Mr.Vop's Blog

กุมภาพันธ์ 26, 2011

และแล้ว ก็มาถึงเที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศ “ดิสคัฟเวอรี”

“ดิสคัฟเวอรี” กระสวยอวกาศซึ่งมีเที่ยวบินมากที่สุดของ NASA ทะยานฟ้าในเที่ยวบินสุดท้ายแล้ว (STS-133) นำ 6 ลูกเรือมุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) กับปฏิบัติการในวงโคจรนาน 11 วัน พร้อมนำส่ง “อาร์ทู” หุนยนต์ฮิวแมนอยด์ตัวแรกที่ขึ้นสู่อวกาศ

ลูกเรือทั้ง 6 คน (ซ้ายไปขวา) ของเที่ยวบินสุดท้าย  STS-133  สตีฟ ลินด์ซีย์ ผู้บังคับการบิน ,อีริค โบ นักบิน และเจ้าห้นที่เฉพาะกิจ 4 ท่าน เบนจาบิน ดรู, ทีโมที โคบรา,ไมเคิล บาร์รัตต์, และ นิโคล สท็อต

เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่หลายคนต้องจดจำสำหรับการทะยานฟ้าในเที่ยวบินสุดท้ายของ “ดิสคัฟเวอรี” (Discovery) หมายเลขเที่ยวบิน STS-133 โดยกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรีเป็นกระสวยอวกาศที่มีเที่ยวบินมากที่สุดขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ หรือ NASA

กระสวยดิสคัฟเวอรีออกจากฐานปล่อยจรวดในศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) ในฟลอริดา สหรัฐฯ เมื่อเวลา 04.53 น.ของวันที่ 25 ก.พ.2011 นี้ ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งสำนักข่าว  AP ประมาณว่ามีแขกราว 40,000 คนที่ได้รับเชิญให้มาร่วมชมเที่ยวบินนี้

ดิสคัฟเวอรี นำ 6 ลูกเรือมุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) ในภารกิจยาวนาน 11 วัน

พร้อมกันนี้ ดิสคัฟเวอรียังนำส่ง “โรโบนอท 2” (Robonaut 2) หรือ “อาร์ทู” (R2) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ตัวแรกที่ขึ้นสู่อวกาศ เมื่อทะยานฟ้าเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินได้ทวีตข้อความประกาศให้อาร์ทูว่า “ฉันอยู่ในอวกาศ! สวัสดีจักรวาล” (I’m in space! HELLO UNIVERSE!!!”) ทั้งนี้ อาร์ทูยังคงถูกเก็บไว้ในกล่องระหว่างปล่อยกระสวยอวกาศ ส่วนหุ่นยนต์แฝดฮิวนอยด์ที่ฐานปล่อยได้โบกมือลาแก่แฝดที่กำลังขึ้นสู่วงโคจรด้วย

 

เป้าหมายของการพัฒนาหุ่นยนต์ “อาร์ทู” เพื่อให้เป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยมนุษย์ทำงานและสำรวจอวกาศ โดยทั้งทำหน้าที่เคียงข้างมนุษย์ในอวกาศ รับภารกิจเสี่ยงแทนมนุษย์ ซึ่งการมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะช่วยเหลืองานต่อเติมโครงสร้าง และการสำรวจของมนุษย์ ในเบื้องต้นหุ่นอาร์ทูที่ส่งขึ้นไปเป็นเพียงหุ่นที่มีร่างกายท่อนบน และต่อไปจะได้พัฒนาและส่งอวัยวะด้านล่างขึ้นไปต่อเติมในภายหลัง

 

เสื้อยืดที่ระลึก พร้อมปักตราสัญลีกษณ์เที่ยวบินสุดท้าย STS-133 ที่หน้าอก

 

ภารกิจครั้งนี้เป็นเที่ยวบินที่ 39 สำหรับดิสคัฟเวอรีที่ปฏิบัติภารกิจมานานถึง 27 ปี และเป็นเที่ยวบินในปฏิบัติการส่งกระสวยอวกาศของนาซาเที่ยวบินที่ 133 โดยดิสคัฟเวอรีได้เดินทางมาแล้วเป็นระยะทาง 230 ล้านกิโลเมตรนับแต่เริ่มบินครั้งแรกเมื่อปี 1984 และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจครั้งนี้ในวันที่ 7 มี.ค.ก็จะมีระยะการเดินทางเพิ่มขึ้นอีก 7.2 ล้านกิโลเมตร และจะได้ใช้เวลาอยู่ในอวกาศทั้งสิ้น 363 วัน โดยโคจรรอบโลกทั้งหมด 5,800 รอบ ซึ่งไม่มียานอวกาศลำไหนที่มีเที่ยวบินมากเท่านี้มาก่อน

 

ดิสคัฟเวอรีกำลังดีดท่อเชื้อเพลิงแข็งด้านข้างทิ้งเมื่อพ้นชั้นบรรยากาศ ตัวยานจะเห็นเป็นจุดสว่างด้านล่าง

นอกจากนี้ เอเอฟพียังรายงานข้อมูลอีกว่าดิสคัฟเวอรีเป็นกระสวยอวกาศลำแรกที่กลับมาบินหลังโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับยานชาเลนเจอร์ (Challenger) ซึ่งระเบิดระหว่างทะยานฟ้าเมื่อปี 1986 และยานโคลัมเบีย (Columbia) ซึ่งระเบิดหลังกลับสู่โลก เมื่อปี 2003 และดิสคัฟเวอรียังเป็นกระสวยอวกาศลำแรกที่มีผู้บังคับการเป็นผู้หญิง อีกทั้งยังทำหน้าที่ขนส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (the Hubble Space telescope) ขึ้นสู่วงโคจรด้วย

 

ขอบคุณ Manager.co.th , AP,AFP,NASA

กุมภาพันธ์ 23, 2011

Update ข้อมูลกรณีแผ่นดินไหวไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์

หมายเลขโทรศัพท์ Hotline สถานทูตไทย โทรภายในประเทศนิวซีแลนด์ ใช้เบอร์ 021403570 โทรทางไกลจากไทยเบอร์ 001-64-214-03570

ทูตไทยในนิวซีแลนด์ ท่านทูตนภดล เทพพิทักษ์ โทร 001 64 214 19300

ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด 166 ราย (Update 7 มี.ค. สูญหาย 240 ไฟฟ้า 75% และประปา 40% กลับมาใช้ได้ราว 23:00 ของวันที่ 24 ก.พ. 54

