paris ของ ราฟาเอล

มิถุนายน 22, 2010

โรค Tic

Filed under: สุขภาพ-เพศ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 11:12

TIC  เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก  ประมาณกันว่าร้อยละ  2  ของเด็กทั่วไปจะเป็นโรคนี้โดยเฉพาะวัย  7-11 ขวบ  จะพบบ่อยที่สุดเด็กชายจะเป็นมากกว่าเด็กหญิง  และเด็กในเมืองจะเป็นมากกว่าเด็กในชนบท  ซึ่งอาจเป็นเพราะมีความเครียดมากกว่า  อาการที่เป็นก็คือ  มีกล้ามเนื้อกระตุกเป็นพักๆ  กล้ามเนื้อที่กระตุกนี้  จะเป็นที่ใดก็ได้  แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกล้มามเนื้อเล็กๆ  เช่นกล้ามเนื้อที่ตา  ที่มุมปาก  และต้นคอ  ทำให้เกิดเป็นอาการตาขยิบ  มุมปากกระตุก  หรือคอกระตุก  บางทีการกระตุกเกิดกับกล้ามเนื้อใหญ่หลายๆ มัดพร้อมกัน  เช่นที่แขน  ที่สะโพก  ทำให้เกิดอาการเหมือนแขนกระตุก  หรือสะบัดโดยแรง  และอาการยักไหล่  เป็นต้น  บางครั้ง TIC  อาจมาในรูปกิริยาแปลกๆ  เช่น  อาการจมูกฟุดฟิด  สูดจมูก  สูดปาก  กระแอม  ไอ  รวมทั้งส่งเสียงประหลาด  เช่น  เห่า  เป็นต้น

อันที่จริง  อาการเคลื่อนไหวผิดปกติของร่างกายนั้นมีหลายแบบ  แต่การเคลื่อนไหวแบบที่เป็น TIC นั้น  แตกต่างจากความผิดปกติแบบอื่นๆ  คือ จะเป็นการกระตุกอย่างรวดเร็ว  (กินเวลาไม่กี่วินาที)  ของกล้ามเนื้อและเป็นแบบเดียวซ้ำๆ  กัน  วันหนึ่งจะเป็นได้หลายครั้ง  จนอาจจะถึงร้อยครั้งก็ได้  ถ้าเป็นตาขยิบ  ปัญหาก็ไม่มากเท่าไร  แต่ถ้ากล้ามเนื้อใหญ่กระตุกละก็  ทั้งคนเป็นและใกล้เคียงคนที่มองเห็นอาการดังกล่าว  ก็อาจเหนือยไปตามๆ  กัน

TIC  เกิดจากอะไร

ทางการแพทย์เชื่อว่า  TIC  เกิดจากปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน  ทั้งพันธุกรรม  ชีวภาพและจิตใจรวมๆ กัน  ทำให้กล้ามเนื้อมีความ  “ไว ”  เป็นพิเศษ  และกล้ามเนื้อกระตุกได้ง่าย  ปัจจัยทางจิตใจนั้นสำคัญมาก  เพราะอาการมันเริ่มพร้อมๆ กับที่มีความตึงเครียดเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมของเด็ก  บางครั้งพ่อแม่ก็ก่อให้เกิดความตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว  โดยการดุลูก  ห้ามลูก  ตำหนิลูก  เช่นบอกว่า  “ อย่าทำอีกนะ ”  “ อ้าว  ขยิบตาอีกแล้ว ” เป็นต้น  ทำให้เด็กยิ่งเครียด  อาการก็ยังเป็นมากขึ้นเกิดเป็นวงจรที่ไม่รู้จบ

TIC  จะเป็นอยู่นานไหม

TIC  มักเป็นมากในช่วงที่เด็กเครียด  เช่น  เวลาท่องหนังสือ  ทำการบ้าน  หรือเวลาที่พ่อแม่คอยนั่งสังเกตลูกว่า  จะเป็นอีกหรือเปล่า  ลูกก็จะยิ่งมีอาการกระตุกมากขึ้น  เวลาที่เด็กเพลิดเพลินเช่นดูทีวี  อ่านการ์ตูน  อาการจะลดลง  และเวลาหลับ  อาจจะไม่มีอาการกระตุกเลย

อาการ  TIC  มักจะเป็นๆ  หายๆ  เด็กบางคนอาจจะเป็นอยู่  2-3 สัปดาห์  หรือ  2-3 เดือน  แล้วหายไป  ไม่เป็นอีกเลย  แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการกลับมาใหม่  สักระยะหนึ่งแล้วก็หายไปอีก  บางคนเป็นเฉพาะช่วงเครียด  เช่น  เป็นทุกครั้งที่สอบประจำภาค  แล้วพอสอบเสร็จอาการก็หายไป  เป็นต้น  เด็กบางคนเป็น  TIC  นานเป็นปีๆ  บางรายอาจมีอาการรุนแรงขึ้น  เช่น  มีกล้ามเนื้อกระตุกหลายมัด  และหลายที่  อย่างไรก็ตาม  กรณีส่วนใหญ่อาการมักดีขึ้นเมื่อโตขึ้น

