ระบบลิฟต์สำหรับอาคารสูง
ผศ.ดร.ชำนาญ บุญญาพุทธิพงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
1. ความเป็นมา
ตึกสูงเสียดฟ้าต่างๆ คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีการคิดค้นและการพัฒนาระบบลิฟท์ในอาคารก่อน หน้านั้นอาคาร 5-6 ชั้นถือได้ว่าสูงที่สุดแล้วสำหรับอาคารก่ออิฐฉาบปูนทั้งหลาย โดยที่จริงแล้วเทคโนโลยีอาจจะเพียงพอที่จะสร้างอาคารได้สูงกว่านั้น แต่ปัญหาของการสัญจรทางตั้งหรือการขึ้นลงอาคารเป็นข้อจำกัด ทันทีที่ระบบลิฟท์ถูกคิดค้นขึ้นมาอาคารก็เริ่มพัฒนาความสูงอย่างรวดเร็ว โครงสร้างเหล็กและการพัฒนาระบบลิฟท์จากไฮดรอลิกมาเป็นลิฟท์ไฟฟ้าทำให้อาคาร สูงขึ้นอย่างมากมายในช่วงคริสศตวรรษที่ 19-20
ในระยะเริ่มต้นลิฟต์ได้ใช้แรงจากคนหรือสัตว์ ในยุคต่อมาเริ่มพัฒนาการใช้แรงกังหันน้ำในช่วงศตวรรษที่ 3 งานก่อสร้างปิรามิดที่อียิปต์เป็นตัวอย่างหนึ่งในการใช้ลิฟท์จากแรงงานของ ทาสทั้งหลายในการยก รูปแบบของลิฟต์สมัยใหม่เกิดขึ้นจริงๆ ในปี 1743 ในฝรั่งเศสสำหรับพระราชวังแวร์ซายส์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีความเชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ลิฟต์สำหรับนางสนมต่างๆ อย่างลับๆ ลิฟต์ได้พัฒนาการใช้เครื่องจักรกลในศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับระบบปัจจุบัน โดย Elisha Otis ประดิษฐ์ลิฟต์ที่มีระบบความปลอดภัยครั้งแรกในราวปี 1850 ตัวลิฟต์จะเคลื่อนที่ขึ้นลงโดยระบบไฮดรอลิกหรือระบบตุ้มน้ำหนักมีรางรับด้าน ข้าง ซึ่งติดตั้งตัวหนีบในกรณีฉุกเฉิน ถ้าลิฟท์มีการเคลื่อนที่เร็วเกินที่กำหนดระบบความปลอดภัยจะทำงานโดยการชล อและหยุดลิฟท์ ทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้มากขึ้น

รูปที่ 1 การใช้รอกยกของในยุคกลาง
Elisha Otis เป็นสุดยอดช่างเครื่องแห่งบริษัท Bedstead Manufacturing Company ในเมือง Yonkers แห่งมลรัฐ New York ลิฟต์ที่เผื่อระบบความปลอดภัยที่เขาผลิตดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ถูกใช้ในการติดตั้งในลิฟต์สำหรับยกของในปี 1852 ต่อจากนั้นเขาก็มาเริ่มตั้งบริษัท E.G. Otis และ ขายลิฟต์ของเขาโดยจะเป็นลักษณะของลิฟต์ขนของ จนกระทั่งปี 1857 บริษัท Otis จึงได้มีโอกาสได้ติดตั้งลิฟต์สำหรับคนโดยสารเป็นครั้งแรกของโลก ที่ร้าน E.V.Haughwout & Company ในมหานครนิวยอร์ค

รูปที่ 2 ร้าน E.V.Haughwout & Company
ในปี 1870 Lord และ Taylor ได้ใช้ลิฟต์ ในร้านในนิวยอร์ค ลิฟต์สำหรับคนโดยสารถูกนำมาใช้ในอาคารสำนักงานเมื่อปี 1871 มาถึงปี 1873 ลิฟต์ของบริษัท Otis ก็ถูกติดตั้งสำหรับอาคารสำนักงาน โรงแรม และ ร้านค้าถึง 2,000 แห่ง ทั่วอเมริกา ทั้งนี้ลิฟต์ทั้งหมดที่ติดตั้งในยุคนั้นใช้พลังงานจากเครื่องจักรไอน้ำ