รายชื่อของผู้ช่วยพยาบาลบริษัท คอนวีเนียนกรุ๊ป ทั้ง 6 คน ที่ติดอยู่ในซากอาคารคือ

1. น.ส.ธนิดา อินทรวรางกูร – ก้อย
2. น.ส.หฤทยา หลวงธีระสกุล – เจี๊ยบ
3. น.ส.จิตรา ไวสุทธิธาดาพงษ์ - ต้า
4. น.ส.ศิริพันธ์ วงศ์กุลการ – ฝน
5. น.ส.วันเพ็ญ ปรีนะกลาง – นก
6. น.ส.พิมพ์พร เลี้ยงเชื้อ – เหมียว

แผ่นดินไหวที่ไครสต์เชิร์ช ครั้งนี้ มีขนาด 6.3 ริกเตอร์ ลึกเพียง 5 กิโลเมตร และตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อคอีกหลายครั้ง โดยเกิดขึ้นในเวลา 06:51  น.ตามเวลาไทย หรือ 12:51 ตามเวลาในไครต์เชิร์ช ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้คนกำลังทำงานหรือทานอาหารกลางวันอยู่เป็นจำนวนมาก ความเสียหายต่อชีวิตจึงมากตามไปด้วย โดยทางนิวซีแลนด์ระบุว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี (ทางด้านความสูญเสีย)

สาเหตุที่มีความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนมากมาย เป็นเพราะแผ่นดินไหวครั้งนี้นั้น เกิดห่างจากครั้งก่อนซึ่งไหวหนักถึง 7.3 ริกเตอร์เพียง 171 วัน (4 กันยายน 53) ทำให้การฟื้นฟูสภาพรอยแตกร้าวของอาคารต่างๆนั้นยังไม่เรียบร้อยดี อีกทั้งเมืองนี้เป็นเมืองเก่าแก่ โครงสร้างอาคารบางแห่งมีอายุมาก เมื่อถูกแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ซ้ำไปสองรอบในเวลาไม่ถึง 6 เดือน ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน จึงมากตามไปด้วย

ประเทศไหนที่มี อาวุธนิวเคลียร์บ้าง ?

Filed under: ภัยพิบัติ, สงคราม, อาวุธ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 02:25

กำลังรบนิวเคลียร์ของโลก
ปัจจุบันโลกมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 31,000 นัด ที่ยังคงบรรจุประจำการอยู่ใน 8 ประเทศ ไม่รวมเกาหลีเหนือ ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย ปากีสถาน และอิสราเอล โดยส่วนหนึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในคลังแสง และอีกส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายวางกำลังไว้ ณ ที่ตั้งหน่วยทหารที่เป็นหน่วยยิงประมาณ 13,000 นัด ซึ่งในจำนวนนี้อยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มที่ High Alert ประมาณ 4,600 นัด พร้อมใช้งานในไม่กี่นาทีตลอดเวลา หัวรบนิวเคลียร์เหล่านี้มีอำนาจการทำลายคิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT (Trinitrotoluene : C6H2(NO2)3CH3) ประมาณ 5,000 Megaton คือประมาณ 20,000 เท่าของระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้ที่ฮิโรชิมา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

หมายเหตุ:- อ้างอิงข้อมูลของ Natural Resources Defense Council ของสหรัฐฯ

สหราชอาณาจักร
กำลังรบนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ มีแต่เพียงอาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำ Trident II D5 จำนวน 16 ลำ รวม 48 ฐานยิง และถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ 185 นัด ๆ ละ 100 Kiloton คิดเป็นน้ำหนักระเบิดรวม 18.5 Megaton

จีน
กำลังรบนิวเคลียร์ของจีน ประกอบด้วย ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBMs) อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs) และเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bombers) รวมทั้งสิ้น 275 ฐานยิง และคาดว่าถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 225 นัด

จีน เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย อาจเว้นก็แต่ทวีปอเมริกาใต้ เท่านั้น ด้วยขีปนาวุธ CSS-4 ระยะยิงสูงสุด 13,000 กิโลเมตร และขีปนาวุธ DF-31 ระยะยิงสูงสุด 8,000 กิโลเมตร

ฝรั่งเศส
กำลังรบนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส ประกอบด้วย อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers รวมทั้งสิ้น 133 ฐานยิง และถือครองหัวรบนิวเคลียร์ทั้งสิ้น 449 นัด

สหรัฐฯ
กำลังรบนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ประกอบด้วย ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs , อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers รวมทั้งสิ้น 1,074 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,170 นัด และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 1,560 Megaton

สหรัฐฯ เป็นชาติมหาอำนาจที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลก มีระบบซัดส่ง เช่น ระบบอาวุธปล่อย ขีปนาวุธ อากาศยานทิ้งระเบิดระยะไกล หรือ ระบบทำการยิงจากใต้น้ำ ซึ่งสามารถนำพาหัวรบนิวเคลียร์ไปสู่เป้าหมายได้ทุกแห่งหนบนโลก ด้วยเทคโนโลยีที่สูงกว่า และไม่มีที่ใดในโลกนี้ที่หัวรบนิวเคลียร์สหรัฐฯ ไปไม่ถึง

สหรัฐฯ แสดงเจตจำนงมาโดยตลอด ที่จะถือครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้ เพื่อเผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติในระดับสูงสุด ที่กระทบต่อความอยู่รอดของชาติ (Survival Interest) กับใช้เพื่อการป้องปรามทางยุทธศาสตร์

รัสเซีย
กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย ประกอบด้วย ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs , อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers รวมทั้งสิ้น 1,174 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,972 นัด และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 2,800 Megaton

รัสเซีย เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพเป็นรองก็แต่เพียงสหรัฐฯ มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุมทั่วโลก ด้วยขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBMs) อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs) และเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bombers) โดยมีจำนวนฐานยิง และจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ มากกว่าสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิบัติการนิวเคลียร์ (Nuclear Operations) ต่อสหรัฐฯ จะใช้เส้นทางผ่านขั้วโลกเหนือเป็นหลัก กับการใช้เรือดำน้ำนิวเคลียร์ เล็ดลอดเข้าไปจ่อยิง เพื่อให้มีเวลาการป้องกันเหลือน้อยที่สุด เป็นที่คาดกันว่าหัวรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย จะสามารถฝ่าข่ายการป้องกันของสหรัฐฯ ไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ 1/3 ของสหรัฐฯ ถูกทำลายสิ้น ดังนั้น กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย จึงถือเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อสหรัฐฯ