เรื่องการใช้ยานี้  มีพ่อแม่บางคนตั้งคำถามว่าจำเป็นหรือไม่  หรือไม่ก็สงสัยว่า  เหตุใดหมอจึงไม่จ่ายยาให้เหมือนกรณีเด็กอื่น  ขอตอบว่า  เรื่องนี้ขึ้นกับความรุนแรงของอาการและตัวเด็กเองด้วย

เด็กที่เป็น  TIC  โดยเฉพาะถ้าเป็นรุนแรงมักจะถูกเพื่อนล้อ  เกิดความอาย  เกิดปัญหาไม่กล้าเข้าสังคม  มีอารมณ์ซึมเศร้า  ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง  ดังนั้น  โรค TIC  นี้ไม่ใช่ปัญหาที่ง่ายเท่าไร   ผู้ปกครองควรพาเด็กมาพบแพทย์  เพื่อตรวจดูว่าเป็นอาการผิดปกติแบบ  TIC  แน่หรือไม่  และควรจะรักษาด้วยวิธีใด  เด็กบางคนเป็ฯน้อย  เพียงแต่ช่วยลดความเครียดในสภาพแวดล้อม  และไม่คอยดุ  คอยจับตามองเด็ก  อาการก็จะดีขึ้น  แต่บางคนอาจจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อช่วยให้อาการกระตุกน้อยลง

พ่อแม่จะช่วยเด็กได้อย่างไร

พ่อแม่เป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยลูกให้มีอาการดีขึ้น  โดยปฏิบัติดังนี้

1.   อย่ากังวลมากเกินเหตุ  โดยทั่วไป  TIC  ที่เกิดขึ้นมักไม่รุนแรงและหายเองได้

2.   วิเคราะห์ดูว่า  มีอะไรที่ทำให้ลูกตึงเครียดเกินไป  และพยายามหาทางแก้ไขหรือลดความตึงเครียดนั้นลง

3.   การเฝ้ามองลูกจะทำให้ลูกยิ่งเครียดและเกิดอาการกระตุกมากขึ้น  ทางที่ดีก็คือต้องเฉยๆ  อย่าไปสนใจอาการดังกล่าว  ชวนลูกทำอะไรให้เพลิดเพลินดีกว่า

4.   อย่าตำหนิลูกที่มีอาการแบบนี้  เพราะลูกไม่ได้แกล้งทำ  บางครั้งเด็กพยายามควบคุมหรือ “ กลั้น ”  ไม่ให้กระตุกแต่ก็ทำได้แค่ช่วงสั้นๆ  เท่านั้น  อย่าไปสั่งลูกให้พยายามหยุด  เพราะจะยิ่งทำให้ลูกเครียด  ทางที่ดีควรจะพูดให้กำลังใจลูกมากๆ

5.   สร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูกพยายามให้ลูกได้มีโอกาสทำกิจกรรม ต่างๆ  ที่เหมาะสมกับวัย  สร้างความรู้สึกว่า  ตนเองก็เป็นคนที่น่ารัก  น่าสมาคม  มีความสามารถทำอะไรได้ดีเหมือนเด็กคนอื่นๆ  ความรู้สึกนี้จะช่วยต้านความรู้สึกแย่  อันเกิดจากการเป็นโรคเรื้อรังนี้ได้

อาการโรค  TIC  ของเด็กๆ  อาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป  จะใช่กรด  TIC  ที่แท้จริงหรือไม่ แพทย์จะให้คำตอบได้ดีที่สุด  ข้อเขียนนี้จะเป็นส่วนเสริมความเข้าใจให้กับบรรดาพ่อแม่ที่มีต่ออาการต่างๆ  ที่ลูกก่อนวัยรุ่นของเราอาจเป็นได้

……………………………………………………………………………………………………………………..

ขอขอบคุณที่มาบทความ :  นิตยสาร  LIFE & FAMILY  ฉบับที่ 10  ปีที่ 1  มกราคม 2540

ระบบลิฟต์สำหรับอาคารสูง

Filed under: อะไร อะไร — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 07:40

ระบบลิฟต์สำหรับอาคารสูง


ผศ.ดร.ชำนาญ บุญญาพุทธิพงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

1. ความเป็นมา

ตึกสูงเสียดฟ้าต่างๆ คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีการคิดค้นและการพัฒนาระบบลิฟท์ในอาคารก่อน หน้านั้นอาคาร 5-6 ชั้นถือได้ว่าสูงที่สุดแล้วสำหรับอาคารก่ออิฐฉาบปูนทั้งหลาย โดยที่จริงแล้วเทคโนโลยีอาจจะเพียงพอที่จะสร้างอาคารได้สูงกว่านั้น แต่ปัญหาของการสัญจรทางตั้งหรือการขึ้นลงอาคารเป็นข้อจำกัด ทันทีที่ระบบลิฟท์ถูกคิดค้นขึ้นมาอาคารก็เริ่มพัฒนาความสูงอย่างรวดเร็ว โครงสร้างเหล็กและการพัฒนาระบบลิฟท์จากไฮดรอลิกมาเป็นลิฟท์ไฟฟ้าทำให้อาคาร สูงขึ้นอย่างมากมายในช่วงคริสศตวรรษที่ 19-20