ในช่วงราวปี 1870 ลิฟต์ในระบบ ไฮดรอลิก ใช้ระบบแรงดันของน้ำแทนระบบเครื่องไอน้ำได้ถูกคิดค้นขึ้นซึ่งกลายมาเป็นระบบ ที่มีความปลอดภัยสูงและประหยัดกว่าแบบเดิมห้องโดยสารถูกออกแบบให้ยึดติดอยู่ กับลูกสูบซึ่งเคลื่อนที่ขึ้นลงในปล่องลิฟท์ ควบคุมโดยระบบวาล์วของไฮดรอลิก อาคารหลังแรกที่ใช้ลิฟต์ระบบนี้คือ อาคารเลขที่ 155 ถนนบรอดเวย์ ในนิวยอร์ค ในปี 1878 ลิฟต์นี้สามารถขอส่งผู้โดยสารได้สูงถึง 111 ฟุต ทำให้ในช่วงปีทศวรรษที่ 1870 ลิฟต์ไฮดรอลิกสามารถขนส่งผู้โดยสารได้สูงกว่าระบบเดิมโดยอยู่ระหว่างความสูง ประมาณ 9-10 ชั้น ลิฟต์ในระบบไฮดรอลิกยังคงใช้ในอาคารไม่สูงมากในปัจจุบัน
ในช่วงทศวรรษที่ 1880 สถาปนิกในนิวยอร์คและชิคาโกถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกในการระบบโครงสร้างเฟรม เหล็ก ก่อนหน้านี้ความสูงของอาคารถูกจำกัดโดยความหนาของผนังรับน้ำหนักของอาคารก่อ อิฐฉาบปูน อาคาร Home Insurance ในเมืองชิคาโก ตึกระฟ้าหลังแรกของโลกถูกสร้างขึ้นในปี 1889 ก็ยังใช้ลิฟต์ไฮดรอลิกอยู่ จนกระทั่งปี 1889 ลิฟต์ตัวแรกที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนมอเตอร์จึงเกิดขึ้นด้วยการผสม ผสานของเทคโนโลยีในการออกแบบอาคารและระบบลิฟต์ใหม่ๆ อาคารจึงมีความสูงมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1890 ในปี 1902 ลิฟต์ Otis ได้ถูกใช้ในอาคาร Flatiron ในเมืองนิวยอร์ค ถือว่าเป็นอาคารยุคแรกๆ ที่มีความสูงถึง 285 ฟุต ที่มีลิฟต์ ในที่สุดลิฟต์ในระบบ Gearless Traction
ก็ถูกคิดค้นขึ้นและกลายมาเป็นระบบหลักของลิฟต์ตราบเท่า ปัจจุบัน โดยถูกใช้ในอาคาร Beaver ในนิวยอร์ค เป็นแห่งแรก ทำให้ความเร็วของลิฟท์รวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างมากมายและสามารถใช้ได้ใน อาคารไม่ว่าจะสูงแค่ไหน ระบบจะประกอบด้วยเคเบิลที่ใช้ดึงตัวห้องโดยสารขึ้นและใช้ตุ้มน้ำหนักในการ ถ่วง ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของห้องโดยสาร ลิฟท์ระบบนี้จะมีความนุ่มนวลในการเคลื่อนที่มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ ระบบอื่นๆ หลังจากระบบนี้ถูกนำมาใช้ ความนิยมของลิฟท์ไฮดรอลิกก็เริ่มลดลงจนกระทั่งถูกใช้
ในอาคารความสูงประมาณ 5-6 ชั้นเท่านั้น
การออกแบบลิฟต์ให้กับอาคาร Woolworth ซึ่งสูงถึง 792 ฟุต ทำให้เกิดการคำนึงถึงการจำกัดความเร็วของลิฟต์โดยไม่ให้เกิน 700 ฟุตต่อนาที

รูปที่ 3 อาคาร Woolworth นิวยอร์ค
ในปี 1924 ได้มีการติดตั้งลิฟต์ที่ใช้ระบบสัญญาณควบคุม (Signal Control System) ขึ้นเป็นครั้งแรกในอาคาร Standard Oil ที่นิวยอร์ค แม้ว่าผู้โดยสารจะยังคงต้องเปิดปิดประตูเองแต่ก็ได้เริ่มเอาการใช้สัญญาณ เรียกลิฟท์และการออกแบบให้ลิฟท์ที่ใกล้ที่สุดไปหาสัญญาณเรียกได้ ซึ่งนับเป็นการพัฒนาการอีกขั้นหนึ่ง