อิสราเอล
อิสราเอล มิได้ประกาศตนว่า เป็นชาติที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ หากแต่บางแหล่งข่าวอ้างว่า อิสราเอล อาจถือครองหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอำนาจการทำลายต่ำ (ประมาณ 1 กิโลตัน) อยู่ถึง 200 นัด แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตนิวเคลียร์จะยังไม่เคยตรวจพบการทดลอง หรือการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลแต่อย่างไรก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริง อิสราเอล สามารถเข้าถึง รายละเอียดข้อมูลนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ได้

นอกจากนั้น อิสราเอล ยังถือครองขีปนาวุธ JERICHO I ระยะยิง 660 กิโลเมตร และ JERICHO II ระยะยิง 1,500 กิโลเมตรที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ รวมทั้ง จรวด SHAVIT ที่ใช้ในการปล่อยดาวเทียมของอิสราเอล ก็สามารถดัดแปรเพื่อนำส่งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ระยะยิง 7,800 กิโลเมตรได้เช่นกัน ทำให้อิสราเอล กลายเป็นชาติที่มีความพร้อมอย่างยิ่งในการถือครองอาวุธนิวเคลียร์

อินเดีย
กำลังรบนิวเคลียร์ของอินเดีย ประกอบด้วยขีปนาวุธ ปริวิ (PRITHVI) SS-250 ระยะยิง 200 กม. และขีปนาวุธ อัคนี (AGNI) ระยะยิง 1,500-2,000 กม.ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ และเครื่องบินขับไล่โจมตี SU-30MK ที่ใช้ในการปฏิบัติการนิวเคลียร์ โดยถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 85 นัด ทั้งนี้เชื่อว่าอินเดียอยู่ระหว่างการพัฒนาเรือดำน้ำที่สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนิวเคลียร์ได้อีกด้วย

อินเดีย เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุม จีน ปากีสถาน อิหร่าน คาซัคสถาน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางส่วน ตลอดจน ยังมีการประเมินว่าอินเดีย มีขีดความสามารถที่จะโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ด้วยขีปนาวุธ AGNI ที่มีระยะยิงสูงสุด 2,000 กิโลเมตร

ปากีสถาน
กำลังรบนิวเคลียร์ของปากีสถาน ประกอบไปด้วยขีปนาวุธที่นำเข้าจากจีน ประมาณ 30 นัด รวมทั้งขีปนาวุธ HALF-3 ระยะยิง 600 กม.และขีปนาวุธ GHAURI ระยะยิง 600 กม.ที่พัฒนาผลิตขึ้นใช้เอง จำนวนหนึ่ง โดยคาดว่าถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 25 นัด

ปากีสถาน เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุม อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย เยเมน โอมาน คูเวต คาซัคสถาน และภาคตะวันตกของจีน ตลอดจน มีการประเมินว่าปากีสถาน มีขีดความสามารถที่จะโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับอินเดีย ด้วยขีปนาวุธ CHAHEEN II ที่มีระยะยิงสูงสุด 2,000 กิโลเมตร

เกาหลีเหนือ
กำลังรบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ จากข้อมูลข่าวสารการข่าวกรอง ยังไม่อาจยืนยันได้แน่นอนว่ามีศักยภาพในการปฏิบัติการนิวเคลียร์จริงหรือไม่ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตนิวเคลียร์ ตรวจพบการทดสอบนิวเคลียร์ เมื่อปี พ.ศ.2549 และเกาหลีเหนือ อ้างว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบ อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือ มีศักยภาพในระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธหลายแบบ เช่น Taepo Dong II ซึ่งมีระยะยิงไกลถึง 6,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ มีผู้เชื่อว่า หากเกาหลีเหนือถือครองหัวรบนิวเคลียร์ไว้จริง ก็ไม่น่าเกิน 10 นัด และอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT ของแต่ละนัดน่าจะน้อยกว่า 1 กิโลตัน ใกล้เคียงกับหัวรบนิวเคลียร์ที่เคยใช้โจมตีญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เกาหลีเหนือ เป็นประเทศถือครองระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธ และอาจถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ ๑๐ นัด อำนาจการทำลายนัดละประมาณ ๑ กิโลตัน ขีดความสามารถของระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ สามารถโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ครอบคลุม ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนสามารถโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ได้ทุกเป้าหมาย

อิหร่าน
อิหร่าน เป็นประเทศที่ถือครองระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธ แม้ยังไม่มีหัวรบนิวเคลียร์ แต่ความมุ่งมั่นในโครงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม (Uranium Enrichment) อาจทำให้อิหร่าน สามารถเตรียมสารยูเรเนียมเข้มข้น เพียงพอที่จะผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ขีดความสามารถของระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธที่อิหร่านถือครอง เช่น Taepo Dong II ระยะยิง 6,000 กิโลเมตร สามารถโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ครอบคลุม ทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกา รวมทั้ง ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทุกเป้าหมายในพื้นที่เหล่านั้น

ข้อพิจารณาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

1. จากการที่ประเทศต่าง ๆ อาทิ จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ รวมถึงอิหร่านได้มีการพัฒนาขีปนาวุธของตนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นภัยอันตรายต่อสันติสุขของโลกอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธแห่งชาติต่อไป โดยโครงการป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ได้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธที่ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก แต่หากสหรัฐฯ ชะลอการพัฒนาระบบดังกล่าว ก็อาจเป็นเงื่อนไขให้ประเทศที่มีขีปนาวุธข้ามทวีปอยู่แล้ว หรือกำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน สามารถดำเนินการปรับปรุงขีปนาวุธของตน ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจนสามารถเอาชนะข่ายการป้องกันขีปนาวุธแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้

2. การแข่งขันการพัฒนาอาวุธฯ ของแต่ละฝ่าย ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคโดยรวม ทั้งอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวมขั้วของจีน รัสเซียและเกาหลีเหนืออย่างแน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น สำหรับผลกระทบต่อไทยยังอยู่นอกเหนือวิสัยที่ไทยจะดำเนินการใด ๆ แม้ไทยจะมีความเป็นกลาง และมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย แต่การอยู่ในรัศมีทำการของขีปนาวุธข้ามทวีปทั้งจากเกาหลีเหนือ และจีน ย่อมส่งผลกระทบในแง่จิตวิทยา และความไม่ปลอดภัยต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยสามารถกระทำได้ คือ การแสดงออก และเรียกร้องให้เกิดการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาขัดแย้งขยายตัวเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