ในระยะเริ่มต้นลิฟต์ได้ใช้แรงจากคนหรือสัตว์ ในยุคต่อมาเริ่มพัฒนาการใช้แรงกังหันน้ำในช่วงศตวรรษที่ 3 งานก่อสร้างปิรามิดที่อียิปต์เป็นตัวอย่างหนึ่งในการใช้ลิฟท์จากแรงงานของ ทาสทั้งหลายในการยก รูปแบบของลิฟต์สมัยใหม่เกิดขึ้นจริงๆ ในปี 1743 ในฝรั่งเศสสำหรับพระราชวังแวร์ซายส์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีความเชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ลิฟต์สำหรับนางสนมต่างๆ อย่างลับๆ ลิฟต์ได้พัฒนาการใช้เครื่องจักรกลในศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับระบบปัจจุบัน โดย Elisha Otis ประดิษฐ์ลิฟต์ที่มีระบบความปลอดภัยครั้งแรกในราวปี 1850 ตัวลิฟต์จะเคลื่อนที่ขึ้นลงโดยระบบไฮดรอลิกหรือระบบตุ้มน้ำหนักมีรางรับด้าน ข้าง ซึ่งติดตั้งตัวหนีบในกรณีฉุกเฉิน ถ้าลิฟท์มีการเคลื่อนที่เร็วเกินที่กำหนดระบบความปลอดภัยจะทำงานโดยการชล อและหยุดลิฟท์ ทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้มากขึ้น

รูปที่ 1 การใช้รอกยกของในยุคกลาง

Elisha Otis เป็นสุดยอดช่างเครื่องแห่งบริษัท Bedstead Manufacturing Company ในเมือง Yonkers แห่งมลรัฐ New York ลิฟต์ที่เผื่อระบบความปลอดภัยที่เขาผลิตดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ถูกใช้ในการติดตั้งในลิฟต์สำหรับยกของในปี 1852 ต่อจากนั้นเขาก็มาเริ่มตั้งบริษัท E.G. Otis และ ขายลิฟต์ของเขาโดยจะเป็นลักษณะของลิฟต์ขนของ จนกระทั่งปี 1857 บริษัท Otis จึงได้มีโอกาสได้ติดตั้งลิฟต์สำหรับคนโดยสารเป็นครั้งแรกของโลก ที่ร้าน E.V.Haughwout & Company ในมหานครนิวยอร์ค

รูปที่ 2 ร้าน E.V.Haughwout & Company

ในปี 1870 Lord และ Taylor ได้ใช้ลิฟต์ ในร้านในนิวยอร์ค ลิฟต์สำหรับคนโดยสารถูกนำมาใช้ในอาคารสำนักงานเมื่อปี 1871 มาถึงปี 1873 ลิฟต์ของบริษัท Otis ก็ถูกติดตั้งสำหรับอาคารสำนักงาน โรงแรม และ ร้านค้าถึง 2,000 แห่ง ทั่วอเมริกา ทั้งนี้ลิฟต์ทั้งหมดที่ติดตั้งในยุคนั้นใช้พลังงานจากเครื่องจักรไอน้ำ

ในช่วงราวปี 1870 ลิฟต์ในระบบ ไฮดรอลิก ใช้ระบบแรงดันของน้ำแทนระบบเครื่องไอน้ำได้ถูกคิดค้นขึ้นซึ่งกลายมาเป็นระบบ ที่มีความปลอดภัยสูงและประหยัดกว่าแบบเดิมห้องโดยสารถูกออกแบบให้ยึดติดอยู่ กับลูกสูบซึ่งเคลื่อนที่ขึ้นลงในปล่องลิฟท์ ควบคุมโดยระบบวาล์วของไฮดรอลิก อาคารหลังแรกที่ใช้ลิฟต์ระบบนี้คือ อาคารเลขที่ 155 ถนนบรอดเวย์ ในนิวยอร์ค ในปี 1878 ลิฟต์นี้สามารถขอส่งผู้โดยสารได้สูงถึง 111 ฟุต ทำให้ในช่วงปีทศวรรษที่ 1870 ลิฟต์ไฮดรอลิกสามารถขนส่งผู้โดยสารได้สูงกว่าระบบเดิมโดยอยู่ระหว่างความสูง ประมาณ 9-10 ชั้น ลิฟต์ในระบบไฮดรอลิกยังคงใช้ในอาคารไม่สูงมากในปัจจุบัน

ในช่วงทศวรรษที่ 1880 สถาปนิกในนิวยอร์คและชิคาโกถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกในการระบบโครงสร้างเฟรม เหล็ก ก่อนหน้านี้ความสูงของอาคารถูกจำกัดโดยความหนาของผนังรับน้ำหนักของอาคารก่อ อิฐฉาบปูน อาคาร Home Insurance ในเมืองชิคาโก ตึกระฟ้าหลังแรกของโลกถูกสร้างขึ้นในปี 1889 ก็ยังใช้ลิฟต์ไฮดรอลิกอยู่ จนกระทั่งปี 1889 ลิฟต์ตัวแรกที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนมอเตอร์จึงเกิดขึ้นด้วยการผสม ผสานของเทคโนโลยีในการออกแบบอาคารและระบบลิฟต์ใหม่ๆ อาคารจึงมีความสูงมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1890 ในปี 1902 ลิฟต์ Otis ได้ถูกใช้ในอาคาร Flatiron ในเมืองนิวยอร์ค ถือว่าเป็นอาคารยุคแรกๆ ที่มีความสูงถึง 285 ฟุต ที่มีลิฟต์ ในที่สุดลิฟต์ในระบบ Gearless Traction
ก็ถูกคิดค้นขึ้นและกลายมาเป็นระบบหลักของลิฟต์ตราบเท่า ปัจจุบัน โดยถูกใช้ในอาคาร Beaver ในนิวยอร์ค เป็นแห่งแรก ทำให้ความเร็วของลิฟท์รวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างมากมายและสามารถใช้ได้ใน อาคารไม่ว่าจะสูงแค่ไหน ระบบจะประกอบด้วยเคเบิลที่ใช้ดึงตัวห้องโดยสารขึ้นและใช้ตุ้มน้ำหนักในการ ถ่วง ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของห้องโดยสาร ลิฟท์ระบบนี้จะมีความนุ่มนวลในการเคลื่อนที่มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ ระบบอื่นๆ หลังจากระบบนี้ถูกนำมาใช้ ความนิยมของลิฟท์ไฮดรอลิกก็เริ่มลดลงจนกระทั่งถูกใช้
ในอาคารความสูงประมาณ 5-6 ชั้นเท่านั้น