ในช่วงปี 1930 การออกแบบลิฟต์มีแนวความคิดที่จะลดช่องลิฟต์ เพื่อให้มีพื้นที่การใช้งานของอาคารมากขึ้นและเพื่อเป็นการประหยัดการก่อ สร้างอาคารสูง ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 อาคารสูงที่ในโลกได้ถูกก่อสร้างขึ้นในนิวยอร์ค ไม่ว่าจะเป็น Empire State Building,Chrysler Building,Bank of Manhattan, และ 60 Wall Street Tower อาคารขนาด 40-60 ชั้นเกิดขึ้นหลายอาคารทั่วประเทศ การจำกัดความเร็วของลิฟท์ได้ถูกกำหนดใหม่อีกครั้งโดยที่ตึก Empire State ซึ่งมีลิฟท์มากถึง 73 ตัว มีความเร็วของลิฟต์ 1200 ฟุตต่อนาที
ในปี 1948 Otis ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งใช้ระบบควบคุมที่ชื่อว่า “autotronic” อันเป็นคำ ผสมระหว่าง automatic และ electronic ลิฟต์จะขึ้นลงตามคำสั่งจากปุ่มเรียก ตัวลิฟต์ถูกควบคุมโดยระบบไฟฟ้าซึ่งถูกพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 เริ่มมีการแบ่งโซนการใช้ ลิฟท์ถูกออก แบบให้มีโซนด่วนเพื่อให้บริการเฉพาะชั้นล่างหรือช่วงโซนบนหรือทุกชั้น ด้วยการออกแบบให้เป็นโซนอย่างนี้ได้พัฒนาใช้มาจนปัจจุบัน ในปี 1967 ตึกคู่ World Trade Center ซึ่งมีความสูง 110 ชั้นได้ถูกสร้างขึ้น ใช้ลิฟต์ทั้งหมด 255 ตัว เพื่อให้บริการพนักงานในตึกประมาณ 50,000 คน และนักท่องเที่ยวอีก 80,000 คนต่อวัน CN Tower ซึ่งเป็นหอชม}วิวที่สูงที่สุดในโลกตั้งอยู่เมือง โตรอนโต สร้างในปี 1975 ลิฟต์ผนังกระจกได้ถูกออกแบบให้ผู้โดยสารสามารถชมวิวไปด้วยได้ ลิฟต์ขึ้นไปถึงส่วนร้านอาหารและส่วนชมวิวซึ่งอยู่สูง 1126 ฟุตจากพื้น
ในปี 1982 Otis ได้ออกแบบให้ลิฟต์มีเกียร์เพื่อปรับความเร็วของลิฟต์ได้ เพื่อให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุก มอเตอร์รุ่นใหม่ก็ให้การขับเคลื่อนที่นุ่มนวลกว่าก่อนเก่า ในปี 1996 Otis ได้ออกลิฟต์ระบบใหม่ที่ชื่อว่า Odyssey ซึ่งถือว่าเป็นการออกแบบเพื่ออนาคต ผสมผสานการสัญจรของอาคาร เพื่อให้สามารถออกแบบอาคารให้มีความสูงมากๆ และกว้างมากๆ ได้ โดยลิฟต์สามารถเคลื่อนที่ทั้งแนวราบและแนวตั้งในตัวเดียวกัน
2. ชนิดของลิฟต์
ระบบเครื่องกลในพัฒนาการของลิฟต์ได้เปลี่ยนรูปโฉมอย่างมากมายในช่วงปี 1900s เมื่อไฟฟ้าถูกนำมาใช้ในอาคาร ระบบลิฟต์แบบ Traction และ Hydraulic กลายมาเป็นลิฟต์ชนิดหลักของอาคารสูงไป
2.1 Traction Elevator