Credit :  กรมข่าวทหารอากาศ

กุมภาพันธ์ 21, 2011

ความรู้ด้านภัยพิบัติเรื่อง ภูเขาไฟระเบิด

Filed under: ภัยพิบัติ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 09:52

ภูเขาไฟระเบิด

ภูเขาไฟระเบิด เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงอย่างหนึ่ง การระเบิดของภูเขาไฟนั้นแสดงให้เห้นว่าใต้ผิวโลกของเราลงไประดับหนึ่ง มีความร้อนสะสมอยู่มากโดยเฉพาะที่เรียกว่า”จุดร้อน” ณ บริเวณนี้มีหินหลอมละลายเรียกว่า แมกมา และเมื่อมันถูกพ่นขึ้นมาตามรอยแตกหรือปล่องภูเขาไฟ เราเรียกว่า ลาวา
สาเหตุของการเกิดภูเขาไฟระเบิด

กระบวนการระเบิดของภูเขานั้นยังไม่เป็นที่เข้าใจกระจ่างชัดนัก นักธรณีวิทยาคาดว่ามีการสะสมของความร้อนอย่างมากบริเวณนั้น ทำให้มีแมกมา ไอน้ำ และแก๊ส สะสมตัวอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อให้เกิดความดัน ความร้อนสูง เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะระเบิดออกมา อัตราความรุนแรงของการระเบิด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการระเบิด รวมทั้งขึ้นอยู่กับความดันของไอ และความหนืดของลาวา ถ้าลาวาข้นมากๆ อัตราการรุนแรงของการระเบิดจะรุนแรงมากตามไปด้วย เวลาภูเขาไฟระเบิด มิใช่มีแต่เฉพาะลาวาที่ไหลออกมาเท่านั้น ยังมีแก๊สไอน้ำ ฝุ่นผงเถ้าถ่านต่างๆ ออกมาด้วย มองเป็นกลุ่มควันม้วนลงมา พวกไอน้ำจะควบแน่นกลายเป็นน้ำ นำเอาฝุ่นละอองเถ้าต่างๆ ที่ตกลงมาด้วยกัน ไหลบ่ากลายเป็นโคลนท่วมในบริเวณเชิงเขาต่ำลงไป ยิ่งถ้าภูเขาไฟนั้นมีหิมะคลุมอยู่ มันจะละลายหิมะ นำโคลนมาเป็นจำนวนมากได้ เช่น ในกรณีของภัยพิบัติที่เกิดในประเทศโคลัมเบียเมื่อไม่นานนี้

แหล่งที่มา:คณาจารย์คณะวิทยาศาสตร์.สารานุกรมวิทยาศาสตร์.2534.

สิ่งที่ได้จากการปะทุของภูเขาไฟ

หลายคนเชื่อว่าลาวาเป็นวัตถุชิ้นแรกที่ถูกปล่อยออกมาจากภูเขาไฟซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเสมอไป ทั้งนี้ในระยะแรกอาจพ่นเอาเศษหินขนาดใหญ่ออกมาจำนวนมากเรียกว่า”ลาวา บอมบ์”(Lava bomb)ส่วนเถ้าถ่านและ ฝุ่นละอองเกิดขึ้นต่อมาอย่างปกตินอกจากนั้นการเกิดระเบิดของภูเขาไฟยังปล่อยเอาก๊าซออกมาอีกด้วยดังจะกล่าวในรายละเอียด ตามลำดับดังนี้

ลาวาหลาก (Lava flow)

เนื่องด้วยลาวาที่มีปริมาณซิลิกาต่ำหรือลาวาที่มีองค์ประกอบเป็นบะซอลต์ปกติจะมีความเหลวมากและไหลเป็นชั้นบางๆแผ่เป็นแผ่นกว้างเหมือนลิ้นตัวอย่างบนเกาะฮาวาย ลาวาจะไหลออกมาด้วยความเร็ว 30 km./h บนพื้นที่ที่ชันมาก อย่างไรก็ตามความเร็วแบบนี้เกิดขึ้นได้น้อยมาก โดยปกติพบว่ามีความเร็ว 10 – 300 m./h ในทางกลับกันการเคลื่อนที่ของลาวาที่มีซิลิกาสูงจะช้ากว่า เมื่อลาวาบะซอลต์ของการปะทุแบบฮาวายเอียนแข็งตัวมันจะมีผิวเรียบบางทีเป็นคลื่น(Wrinkle)ในขณะที่ลาวาด้านในใต้พื้นผิวซึ่งยังหลอมอยู่จะเคลื่อนที่ต่อไป ลักษณะนี้เรียกว่า “การไหลแบบ ปาฮอยฮอย (Pahoehoe flow)” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับริ้วเชือกบิดลาวาบะซอลตืทั่วๆไปจากแหล่งอื่นมักมีผิวขรุขระ เป็นแท่ง ขอบไม่เรียบแหลมคมหรือมีหนามยื่นออกมาเรียกว่า”อาอา(Aa)”ซึ่งเกิดจากลาวาประเภทนี้เช่นกันอาอาที่กำลังไหลออกมาจะเย็นและหนาขึ้นอยู่กับความชันของ ภูมิประเทศที่มันไหลมามีความเร็วของการไหลประมาณ 5-50m./h นอกจากนั้นก๊าซที่ออกมาจะทำให้ผิวของลาวาที่เย็นแตกออกและให้รูหรือช่องว่างขนาดเล็ก ที่มีปากรูเป็นหนามแหลมคมเมื่อลาวาแข็งตัวแล้ว

ก๊าซ(Gas)