การออกแบบลิฟต์ให้กับอาคาร Woolworth ซึ่งสูงถึง 792 ฟุต ทำให้เกิดการคำนึงถึงการจำกัดความเร็วของลิฟต์โดยไม่ให้เกิน 700 ฟุตต่อนาที

รูปที่ 3 อาคาร Woolworth นิวยอร์ค

ในปี 1924 ได้มีการติดตั้งลิฟต์ที่ใช้ระบบสัญญาณควบคุม (Signal Control System) ขึ้นเป็นครั้งแรกในอาคาร Standard Oil ที่นิวยอร์ค แม้ว่าผู้โดยสารจะยังคงต้องเปิดปิดประตูเองแต่ก็ได้เริ่มเอาการใช้สัญญาณ เรียกลิฟท์และการออกแบบให้ลิฟท์ที่ใกล้ที่สุดไปหาสัญญาณเรียกได้ ซึ่งนับเป็นการพัฒนาการอีกขั้นหนึ่ง

ในช่วงปี 1930 การออกแบบลิฟต์มีแนวความคิดที่จะลดช่องลิฟต์ เพื่อให้มีพื้นที่การใช้งานของอาคารมากขึ้นและเพื่อเป็นการประหยัดการก่อ สร้างอาคารสูง ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 อาคารสูงที่ในโลกได้ถูกก่อสร้างขึ้นในนิวยอร์ค ไม่ว่าจะเป็น Empire State Building,Chrysler Building,Bank of Manhattan, และ 60 Wall Street Tower อาคารขนาด 40-60 ชั้นเกิดขึ้นหลายอาคารทั่วประเทศ การจำกัดความเร็วของลิฟท์ได้ถูกกำหนดใหม่อีกครั้งโดยที่ตึก Empire State ซึ่งมีลิฟท์มากถึง 73 ตัว มีความเร็วของลิฟต์ 1200 ฟุตต่อนาที

ในปี 1948 Otis ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งใช้ระบบควบคุมที่ชื่อว่า “autotronic” อันเป็นคำ ผสมระหว่าง automatic และ electronic ลิฟต์จะขึ้นลงตามคำสั่งจากปุ่มเรียก ตัวลิฟต์ถูกควบคุมโดยระบบไฟฟ้าซึ่งถูกพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 เริ่มมีการแบ่งโซนการใช้ ลิฟท์ถูกออก แบบให้มีโซนด่วนเพื่อให้บริการเฉพาะชั้นล่างหรือช่วงโซนบนหรือทุกชั้น ด้วยการออกแบบให้เป็นโซนอย่างนี้ได้พัฒนาใช้มาจนปัจจุบัน ในปี 1967 ตึกคู่ World Trade Center ซึ่งมีความสูง 110 ชั้นได้ถูกสร้างขึ้น ใช้ลิฟต์ทั้งหมด 255 ตัว เพื่อให้บริการพนักงานในตึกประมาณ 50,000 คน และนักท่องเที่ยวอีก 80,000 คนต่อวัน CN Tower ซึ่งเป็นหอชม}วิวที่สูงที่สุดในโลกตั้งอยู่เมือง โตรอนโต สร้างในปี 1975 ลิฟต์ผนังกระจกได้ถูกออกแบบให้ผู้โดยสารสามารถชมวิวไปด้วยได้ ลิฟต์ขึ้นไปถึงส่วนร้านอาหารและส่วนชมวิวซึ่งอยู่สูง 1126 ฟุตจากพื้น

ในปี 1982 Otis ได้ออกแบบให้ลิฟต์มีเกียร์เพื่อปรับความเร็วของลิฟต์ได้ เพื่อให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุก มอเตอร์รุ่นใหม่ก็ให้การขับเคลื่อนที่นุ่มนวลกว่าก่อนเก่า ในปี 1996 Otis ได้ออกลิฟต์ระบบใหม่ที่ชื่อว่า Odyssey ซึ่งถือว่าเป็นการออกแบบเพื่ออนาคต ผสมผสานการสัญจรของอาคาร เพื่อให้สามารถออกแบบอาคารให้มีความสูงมากๆ และกว้างมากๆ ได้ โดยลิฟต์สามารถเคลื่อนที่ทั้งแนวราบและแนวตั้งในตัวเดียวกัน