เป็นลิฟต์ที่ใช้ในอาคารตั้งแต่ระดับความสูงกลางๆ ไปถึงสูงมาก ใช้ระบบการลากดึงโดยรอก และใช้ตุ้มน้ำหนักเป็นตัวถ่วงน้ำหนัก ระบบความ ปลอดภัยสำหรับลิฟต์ประเภทนี้มีหลายทาง เช่น การมีเคเบิลในการดึงหลายๆ เส้น เบรคอัตโนมัติ ในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น ห้องเครื่องที่ใช้สำหรับ การดึง ลิฟต์ขึ้นลงจะอยู่ส่วนบนสุดของช่องลิฟต์ แยกออกเป็นแบบมีเกียร์ (Geared Traction Elevator) และไม่มีเกียร์ (Gearless Traction Elevator) โดยแบบเกียร์จะใช้ มอเตอร์ความเร็วสูงในการขับ เคลื่อนลูกรอก ในขณะที่แบบไม่มีเกียร์จะใช้มอเตอร์ความเร็วต่ำ

รูปที่ 4 Gearless Traction Elevator
2.2 Hydraulic Elevator
นิยมใช้ในอาคารไม่กี่ชั้น ในความเร็วที่ต่ำ โดยห้องลิฟต์จะตั้งอยู่บนท่อ Hydraulic ที่ถูกดันให้สูงขึ้นเมื่ออัดน้ำมันเข้าสู่กระบอก Hydraulic และลดต่ำลงเมื่อดูดน้ำมันออก Hydraulic Elevator จะเคลื่อนตัวช้ากว่า Traction Elevator โดย Hydraulic Elevator จะมีความเร็วประมาณ 30-50 m/m ขณะที่ Traction Elevator สามารถเร็วได้มากกว่า 70 m/m จนถึง 300 m/m โดยทั่วไปแล้ว Hydraulic Elevator เหมาะสำหรับอาคารไม่สูง เช่น อพาร์ตเมนต์เล็กๆ ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ 15% เมื่อเทียบ
กับ Traction Elevator นอกจากนี้ Hydraulic Elevator มีความต้องการพื้นที่สำหรับห้องเครื่องน้อยกว่าเพราะ Traction Elevator ต้องการพื้นที่สำหรับรางและตุ้มน้ำหนัก

รูปที่ 5 Hydraulic Elevator
3. การออกแบบทางสถาปัตยกรรม
การสัญจรทางตั้งของอาคารสูงขึ้นอยู่กับระบบลิฟต์เป็นหลัก การเลือกระบบลิฟต์จะต้องเริ่มพร้อมๆ ไปกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อาจจะกล่าวได้ว่าพัฒนาการของอาคารเป็นไปพร้อมๆ กับพัฒนาการของลิฟต์ การออกแบบระบบลิฟต์มีความเกี่ยวพันกับการใช้งานอาคาร จำนวนผู้ใช้ และ พื้นที่ที่ต้องการใช้ลิฟต์ โดยทั่วไปจำนวนลิฟต์จะมีประมาณ 1 ตัวต่อพื้นที่ 4645 ตร.ม. (50,000 sq.ft.) สำหรับอาคารสำนักงาน อาคารที่พักอาศัยจะมีการประมาณการจำนวนลิฟต์ประมาณ 100-200 ห้องต่อ ลิฟต์ 1 ตัว ในการคำนวณหา
จำนวนที่แท้จริงของลิฟต์ จะต้องลงในรายละเอียดของความหนาแน่น ของผู้ใช้ ความ สามารถในการรองรับในชั่วโมงเร่งด่วน รวมไปถึงการพิจารณาช่วงเวลาในการรอลิฟท์ ชนิดของลิฟต์ อัตราความเร็ว และความสามารถในการรองรับ
ในอาคารสูง ชั้นมากขึ้นลิฟต์ก็จะต้องรองรับคนมากขึ้น การออกแบบให้ลิฟต์แต่ละชุดรองรับผู้ใช้ในแต่ละโซนจะทำให้ความจุของลิฟต์แต่ ละตัวไม่ใหญ่เกินไป โดยปกติลิฟต์แต่ละชุดจะให้บริการ สำหรับความสูงประมาณ 12-15 ชั้น ชุดแรกอาจจะรับส่งผู้โดยสารในช่วงชั้นล่าง อีกชุดสำหรับช่วง กลาง และชุดสุดท้ายสำหรับช่วงบนของอาคาร เพราะฉะนั้นแต่ละชุดจะต้องมีโถงลิฟท์เพื่อรองรับผู้โดยสาร โดยทั่วไปโซนสูงสุดจะถูกวางไว้ช่องกลางของแกนลิฟท์ เพื่อให้โครงสร้างมีความสมดุลที่สุด เมื่อโซนอื่นถูกตัดออกและสามารถจัดเป็นพื้นที่ให้เช่าได้ง่าย อย่างไรก็ตามเทศบัญญัติระบุให้มีลิฟต์ อย่างน้อย หนึ่งตัวที่สามารถจอดได้ทุกชั้น ซึ่งส่วนใหญ่ลิฟท์บรรทุกของจะถูกออกแบบให้สามารถจอด ได้ทุกชั้นและถูกใช้ในกรณี