ก๊าซละลายอยู่ในหินหนืดในปริมาณต่างๆกัน และอยู่ได้เพราะความดันของมวลหินโดยรอบเปรียบเหมือนคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในเครื่องดื่มซึ่งเมื่อความดันลดลงก๊าซ ก็เริ่มหนีออกมาเป็นฟองการศึกษาสภาพจริงจากการระเบิดของภูเขาไฟเป็นสิ่งที่ยุ่งยากและอันตรายมากดังนั้นนักธรณีวิทยาจึงประมาณการ ปริมาณก๊าซที่ขึ้นมาจากก๊าซเริ่มต้น ที่ละลายอยู่ในหินหนืดไม่ได้เชื่อกันว่าหินหนืดส่วนใหญ่มีก๊าซละลายอยู่ประมาณ5%ของน้ำหนักทั้งหมดและก๊าซที่ออกมามีมากกว่า1000ตันต่อวัน องค์ประกอบของก๊าซ ก็เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สนใจมากเช่นกันทั้งนี้เพราะปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นแหล่งกำเนิดของมหาสมุทรและบรรยากาศของโลกการวิเคราะห์ตัวอย่างที่เก็บจากการระเบิดของ ภูเขาไฟที่ฮาวายชี้ให้เห็นว่าก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาประกอบด้วยไอน้ำประมาณ70%คาร์บอนไดออกไซด์15%สารประกอบไนโตรเจนและซัลเฟอร์อย่างละ5%ก๊าซอื่นๆ ที่มีปริมาณน้อยกว่าได้แก่คลอรีนไฮโดรเจนและอาร์กอนสารประกอบซัลเฟอร์จะทดสอบได้ง่ายโดยกลิ่นฉุนของมันซึ่งอาจกลายเป็นกรดซัลฟิวริกและมีอันตรายเมื่อได้สูดดม เข้าไปในปอด

โทษของภูเขาไฟระเบิด ทำให้เกิด

1. แรงสั่นสะเทือน มีทั้งการเกิดแผ่นดินไหวเตือน แผ่นดินไหวจริง และแผ่นดินไหวติดตาม ถ้าประชาชนไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในเชิงภูเขาไฟอาจหนีไม่ทันเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สิน

2. การเคลื่อนที่ของลาวา อาจไหลออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟเคลื่อนที่รวดเร็วถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มนุษย์และสัตว์อาจหนีภัยไม่ทันเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง

3. เกิดฝุ่นภูเขาไฟ เถ้า มูล บอมบ์ภูเขาไฟ ระเบิดขึ้นสู่บรรยากาศ ครอบคลุมอาณาบริเวณใกล้ภูเขาไฟ และลมอาจพัดพาไปไกลจากแหล่งภูเขาไฟระเบิดหลายพันกิโลเมตร ภูเขาไฟพินาตูโบระเบิดที่เกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์ ฝุ่นภูเขาไฟยังมาตกทางจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย เช่น จังหวัดสงขลา นราธิวาส และปัตตานี เกิดมลภาวะทางอากาศ และแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน รวมทั้งฝุ่นภูเขาไฟได้ขึ้นไปถึงบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ใช้เวลานานหลายปี ฝุ่นเหล่านั้นถึงจะตกลงบนพื้นโลกจนหมด

4. เกิดคลื่นซึนามิ ขณะเกิดภูเขาไประเบิด โดยเฉพาะภูเขาไฟใต้ท้องมหาสมุทร คลื่นนี้จะโถมเข้าหาฝั่งสูงขนาดตึก 3 ชั้นขึ้นไป กวาดทุกสิ่งทั้งผู้คนและสิ่งก่อสร้างลงสู่ทะเล เป็นที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก

5. หลังจากภูเขาไฟระเบิด มีฝุ่นเถ้าภูเขาไฟตกทับถมอยู่ใกล้ภูเขาไฟ เมื่อฝนตกหนัก อาจจะเกิดน้ำท่วมและโคลนถล่มตามมาจากฝุ่นและเถ้าภูเขาไฟเหล่านั้น

ประโยชน์ของภูเขาไฟระเบิด

1. การระเบิดของภูเขาไฟช่วยปรับระดับของเปลือกโลกให้อยู่ในภาวะสมดุล

2. การเคลื่อนที่ของลาวาจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทำให้หินอัคนีและหินชั้นใต้ที่ลาวาไหลผ่านเกิดการแปรสภาพ เช่น หินแปรที่แข็งแกร่งขึ้น

3. แหล่งภูเขาไฟระเบิด ทำให้เกิดแหล่งแร่ที่สำคัญขึ้น เช่น เพชร เหล็ก และธาตุอื่นๆ อีกมาก

4. แหล่งภูเขาไฟจะเป็นแหล่งดินดีเหมาะแก่การเพาะปลูก เช่น ดินที่อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้น

5. แหล่งภูเขาไฟ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น อุทยานแห่งชาติฮาวาย ในอเมริกา หรือแหล่งภูกระโดง ภูอังคาร ในจังหวัดบุรีรัมย์ของไทย เป็นต้น

6. ฝุ่น เถ้าภูเขาไฟที่ล่องลอยอยู่ในอากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ทำให้บรรยากาศโลกเย็นลง ปรับระดับอุณหภูมิของบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ของโลกที่กำลังร้อนขึ้น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ หรือการเกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำแอลนิโน ที่ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศของโลกสูงขึ้นนั้นลดต่ำลง

——————————————————————————–

สถิติการเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งสำคัญ

การระเบิดของภูเขาไฟครั้งสำคัญได้ทำลายชีวิตผู้คนไปแล้วเกือบ 2 แสนคน นับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยในปี ค.ศ. 1985 ประชาชนชาวโคลัมเบียสูญเสียชีวิตเป็นหมื่นเช่นกัน ใน 17 ครั้ง 11 ครั้งเป็นการระเบิดของภูเขาไฟซึ่งอยู่ในประเทศเขตร้อน ได้แก่ ดินแดนประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกีนี เกาะมาร์ตินีก อยู่ในหมู่เกาะอินดีสตะวันตกและกัวเตมาลา (ละติจูด 15° เหนือ) ประเทศโคลัมเบีย (ละติจูด 5° เหนือ) และประเทศแคเมอรูน (ละติจุด 5° เหนือ) เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศในเขตร้อนมักจะประสบภัยจากธรรมชาติหลายประเทศ ตลอดจนภูเขาไฟระเบิดด้วย ซ้ำประเทศเหล่านี้เป็นประเทศกำลังพัฒนา สถิติประชากรประสบภัยยังอยู่ในอัตราสูงเพราะขาดการเตือนภัยที่ดี และการอพยพประชากรทำได้ลำบากเพราะความไม่สะดวกของเส้นทางคมนาคม ตลอดจนการพยากรณ์ภัยพิบัติไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือเท่าที่ควร หรือขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดีเปรียบเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกากลับมีผู้เสียชีวิตเพียง 60 คน เท่านั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ถ้าการพยากรณ์และเตือนภัยภูเขาไฟระเบิดกระทำอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ อาจทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงอย่างมาก ภูเขาไฟบางลูกอาจทำลายชีวิตผู้คนหลายหมื่นคน ในการระเบิดเพียงครั้งเดียว ถ้ามีการตายจำนวน 2-3 พันคน จากการระเบิดของภูเขาไฟมักจะเกิดขึ้นโดยต่างปี ต่างสถานที่กันและอีกหลายปีผ่านไปอาจไม่มีใครเสียชีวิตจากภูเขาไฟระเบิดเลยก็ได้ ต่างจากแผ่นดินไหวที่แต่ละปีมีคนตายเป็นพันๆ คน เกือบทุกปี เช่น แผ่นดินไหวที่เคยเกิดเมื่อปี ค.ศ.1928,1950 และ 1976 ที่มีคนตายถึง 100,000 คน การเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างมหาศาล ประชาชนทั้งหลายย่อมได้ฟังมามากมาย แต่เพราะเหตุใดเขาเหล่านั้นยังคงเลือกที่จะอยู่ในสถานที่อันตรายทั้งที่รู้แล้วว่าอีกไม่นานอาจเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ที่ทำลายบ้านเรือนหรือแม้แต่ชีวิตของตนเองได้ เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นคงมีแต่ความเลวร้าย เพราะเหตุใด คำตอบมีดังนี้