2. ชนิดของลิฟต์

ระบบเครื่องกลในพัฒนาการของลิฟต์ได้เปลี่ยนรูปโฉมอย่างมากมายในช่วงปี 1900s เมื่อไฟฟ้าถูกนำมาใช้ในอาคาร ระบบลิฟต์แบบ Traction และ Hydraulic กลายมาเป็นลิฟต์ชนิดหลักของอาคารสูงไป

2.1 Traction Elevator
เป็นลิฟต์ที่ใช้ในอาคารตั้งแต่ระดับความสูงกลางๆ ไปถึงสูงมาก ใช้ระบบการลากดึงโดยรอก และใช้ตุ้มน้ำหนักเป็นตัวถ่วงน้ำหนัก ระบบความ ปลอดภัยสำหรับลิฟต์ประเภทนี้มีหลายทาง เช่น การมีเคเบิลในการดึงหลายๆ เส้น เบรคอัตโนมัติ ในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น ห้องเครื่องที่ใช้สำหรับ การดึง ลิฟต์ขึ้นลงจะอยู่ส่วนบนสุดของช่องลิฟต์ แยกออกเป็นแบบมีเกียร์ (Geared Traction Elevator) และไม่มีเกียร์ (Gearless Traction Elevator) โดยแบบเกียร์จะใช้ มอเตอร์ความเร็วสูงในการขับ เคลื่อนลูกรอก ในขณะที่แบบไม่มีเกียร์จะใช้มอเตอร์ความเร็วต่ำ

รูปที่ 4 Gearless Traction Elevator

2.2 Hydraulic Elevator
นิยมใช้ในอาคารไม่กี่ชั้น ในความเร็วที่ต่ำ โดยห้องลิฟต์จะตั้งอยู่บนท่อ Hydraulic ที่ถูกดันให้สูงขึ้นเมื่ออัดน้ำมันเข้าสู่กระบอก Hydraulic และลดต่ำลงเมื่อดูดน้ำมันออก Hydraulic Elevator จะเคลื่อนตัวช้ากว่า Traction Elevator โดย Hydraulic Elevator จะมีความเร็วประมาณ 30-50 m/m ขณะที่ Traction Elevator สามารถเร็วได้มากกว่า 70 m/m จนถึง 300 m/m โดยทั่วไปแล้ว Hydraulic Elevator เหมาะสำหรับอาคารไม่สูง เช่น อพาร์ตเมนต์เล็กๆ ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ 15% เมื่อเทียบ
กับ Traction Elevator นอกจากนี้ Hydraulic Elevator มีความต้องการพื้นที่สำหรับห้องเครื่องน้อยกว่าเพราะ Traction Elevator ต้องการพื้นที่สำหรับรางและตุ้มน้ำหนัก

รูปที่ 5 Hydraulic Elevator

3. การออกแบบทางสถาปัตยกรรม

การสัญจรทางตั้งของอาคารสูงขึ้นอยู่กับระบบลิฟต์เป็นหลัก การเลือกระบบลิฟต์จะต้องเริ่มพร้อมๆ ไปกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อาจจะกล่าวได้ว่าพัฒนาการของอาคารเป็นไปพร้อมๆ กับพัฒนาการของลิฟต์ การออกแบบระบบลิฟต์มีความเกี่ยวพันกับการใช้งานอาคาร จำนวนผู้ใช้ และ พื้นที่ที่ต้องการใช้ลิฟต์ โดยทั่วไปจำนวนลิฟต์จะมีประมาณ 1 ตัวต่อพื้นที่ 4645 ตร.ม. (50,000 sq.ft.) สำหรับอาคารสำนักงาน อาคารที่พักอาศัยจะมีการประมาณการจำนวนลิฟต์ประมาณ 100-200 ห้องต่อ ลิฟต์ 1 ตัว ในการคำนวณหา
จำนวนที่แท้จริงของลิฟต์ จะต้องลงในรายละเอียดของความหนาแน่น ของผู้ใช้ ความ สามารถในการรองรับในชั่วโมงเร่งด่วน รวมไปถึงการพิจารณาช่วงเวลาในการรอลิฟท์ ชนิดของลิฟต์ อัตราความเร็ว และความสามารถในการรองรับ

ในอาคารสูง ชั้นมากขึ้นลิฟต์ก็จะต้องรองรับคนมากขึ้น การออกแบบให้ลิฟต์แต่ละชุดรองรับผู้ใช้ในแต่ละโซนจะทำให้ความจุของลิฟต์แต่ ละตัวไม่ใหญ่เกินไป โดยปกติลิฟต์แต่ละชุดจะให้บริการ สำหรับความสูงประมาณ 12-15 ชั้น ชุดแรกอาจจะรับส่งผู้โดยสารในช่วงชั้นล่าง อีกชุดสำหรับช่วง กลาง และชุดสุดท้ายสำหรับช่วงบนของอาคาร เพราะฉะนั้นแต่ละชุดจะต้องมีโถงลิฟท์เพื่อรองรับผู้โดยสาร โดยทั่วไปโซนสูงสุดจะถูกวางไว้ช่องกลางของแกนลิฟท์ เพื่อให้โครงสร้างมีความสมดุลที่สุด เมื่อโซนอื่นถูกตัดออกและสามารถจัดเป็นพื้นที่ให้เช่าได้ง่าย อย่างไรก็ตามเทศบัญญัติระบุให้มีลิฟต์ อย่างน้อย หนึ่งตัวที่สามารถจอดได้ทุกชั้น ซึ่งส่วนใหญ่ลิฟท์บรรทุกของจะถูกออกแบบให้สามารถจอด ได้ทุกชั้นและถูกใช้ในกรณี
ฉุกเฉินหรือเพลิงไหม้ด้วย มีคำแนะนำให้มีลิฟต์แบบนี้อย่างน้อยสองตัวเผื่อว่าตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหาหรือ ต้องการการบำรุงรักษาจะได้มีตัวสำรองใช้งานได้