ฉุกเฉินหรือเพลิงไหม้ด้วย มีคำแนะนำให้มีลิฟต์แบบนี้อย่างน้อยสองตัวเผื่อว่าตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหาหรือ ต้องการการบำรุงรักษาจะได้มีตัวสำรองใช้งานได้
ระบบโถงลอยฟ้า(Sky Lobby)เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจโดยเฉพาะในอาคารแบบผสานประโยชน์ใช้สอย (Mixed-Use Building) โดยมีลิฟต์ทั่วไปจากชั้นล่างส่งผู้โดยสารไปยังส่วนโถงลอยฟ้าก่อนที่จะแยก ย้ายไปใช้ลิฟต์ในแต่ส่วน (Local Elevator) แนวความคิดนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการและพื้นที่สำหรับส่วนโถงล่าง ของอาคาร
โดยทั่วไปผังพื้นของอาคารสูงจะประกอบไปด้วยส่วนรอบนอก ส่วนพื้นที่ภายในและส่วน แกนสัญจรทางตั้ง ส่วนแกนสัญจรนี้อาจจะแบ่งได้เป็นหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบรวมอยู่กลางอาคาร(Central-core Plan) และ แยกส่วน (Split-core Plan) แบบรวมอยู่กลางอาคารจะเหมาะ สำหรับผังพื้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเมื่อความลึกของอาคารถูกจำกัดโดยที่ตั้ง หรือการออกแบบ ในขณะที่แบบแยกส่วนอาจจะเหมาะสำหรับผังพื้นที่เป็นจตุรัสมากกว่า

รูปที่ 6 ตำแหน่งแกนสัญจร
ส่วนแกนสัญจรที่รวมอยู่กลางอาคารนอกจากจะประกอบด้วยลิฟท์ แล้วยังมีห้องช่องท่อสำหรับงานเครื่องกล (Mechanical Shafts) ท่อสำหรับงานสุขาภิบาล ห้องระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม หรืออาจจะใช้เป็นห้องน้ำ ส่วนให้เช่าสำหรับพื้นที่เพิ่มขึ้นจากการแบ่งโซนลิฟท์ ส่วนแกนสัญจรนี้ควรออก แบบให้ตรงกันทุกๆชั้นเพื่อง่ายต่อการ จ่ายงานระบบและไม่สิ้นเปลืองในการเปลี่ยนแนวท่อ ส่วนบันได ต้องออกแบบให้อยู่ห่างจากกันเพื่อควบคุมการหนีให้ทั่วถึงที่สุด
4. โครงสร้าง
แกนสัญจรถูกใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการรับแรงทางแนวนอนของอาคารสูงในหลายๆ อาคารเพราะส่วนแกนนี้เป็นส่วนประกอบของอาคารที่สูงต่อเนื่องตลอดความสูง ส่วนใหญ่ จะถูกออกแบบให้เป็นคอนกรีตในลักษณะของ Shear Wall แต่ส่วนแกนคอนกรีตนี้อาจจะเสียความแข็งแรงโดยการเจาะช่องสำหรับช่วงเปิดของ ประตูลิฟท์ ช่องท่อหรืออื่นๆ การเจาะเหล่านี้ไม่ควรมาก เกิน 30% และควรวางตำแหน่งให้เหมาะ ไม่ใกล้กันเกินไป โดยสรุปคือ ส่วนแกนควรสามารถคงความแข็งแรงในรูปแบบของโครงสร้างแบบท่อ(Tube Structure)เพื่อช่วยรับแรงทางแนวนอน (Lateral Load) ของอาคารโดยรวม อย่างไรก็ตามส่วนแกนสัญจรนี้ยังคงต้องทำหน้าที่แทนเสาในการรับแรงทางตั้ง หรือน้ำหนักอาคารด้วย การใช้แกนสัญจรในระบบโครงสร้างอาคารสูงอาจจะแยกได้เป็น