1)ประชาชนรู้จากประสบการณ์ว่าแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด เกิดในเขตเดียวกันของโลก และจะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เขาเชื่อว่าความสูญเสียยังคงเหลือคนดีอยู่บ้าง คงไม่เสียหายจนหมด

2)ประชาชนรักถิ่นที่อยู่มีความรู้สึกผูกพัน ถ้าจะต้องอพยพย้ายถิ่นด้วยเหตุทางเศรษฐกิจหรือเหตุผลอื่นใด ย่อมมีความเสียใจพอๆ กับบ้านเรือนถูกทำลายทีเดียว

3)ประชาชนชอบอยู่ในที่เดิม เว้นแต่ว่าตั้งใจออกไปหาที่อยู่ใหม่ที่มั่นคงกว่าได้ ดังนั้น ผู้คนจำนวนหลายร้อยล้านคน ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ล่อแหลมต่ออันตรายของเขตเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ทั้งๆ ที่รู้โดยไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าจะต้องการพื้นที่ก็ไม่สามารถย้ายออกไปได้ เพราะพื้นที่โลกที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยมีจำกัด แผ่นดินโลกร้อนเกินไปเสียแล้ว
——————————————————————————–

ได้มีการบันทึกการระเบิดครั้งสำคัญของภูเขาไฟในอดีตจนถึงปัจจุบันไว้ดังนี้

พ.ศ. ชื่อภูเขาไฟ จำนวนผู้เสียชีวิต

622 ภูเขาไฟวิสุเวียส-อิตาลี 16,000

1712 ภูเขาไฟเอ็ตนา เกาะซิซิลี –อิตาลี 15,000

2174 ภูเขาไฟวิสุเวียส-อิตาลี 4,000

2212 ภูเขาไฟเอ็ตนา เกาะซิซิลี –อิตาลี 20,000

2315 ภูเขาไฟปาปันดายัง-อินโดนีเซีย 3,000

2335 ภูเขาไฟอุนเซ็นดาเกะ-ญี่ปุ่น 10,400

2358 ภูเขาไฟแทมโบโล-อินโดนีเซีย 12,000

26-28 ส.ค 2426 ภูเขาไฟกรากะตัว-อินโดนีเซีย 35,000

8 เม.ย. 2445 ภูเขาไฟซานตามาเรีย-กัวเตมาลา 1,000

8 พ.ค. 2445 ภูเขาไฟปิเล-เกาะมาร์ตินีก 10,000
——————————————————————————–

จะเห็นได้ว่า ถึงแม้แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดจะอยู่ในเขตเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันทำให้การพยากรณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดแตกต่างกันไปด้วย ดังนี้

1)หลังจากเกิดแผ่นดินไหว เราอาจจะบูรณะบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างขึ้นมาใหม่ได้ แต่ภูเขาไฟเมื่อระเบิดแล้วพื้นที่ในเขตภูเขาไฟจะเต็มไปด้วยธารลาวา ฝุ่นเถ้าภูเขาไฟ หรือพื้นที่ที่ถูกซึนามิกวาดผู้คนสิ่งก่อสร้างลงทะเลไป ซึ่งไม่สามารถบูรณะพื้นที่ขึ้นมาใหม่ได้ ความหวังจึงมีเพียงว่าทำอย่างไรจะให้ผู้คนอพยพออกจากเขตภูเขาไฟไปจนหมด เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ

2)การพยากรณ์ภูเขาไฟระเบิดที่แม่นยำนั้น ทำได้ไม่ง่าย เหมือนแผ่นดินไหวเพราะแผ่นดินไหวมีจุดโฟกัสอยู่ลึกลงไปในเปลือกโลก ยังเป็นสัญญาณให้รู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวเมื่อไร ต่างจากภูเขาไฟระเบิด เมื่อหินหนืดหรือแมกมาขึ้นมาถึงพื้นผิวโลกแล้วเท่านั้นเราถึงทราบว่าภูเขาไฟจะระเบิด ซึ่งยากที่จะรู้ได้ เพราะไม่มีสัญญาณเตือนไว้ล่วงหน้า

3)แผ่นดินไหวอาจจะหยุดไปเป็นช่วงเวลาหลายสิบปี เนื่องจากผิวโลกกำลังอยู่ในระหว่างสะสมแรงเค้น จนกว่าเมื่อแรงเค้นถึงที่สุด การสั่นสะเทือนแบบแผ่นดินไหวจึงจะเกิดขึ้นใหม่ ส่วนการเกิดภูเขาไฟระเบิดเมื่อหินหนืดเคลื่อนตัวขึ้นมาที่ผิวโลก จะมีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์และเคมีในมวลหินหนืด ให้เห็นเป็นอย่างดีมากพอจะแปลความหมายได้ ซึ่งนักภูเขาไฟวิทยา (volcanologist) สามารถอ่านความหมายได้อย่างถูกต้อง และพยากรณ์ได้ว่าเมื่อไรภูเขาไฟจะระเบิดได้ไม่ยากนัก