ระบบโถงลอยฟ้า(Sky Lobby)เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจโดยเฉพาะในอาคารแบบผสานประโยชน์ใช้สอย (Mixed-Use Building) โดยมีลิฟต์ทั่วไปจากชั้นล่างส่งผู้โดยสารไปยังส่วนโถงลอยฟ้าก่อนที่จะแยก ย้ายไปใช้ลิฟต์ในแต่ส่วน (Local Elevator) แนวความคิดนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการและพื้นที่สำหรับส่วนโถงล่าง ของอาคาร

โดยทั่วไปผังพื้นของอาคารสูงจะประกอบไปด้วยส่วนรอบนอก ส่วนพื้นที่ภายในและส่วน แกนสัญจรทางตั้ง ส่วนแกนสัญจรนี้อาจจะแบ่งได้เป็นหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบรวมอยู่กลางอาคาร(Central-core Plan) และ แยกส่วน (Split-core Plan) แบบรวมอยู่กลางอาคารจะเหมาะ สำหรับผังพื้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเมื่อความลึกของอาคารถูกจำกัดโดยที่ตั้ง หรือการออกแบบ ในขณะที่แบบแยกส่วนอาจจะเหมาะสำหรับผังพื้นที่เป็นจตุรัสมากกว่า

รูปที่ 6 ตำแหน่งแกนสัญจร

ส่วนแกนสัญจรที่รวมอยู่กลางอาคารนอกจากจะประกอบด้วยลิฟท์ แล้วยังมีห้องช่องท่อสำหรับงานเครื่องกล (Mechanical Shafts) ท่อสำหรับงานสุขาภิบาล ห้องระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม หรืออาจจะใช้เป็นห้องน้ำ ส่วนให้เช่าสำหรับพื้นที่เพิ่มขึ้นจากการแบ่งโซนลิฟท์ ส่วนแกนสัญจรนี้ควรออก แบบให้ตรงกันทุกๆชั้นเพื่อง่ายต่อการ จ่ายงานระบบและไม่สิ้นเปลืองในการเปลี่ยนแนวท่อ ส่วนบันได ต้องออกแบบให้อยู่ห่างจากกันเพื่อควบคุมการหนีให้ทั่วถึงที่สุด

4. โครงสร้าง

แกนสัญจรถูกใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการรับแรงทางแนวนอนของอาคารสูงในหลายๆ อาคารเพราะส่วนแกนนี้เป็นส่วนประกอบของอาคารที่สูงต่อเนื่องตลอดความสูง ส่วนใหญ่ จะถูกออกแบบให้เป็นคอนกรีตในลักษณะของ Shear Wall แต่ส่วนแกนคอนกรีตนี้อาจจะเสียความแข็งแรงโดยการเจาะช่องสำหรับช่วงเปิดของ ประตูลิฟท์ ช่องท่อหรืออื่นๆ การเจาะเหล่านี้ไม่ควรมาก เกิน 30% และควรวางตำแหน่งให้เหมาะ ไม่ใกล้กันเกินไป โดยสรุปคือ ส่วนแกนควรสามารถคงความแข็งแรงในรูปแบบของโครงสร้างแบบท่อ(Tube Structure)เพื่อช่วยรับแรงทางแนวนอน (Lateral Load) ของอาคารโดยรวม อย่างไรก็ตามส่วนแกนสัญจรนี้ยังคงต้องทำหน้าที่แทนเสาในการรับแรงทางตั้ง หรือน้ำหนักอาคารด้วย การใช้แกนสัญจรในระบบโครงสร้างอาคารสูงอาจจะแยกได้เป็น

4.1 Single Core Structure
ในอาคารที่ส่วนแกนสัญจรกลางเป็นส่วนโครงสร้างหลักของอาคาร ส่วนแกนนี้จึงต้องรับแรงกด(Compression) ได้ดีด้วย คอนกรีตเสริมเหล็กจึงเป็นวัสดุที่นิยมที่สุด

รูปที่ 7 Single Core Structure

4.2 Core with Hinged Frame
ในกรณีนี้ส่วนแกนสัญจรทำหน้าที่ช่วยรับแรงกระทำทางแนวนอนขณะที่ส่วนโครงเฟรม ของอาคารทำหน้าที่รับแรงกระทำทางแนวตั้งไปสู่ฐานราก โครงสร้างรอบนอกจึงสามารถออกแบบให้ไม่ซับ ซ้อนและเบาได้ ในอาคารที่ความสูงประมาณ 20 ชั้น แกนคอนกรีตส่วนกลางโดยทั่วไปจะเพียงพอ สำหรับการรับแรงกระทำทางแนวนอน