4.1 Single Core Structure
ในอาคารที่ส่วนแกนสัญจรกลางเป็นส่วนโครงสร้างหลักของอาคาร ส่วนแกนนี้จึงต้องรับแรงกด(Compression) ได้ดีด้วย คอนกรีตเสริมเหล็กจึงเป็นวัสดุที่นิยมที่สุด

รูปที่ 7 Single Core Structure
4.2 Core with Hinged Frame
ในกรณีนี้ส่วนแกนสัญจรทำหน้าที่ช่วยรับแรงกระทำทางแนวนอนขณะที่ส่วนโครงเฟรม ของอาคารทำหน้าที่รับแรงกระทำทางแนวตั้งไปสู่ฐานราก โครงสร้างรอบนอกจึงสามารถออกแบบให้ไม่ซับ ซ้อนและเบาได้ ในอาคารที่ความสูงประมาณ 20 ชั้น แกนคอนกรีตส่วนกลางโดยทั่วไปจะเพียงพอ สำหรับการรับแรงกระทำทางแนวนอน
4.3 Core with Rigid Frame
ในกรณีนี้ส่วนแกนกลางและส่วนโครงเฟรมรอบนอกต่างก็ช่วยในการรับแรงกระทำทางแนวนอน
4.4 Core with Outriggers and Belt Truss
เป็นการใช้โครงทรัสเสริมความแข็งแรงให้แก่เสารอบนอกโดยเชื่อมต่อไปยังแกน สัญจรกลาง ทำให้การรับแรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การใช้แกนสัญจรกลางได้ถูกท้าทายโดยแนวความคิดใหม่ในช่วงปี 1960s สถาปนิกหลายๆ คนพยายามผสมผสานระบบแกนสัญจรกับระบบโครงสร้างสะพาน อาคารสูงหลายๆ อาคารสูงได้ออก แบบให้ให้มีส่วนแกนสัญจรมากกว่าหนึ่งแห่ง
5. กฎหมาย
สำหรับในประเทศไทย อาคารสูง จะต้องมีบันไดหนีไฟไม่น้อยกว่า 2 บันได อยู่ห่างไม่เกิน 60 เมตร โดยวัดจากแนวทางเดินและต้องแสดงการคำนวณระบบบันไดหนีไฟให้เห็นว่าสามารถใช้ ลำเลียงบุคคลทั้งหมดในอาคาร ออกนอกอาคารได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ตัวบันไดต้องทำด้วยวัสดุทนไฟและ ไม่ผุกร่อน ห้ามสร้างบันไดหนีไฟเป็นบันไดเวียนหรือ
บันไดแนวดิ่ง(บันไดลิง) บันไดหนีไฟที่อยู่ภายใน อาคารต้องมีอากาศถ่ายเทจากภายนอกอาคารได้ หรือมีระบบอัดลมภายในช่องบันไดหนีไฟที่ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้ บันไดหนีไฟที่อยู่ภายในอาคารต้องมีผนังกันไฟที่เป็นผนังทึบก่อด้วยอิฐธรรมดา หนาไม่น้อยกว่า 18 ซม. และไม่มีช่องที่ทำให้ไฟหรือควันผ่านไปได้ หรือคอนกรีตเสริมเหล็ก หนาไม่น้อยกว่า 12 ซม. โดยรอบบันได ยกเว้นช่องระบายอากาศ
สำหรับระบบลิฟต์แล้วมีข้อกำหนดต่างๆ ดังนี้
- ลิฟต์โดยสารและลิฟต์ดับเพลิงแต่ละชุดที่ใช้กับอาคารสูงให้มีขนาดมวลบรรทุกไม่น้อยกว่า 630 กิโลกรัม
- อาคารสูง ต้องมี ลิฟต์ดับเพลิง อย่างน้อย 1 ชุด ซึ่งรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้
1. ลิฟต์ดับเพลิงต้องจอดได้ทุกชั้นของอาคาร และต้องมีระบบควบคุมพิเศษสำหรับพนักงานดับเพลิงใช้ขณะเกิดเพลิงไหม้โดยเฉพาะ
2. บริเวณห้องโถงหน้าลิฟต์ดับเพลิงทุกชั้นต้องติดตั้งตู้สายฉีดน้ำดับเพลิงหรือ หัวต่อสายฉีดน้ำดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิงอื่นๆ