4)นักภูเขาไฟวิทยาสามารถคาดการณ์ได้ไม่ยากนักว่า ภูเขาไฟจะระเบิดเมื่อไรแต่ปรชาชนมักไม่ค่อยรับรู้ ยกเว้นพวกที่เข้าไปอยู่ใกล้ๆ เชิงภูเขาไฟมากๆ กรณีภูเขาไฟเอ็ตนาในเกาะซิซิลีประเทศอิตาลีระเบิด มีเหตุผล 2 ข้อว่า เพราะเหตุใดผู้คนถึงไม่ค่อยสนใจการพยากรณ์ภูเขาไฟระเบิด

ก)ภูเขาไฟลูกนั้นไม่เคยเกิดการระเบิดที่รุนแรงมาก่อนเลย พอที่จะทำอันตรายคนในท้องถิ่นนั้น

ข)ภูเขาไฟลูกนั้น มีการระเบิดมากเพียง 3-5 ครั้ง ใน 100 ครั้งไม่ผลักดันให้ผู้คนอพยพ ประมาณแล้วระเบิดเพียงร้อยละ 5 ไม่ทำให้เกิดการตื่นกลัว ยกเว้นบางกรณีที่ผู้คนไปอยู่กันหนาแน่นที่เชิงภูเขาไฟขึ้นไปใกล้ปากปล่องอย่างน่ากลัวอันตราย
การเตือนภัยแก่ประชาชน

1)ต้องมีการพยากรณ์ภูเขาไฟว่าจะเกิดระเบิดขึ้น และทำอันตรายกับประชาชนหรือไม่ โดยพยากรณ์ให้ชัดเจนว่าจะเกิดในสัปดาห์ใด เดือนอะไรจะต้องมีการอพยพหรือไม่ อาจมีบางคนไม่อยากอพยพจนกว่าจะมีการระเบิดเสียก่อน และผู้คนจะกลับมาอยู่บ้านของตนได้เร็วที่สุดเมื่อไร

2)การพยากรณ์ควรเริ่มต้นด้วยการสังเกต เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยนักภูเขาไฟวิทยาที่มีประสบการณ์อย่างจริงจัง เพราะภูเขาไฟไม่ระเบิดบ่อยนัก ประชาชน 2-3 พันล้านคนของโลกหารู้ไม่ว่าได้ตั้งถิ่นฐานอยู่บนเชิงภูเขาไฟที่ดับหรือไม่ดับก็ตาม ดังนั้น การเตือนภัยล่วงหน้าควรจะช่วยลดจำนวนคนที่ตกเป็นเหยื่อของภูเขาไฟให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดช่วยสงวนชีวิตและทรัพย์สินของสังคมได้มากที่สุด ดังนั้น จึงควรให้เกิดความรู้ว่าภูเขาไฟอยู่ที่ไหน จะระเบิดขึ้นได้หรือไม่ เมื่อไร เราควรจะคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของตนได้อย่างไรเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น

3)การประชาสัมพันธ์ การพยากรณ์และเตือนภัยแผ่นดินไหวทางวิทยุและโทรทัศน์ถึงแม้จะไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นหนทางที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง

4)สุดท้ายหนทางที่ควรปฏิบัติอีกประการหนึ่ง คือ ให้ความรู้แก่ประชาชนไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ หรือการศึกษานอกระบบ ทำได้ตลอดเวลาทั้งก่อน ระหว่างและหลังประสบภัยพิบัติ เมื่อประชาชนรู้เรื่องภัยพิบัติจากภูเขาไฟระเบิด นับว่าการเตือนภัยจากภูเขาไฟระเบิดมีความสำเร็จไปครึ่งทางแล้ว ดีกว่าให้ประชาชนตกอยู่ในความมืดเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น

เขียนโดย ด.ญ.ปาณิสรา กันทะวาด รหัส sss29132

กุมภาพันธ์ 19, 2011

ทากนินจา

Filed under: อะไร อะไร — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 19:41

ทากนินจา (Ninja Slug) เป็นทากสีเขียวเหลืองสดใสที่มีหางยาวกว่าบริเวณหัวมันถึง 3 เท่า ถูกค้นพบในเกาะบอร์เนียว เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว และมันก็พบได้เฉพาะบริเวณภูเขาสูงของเกาะบอร์เนียว ประเทศมาเลเซียเท่านั้น และสิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในสัตว์แปลกก็คือ วิธีสืบพันธุ์ของมัน ที่จะยิงศรรัก ที่มาจากแคลเซียมคาบอเนตและฮอร์โมนยิงไปหาทากอีกตัวหนึ่ง และนั่นจึงทำให้มันถูกเรียกว่า ทากนินจา

โรคถึงจุดสุดยอดพร่ำเพรื่อ (Persistent sexual arousal syndrome)

โรคถึงจุดสุดยอดพร่ำเพรื่อ (Persistent sexual arousal syndrome) เป็นโรคผิดปกติของร่างกายที่พบได้ยาก อาการของโรคเกิดจากการที่มี สถาวะผิดปกติในการที่เลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศมากเกินไป ทำให้ผ้ป่วยมีการถึงจุดสุดยอด (เกือบทั้งหมดเป็นสตรี) บ่อยครั้งมาก อาจถึง 200 ครั้งต่อวัน และมีรายงานว่าพบคนที่มีการถึงจุดสุดยอดกว่า 300 ครั้งต่อวันอยู่ด้วย

การถึงจุดสุดยอดของผู้ป่วยจะเกิดขึ้นโดยการกระตุ้นเพียงเล็กๆน้อยๆ เช่นแรงสะเทือนของการ ลงบันได โทรศัพท์มือถือแบบสั่น นั่งรถ หรีอการสวมกางเกงที่เสียดสี หรือการปัสสาวะ เป็นต้น

สาเหตุของโรคยังไม่เป็นที่แน่ชัด บางรายงานถึงการได้รับยาบางตัว เช่นในผู้ป่วยรายหนึ่งได้รับยา Anti-depressants ( ยารักษาโรคซึมเศร้า) และเกิดอาการ PSAS หลังจากนั้น

ทางการแพทย์คาดว่าต้นเหตุของโรคอาจจะเกิดจากอาการผิดปกติทางสมองในส่วนที่ระบบ Limbic ที่เป็นส่วนในการควบคุมอารมณ์ทางเพศ ขณะนี้กำลังหาหนทางในการรักษาอย่างถาวร ผู้ป่วยบางท่านถึงจุดสุดยอดไปเกือบ 10 ครั้งขณะปรึกษษแพทย์ แต่อาการเหล่านี้ไม่ใช่ความสุข เนื่องจากการคั่งของเลือดทำให้เจ็บปวดและเหน็ดเหนื่อยในผู้ป่วยส่วนใหญ่