4.3 Core with Rigid Frame
ในกรณีนี้ส่วนแกนกลางและส่วนโครงเฟรมรอบนอกต่างก็ช่วยในการรับแรงกระทำทางแนวนอน

4.4 Core with Outriggers and Belt Truss
เป็นการใช้โครงทรัสเสริมความแข็งแรงให้แก่เสารอบนอกโดยเชื่อมต่อไปยังแกน สัญจรกลาง ทำให้การรับแรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การใช้แกนสัญจรกลางได้ถูกท้าทายโดยแนวความคิดใหม่ในช่วงปี 1960s สถาปนิกหลายๆ คนพยายามผสมผสานระบบแกนสัญจรกับระบบโครงสร้างสะพาน อาคารสูงหลายๆ อาคารสูงได้ออก แบบให้ให้มีส่วนแกนสัญจรมากกว่าหนึ่งแห่ง

5. กฎหมาย

สำหรับในประเทศไทย อาคารสูง จะต้องมีบันไดหนีไฟไม่น้อยกว่า 2 บันได อยู่ห่างไม่เกิน 60 เมตร โดยวัดจากแนวทางเดินและต้องแสดงการคำนวณระบบบันไดหนีไฟให้เห็นว่าสามารถใช้ ลำเลียงบุคคลทั้งหมดในอาคาร ออกนอกอาคารได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ตัวบันไดต้องทำด้วยวัสดุทนไฟและ ไม่ผุกร่อน ห้ามสร้างบันไดหนีไฟเป็นบันไดเวียนหรือ
บันไดแนวดิ่ง(บันไดลิง) บันไดหนีไฟที่อยู่ภายใน อาคารต้องมีอากาศถ่ายเทจากภายนอกอาคารได้ หรือมีระบบอัดลมภายในช่องบันไดหนีไฟที่ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้ บันไดหนีไฟที่อยู่ภายในอาคารต้องมีผนังกันไฟที่เป็นผนังทึบก่อด้วยอิฐธรรมดา หนาไม่น้อยกว่า 18 ซม. และไม่มีช่องที่ทำให้ไฟหรือควันผ่านไปได้ หรือคอนกรีตเสริมเหล็ก หนาไม่น้อยกว่า 12 ซม. โดยรอบบันได ยกเว้นช่องระบายอากาศ

สำหรับระบบลิฟต์แล้วมีข้อกำหนดต่างๆ ดังนี้

- ลิฟต์โดยสารและลิฟต์ดับเพลิงแต่ละชุดที่ใช้กับอาคารสูงให้มีขนาดมวลบรรทุกไม่น้อยกว่า 630 กิโลกรัม
- อาคารสูง ต้องมี ลิฟต์ดับเพลิง อย่างน้อย 1 ชุด ซึ่งรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้

1. ลิฟต์ดับเพลิงต้องจอดได้ทุกชั้นของอาคาร และต้องมีระบบควบคุมพิเศษสำหรับพนักงานดับเพลิงใช้ขณะเกิดเพลิงไหม้โดยเฉพาะ
2. บริเวณห้องโถงหน้าลิฟต์ดับเพลิงทุกชั้นต้องติดตั้งตู้สายฉีดน้ำดับเพลิงหรือ หัวต่อสายฉีดน้ำดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิงอื่นๆ
3. ห้องโถงหน้าลิฟต์ดับเพลิงทุกชั้นต้องมีผนังหรือประตูที่ทำด้วยวัตถุทนไฟปิด กั้นมิให้เปลวไฟหรือควันเข้าไปได้ มีหน้าต่างเปิดออกสู่ภายนอกอาคารโดยตรง หรือมีระบบอัดลมภายในห้องโถงหน้าลิฟต์ดับเพลิงที่มีความดันลมขณะใช้งานไม่ น้อยกว่า 3.86 เมกะปาสคาล และทำงานอัตโนมัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้
4. ระยะเวลาในการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของลิฟต์ดับเพลิงระหว่างชั้นล่างสุดกับชั้นสูงสุดของอาคารต้องไม่เกิน 1 นาที

- ในเวลาปกติลิฟต์ดับเพลิงสามารถใช้เป็นลิฟต์โดยสารได้
- ในปล่องลิฟต์ห้ามติดตั้งท่อสายไฟฟ้า ท่อส่งน้ำ ท่อระบายน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆ เว้นแต่เป็นส่วนประกอบของลิฟต์หรือจำเป็นสำหรับการทำงานและการดูแลรักษา ลิฟต์

- ลิฟต์ต้องมีระบบและอุปกรณ์การทำงานที่ให้ความปลอดภัยด้านสวัสดิภาพและสุขภาพของผู้โดยสารดังต่อไปนี้