3. ห้องโถงหน้าลิฟต์ดับเพลิงทุกชั้นต้องมีผนังหรือประตูที่ทำด้วยวัตถุทนไฟปิด กั้นมิให้เปลวไฟหรือควันเข้าไปได้ มีหน้าต่างเปิดออกสู่ภายนอกอาคารโดยตรง หรือมีระบบอัดลมภายในห้องโถงหน้าลิฟต์ดับเพลิงที่มีความดันลมขณะใช้งานไม่ น้อยกว่า 3.86 เมกะปาสคาล และทำงานอัตโนมัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้
4. ระยะเวลาในการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของลิฟต์ดับเพลิงระหว่างชั้นล่างสุดกับชั้นสูงสุดของอาคารต้องไม่เกิน 1 นาที
- ในเวลาปกติลิฟต์ดับเพลิงสามารถใช้เป็นลิฟต์โดยสารได้
- ในปล่องลิฟต์ห้ามติดตั้งท่อสายไฟฟ้า ท่อส่งน้ำ ท่อระบายน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆ เว้นแต่เป็นส่วนประกอบของลิฟต์หรือจำเป็นสำหรับการทำงานและการดูแลรักษา ลิฟต์
- ลิฟต์ต้องมีระบบและอุปกรณ์การทำงานที่ให้ความปลอดภัยด้านสวัสดิภาพและสุขภาพของผู้โดยสารดังต่อไปนี้
1. ต้องมีระบบการทำงานที่จะทำให้ลิฟต์เคลื่อนมาหยุดตรงที่จอดชั้นระดับดินและประตูลิฟต์ต้องเปิดโดยอัตโนมัติเมื่อไฟฟ้าดับ
2. ต้องมีสัญญาณเตือนและลิฟต์ต้องไม่เคลื่อนที่เมื่อบรรทุกเกินพิกัด
3. ต้องมีอุปกรณ์ที่จะหยุดลิฟต์ได้ในระยะที่กำหนดโดยอัตโนมัติเมื่อตัวลิฟต์มีความเร็วเกินพิกัด
4. ต้องมีระบบป้องกันประตูลิฟต์หนีบผู้โดยสาร
5. ลิฟต์ต้องไม่เคลื่อนที่เมื่อประตูลิฟต์ปิดไม่สนิท
6. ประตูลิฟต์ต้องไม่เปิดขณะลิฟต์เคลื่อนที่หรือหยุดไม่ตรงที่จอด
7. ต้องมีระบบการติดต่อกับภายนอกห้องและสัญญาณแจ้งเหตุขัดข้อง
8. ต้องมีระบบแสงสว่างฉุกเฉินในห้องลิฟต์และหน้าชั้นที่จอด
9. ต้องมีระบบการระบายอากาศในห้องลิฟต์ตามที่กำหนด
- จัดให้มีคำแนะนำอธิบายการใช้ การขอความช่วยเหลือ การให้ความช่วยเหลือ และข้อห้ามใช้ลิฟต์ดังต่อไปนี้
1. การใช้ลิฟต์และการขอความช่วยเหลือให้ติดไว้ในห้องลิฟต์
2. การให้ความช่วยเหลือให้ติดไว้ในห้องจักรกลและห้องผู้ดูแลลิฟต์
3. ให้ติดข้อห้ามใช้ลิฟต์ไว้ที่ข้างประตูลิฟต์ด้านนอกทุกชั้น
- การควบคุมการติดตั้งและตรวจสอบระบบลิฟต์ต้องดำเนินการโดยวิศกรไฟฟ้าหรือ วิศวกรเครื่องกล ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตั้งแต่ประเภท สามัญวิศวกรขึ้นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพวิศวกรรม
6. หนังสืออ้างอิง
- ข้อกำหนดและกฎหมายในการออกแบบอาคาร, ทรงศักดิ์ รวิรังสรรค์, ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), 2544
- Architecture of Tall Buildings, Council on Tall Buildings and Urban Habitat,
McGraw-Hill, 1995
- The Vertical Building Structure, Wolfgang Schuller, Van Nostrand Reinhold,
1990
- Vertical Transportation: Elevators and Escalators, Strakosch, John Wiley &
Sons. Inc., New York, 1967