 

อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/Persistent_genital_arousal_disorder

กุมภาพันธ์ 18, 2011

การติดตามจุดมืด 1158 และการปะทุรุนแรงที่สุดในรอบ 4 ปีของดวงอาทิตย์

ภาพแสดงลักษณะการเกิดของจุดมืดหมายเลข 1158 บนดวงอาทิตย์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสและทำให้เกิดการปะทุรุนแรงถึงระดับ X2.2 ในเวลาประมาณ 07:18 ของช่วงเช้าวันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในขณะที่จุดมืดนี้หันด้านตรงเข้าสู่โลก ทำให้มีการเกิด CME และปลดปล่อยอนุภาคส่วนหนึ่งตรงมายังโลกของเรา โดยประมาณระยะเวลาการเดินทางของอนุภาคต่างๆ น่าจะมาถึงโลกของเราในวันนี้ (18 กุมภาพันธ์)

กราฟแสดงการรบกวนสนามแม่เหล็กโลกโดยลมสุริยะหรือ K-Index โดยค่า K หากเพิ่มขึ้นถึง 5 แสดงว่ามีการเกิดพายุแม่เหล็กในชั้นบรรยากาศของโลก(ภาพนี้แสดงเวลา 16:20 ตามเวลาไทย)

 

3 ชั่วโมงต่อมา เมื่อมาตรวจสอบผลกระทบอีกครั้ง พบการพุ่งขึ้นถึงระดับ 5 ของค่า K เป็นช่วงสั้นๆและกลับลงมาเหลือระดับ 3 ในเวลาต่อมา โดยเวลาที่ตรวจสอบคือ 19:50 ตามเวลาไทย ซึ่งหากเป็นไปดังนี้ ถือว่าผลกระทบของการปะทุจากจุดมืดหมายเลข 1158 ไม่น่าจะมีผลในระดับรุนแรงใดๆ คงมีแต่แสงเหนือที่มักจะได้รับภาพถ่ายในวันรุ่งขึ้นมาแสดงให้ดูกันเสมอๆ

กุมภาพันธ์ 16, 2011

เกิดการปะทุบนดวงอาทิตย์ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 4 ปี

จุดมืดหมายเลข 1158 บนดวงอาทิตย์ ได้เกิดการปะทุในระดับรุนแรงที่สุดในรอบสี่ปีที่ผ่านมา โดยการปะทุเกิดขึ้นในเวลา 08:56 เช้าวันที่ 15 ก.พซ 54 ตามเวลาในประเทศไทย และสามารถวัดแรงปะทุได้ถึงระดับ  X2 ตามมาตรา Richter

ยานสังเกตการณ์ Stereo-B ของ NASA ได้บันทึกภาพเคลื่อนไหวเอาไว้ได้ การปะทุนี้ได้ทำให้เกิดการพวยพุ่งของมวลก๊าซร้อนในทิศทางตรงสู่โลก ผลจากการปะทุจะมาถึงโลกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งภายใน 36-48 ชั่วโมง

 

กุมภาพันธ์ 15, 2011

เกิดหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 100 ปี ที่เกาหลี

ภูมิอากาศโลกกำลังเข้าสู่จุดวิกฤตเข้าไปทุกที ปลายสัปดาห์ที่แล้ว (12-13 ก.พ. 54) เกิดหิมะตกหนักถึง 80 cm ที่จังหวัดคังวอนทางภาคตะวันออกของเกาหลี หลังจากอุณหูมิทั่วคาบสมุทรลดต่ำลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้แม่น้ำฮันในกรุงโซลมีน้ำแข็งจับผิวน้ำเป็นครั้งแรก

รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องขอความช่วยเหลือจากกองทัพให้ส่งทหารถึง 12,000 นายเข้าช่วยเหลือประชาชนในการกำจัดและกู้ภัยจากหิมะ เที่ยวบินโดยสารกว่า 52 เที่ยวต้องยกเลิกและการคมนาคมเกือบทั้งหมดในจังหวัดคังวอนหยุดชะงัก

พายุหิมะที่โหมใส่เขตที่ต่ำกว่าเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลในปีนี้และปีที่แล้ว เป็นตัวชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงรุนแรงของบรรยากาศโลกอย่างชัดเจน

กุมภาพันธ์ 14, 2011

เครื่องบินรบ F16 A/B Block 15OCU

Filed under: อาวุธ — ป้ายกำกับ:, , , — Mr.Vop @ 16:21

เครื่องบินรบ F16 A/B Block 15OCU

ภาพเครื่องบินรบ  F-16A block 15OCU หมายเลข 4031 ของกองทัพอากาศไทย กำลังบินไต่ระดับ

เครื่องบินรบ Fighting Falcon  F16 มีรหัสตามหลังแสดงความหมาย คือ F16 A หมายถึงที่นั่งเดี่ยว และF16 B หมายถึงที่นั่งคู่ ส่วน 15OCU หมายถึงรุ่นของการปรับปรุง (Block) ที่ 15 โดย OCU ย่อมาจาก Operational Capability Upgrade

เครื่องรุ่นนี้ เกิตขึ้นโดยการนำเครื่องรุ่น 15Y จำนวน 214 ลำมาปรับปรุงในช่วงปลายปี 1987 โดยเพิ่มใบพัดเทรอร์โบรุ่น F100-PW-220 เข้าไป เพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างและเพิ่มความจุของระบบข้อมูลและ CPU ติดตั้งเรดาห์วัดความสูงใหม่ ติดตั้งระบบแสดงผลบนกระจกเครื่องบิน (HUD) ใหม่

ส่วนการเพิ่มจุดติดตั้งระบบอาวุธใหม่นั้น ได้แก่การเพิ่มจุดติดตั้งให้สามารถติดตั้งจรวดต่อต้านเรือรบ  Penguin Mk.3  จรวดอากาศสู่พื้น AGM-65 ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศก้าวหน้าพิสัยกลาง AIM-120 หรือ แอมแรม AMRAAM ระบบยิง flare และอื่นๆอีกหลายรายการ

การปรับปรุงรุ่นในครั้งนี้ ทำน้ำหนักเครื่องบินขึ้นสูงถึง 37,500lbs ปอนด์ หรือ 17,010 กิโลกรัม โดยรุ่นปรับปรุงแรกสุดมีการส่งมอบในปี 1988

ข้อมูลจาก  http://www.f-16.net/f-16_users_article20.html

Older Posts »

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 21,666 other followers