1. ต้องมีระบบการทำงานที่จะทำให้ลิฟต์เคลื่อนมาหยุดตรงที่จอดชั้นระดับดินและประตูลิฟต์ต้องเปิดโดยอัตโนมัติเมื่อไฟฟ้าดับ
2. ต้องมีสัญญาณเตือนและลิฟต์ต้องไม่เคลื่อนที่เมื่อบรรทุกเกินพิกัด
3. ต้องมีอุปกรณ์ที่จะหยุดลิฟต์ได้ในระยะที่กำหนดโดยอัตโนมัติเมื่อตัวลิฟต์มีความเร็วเกินพิกัด
4. ต้องมีระบบป้องกันประตูลิฟต์หนีบผู้โดยสาร
5. ลิฟต์ต้องไม่เคลื่อนที่เมื่อประตูลิฟต์ปิดไม่สนิท
6. ประตูลิฟต์ต้องไม่เปิดขณะลิฟต์เคลื่อนที่หรือหยุดไม่ตรงที่จอด
7. ต้องมีระบบการติดต่อกับภายนอกห้องและสัญญาณแจ้งเหตุขัดข้อง
8. ต้องมีระบบแสงสว่างฉุกเฉินในห้องลิฟต์และหน้าชั้นที่จอด
9. ต้องมีระบบการระบายอากาศในห้องลิฟต์ตามที่กำหนด

- จัดให้มีคำแนะนำอธิบายการใช้ การขอความช่วยเหลือ การให้ความช่วยเหลือ และข้อห้ามใช้ลิฟต์ดังต่อไปนี้

1. การใช้ลิฟต์และการขอความช่วยเหลือให้ติดไว้ในห้องลิฟต์
2. การให้ความช่วยเหลือให้ติดไว้ในห้องจักรกลและห้องผู้ดูแลลิฟต์
3. ให้ติดข้อห้ามใช้ลิฟต์ไว้ที่ข้างประตูลิฟต์ด้านนอกทุกชั้น

- การควบคุมการติดตั้งและตรวจสอบระบบลิฟต์ต้องดำเนินการโดยวิศกรไฟฟ้าหรือ วิศวกรเครื่องกล ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตั้งแต่ประเภท สามัญวิศวกรขึ้นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพวิศวกรรม

6. หนังสืออ้างอิง

- ข้อกำหนดและกฎหมายในการออกแบบอาคาร, ทรงศักดิ์ รวิรังสรรค์, ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), 2544
- Architecture of Tall Buildings, Council on Tall Buildings and Urban Habitat,
McGraw-Hill, 1995
- The Vertical Building Structure, Wolfgang Schuller, Van Nostrand Reinhold,
1990
- Vertical Transportation: Elevators and Escalators, Strakosch, John Wiley &
Sons. Inc., New York, 1967

มิถุนายน 20, 2010

ขั้นตอนของจิตในพระปรินิพพาน

Filed under: ศาสนา — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 11:20

เป็นขั้นตอนที่น่าสนใจ เพราะพระพุทธองค์ทรงพระปรินิพพานในฌาน  4 ซึ่งเป็นระดับฌานที่สำคัญและได้มาตั้งแต่พระชนมายุได้ 7 ขวบ

ลำดับขั้นคือ 1-2-3-4-5-6-7-8-9-8-7-6-5-4-3-2-1-2-3-4-0

หรือ รูปฌาน (1234) -> อรูปฌาน (5678) -> 9 (หยุดอาการทางร่างกายแม้ลมหายใจ)

ย้อนกลับ  อรูปฌาน -> (8765) -> รูปฌาน (4321)

เริ่มใหม่รอบสอง รูปฌาน (1234) ->จบสิ้น

ดังนี้

เมื่อพระผู้มีพระภาค ตรัสพระโอวาทประทานเป็นวาระสุดท้ายเพียงเท่านี้แล้ว ก็หยุด มิได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงทำปรินิพพานบริกรรมด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติทั้ง ๙ โดยอนุโลมเป็นลำดับดังนี้ คือ-
ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌาณแล้ว
ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว
ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว
ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว
ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนะแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนะแล้ว
ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนะแล้ว
ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนะแล้ว
ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติที่ 9

สัญญาเวทยิตนิโรธนี้ มีอาการสงบที่สุด ถึงดับสัญญาและเวทนา ไม่รู้สึกทั้งกายทั้งใจทุกประการ แม้ลมหายใจเข้าออกก็หยุด สงบยิ่งกว่านอนหลับ ผู้ไม่คุ้นเคยกับสมาบัตินี้ อาจคิดเห็นไปว่าตายแล้ว ดังนั้นพระอานนท์เถระเจ้า ผู้นั่งเฝ้าดูพระอาการอยู่ตลอดทุกระยะ ได้เกิดวิตกจิต คิดว่า พระบรมศาสดาคงจะเสด็จนิพพานแล้ว จึงได้เรียนถามพระอนุรุทธเถระเจ้า ผู้เชี่ยวชาญในสมาบัตินี้ว่า “ข้าแต่ท่านอนุรุทธ พระบรมศาสดาเสด็จนิพพานแล้วหรือยัง”
“ยัง ท่านอานนท์ ขณะนี้พระบรมศาสดากำลังเสด็จอยู่ในสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ” พระอนุรุทธบอก

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จอยู่ในสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ตามเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดแล้ว ก็เสด็จออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ถอยออกจากสมาบัตินั้นโดยปฏิโลมเป็นลำดับจงถึงปฐมฌาน
ต่อนั้นก็ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน อีกวาระหนึ่ง
ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน
ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน

เมื่อออกจากจตุตถฌานแล้ว ก็เสด็จปรินิพพาน ณ ปัจฉิมยามแห่งราตรีวิสาขะปุรณมี เพ็ญเดือน ๖ มหามงคลสมัย ด้วยประการฉะนี้

Older Posts »

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 21,666 other followers