Mr.Vop's Blog

สิงหาคม 18, 2011

ยา GHB

ยา GHB

  • GHB หรือ Gamma-hydroxybutyrate ในยุโรปรู้จักกันในชื่อ Gamma-OH ในอเมริกาเรียกว่า GHB จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518
  • GHB เป็นสารที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย จึงพบได้ทั่วไปในเซลล์ของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในทางการแพทย์ได้มีการนำ GHB ที่สังเคราะห์ขึ้นมาใช้เป็นยาสลบ ยานอนหลับ ยารักษาภาวะง่วงหลับ (narcolepsy) ใช้สำหรับช่วยในการคลอด ตลอดจนใช้รักษาผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง (alcoholism)
  • นอกเหนือจากการใช้ยาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ข้างต้นแล้ว ยังพบว่าได้มีการนำ GHB มาใช้เพื่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (body-builder) ด้วย เนื่องจาก GHB มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการหลั่งของ growth hormone และกระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของร่างกาย ภายหลังการใช้ยานี้แล้วยังทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกสบาย เกิดภาวะคล้ายผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ มีความเคลิบเคลิ้มเป็นสุขและช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ซึ่งฤทธิ์ยาในลักษณะดังกล่าว เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ยาเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ของการใช้ยาไปในทางที่ผิดได้
  • GHB ที่นิยมใช้มักจะอยู่ในรูปของเกลือโซเดียม รูปแบบที่ใช้อาจเป็นผง เม็ด แต่ส่วนใหญ่จะใช้อยู่ในรูปของสารละลายที่ละลายในน้ำ มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีรสเค็ม และมักจะรู้จักกันในชื่อ Liquid X หรือ Liquid E
  • การออกฤทธิ์ของ GHB จะกดประสาทในระยะแรก คือลดอาการวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับ และทำให้สลบ (ขึ้นอยู่กับขนาดของยาที่ใช้) แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาจะกลับรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่เกิดอาการเมาค้างเช่นเดียวกับที่เกิดจากการใช้ยากดประสาทโดยทั่วไป
  • ร่างกายดูดซึม GHB ได้ดีเมื่อให้โดยการรับประทาน ระยะเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ 5 – 20 นาที ระยะเวลาในการออกฤทธิ์นาน 1.5-3 ชั่วโมง ผลสุดท้ายของการเผาผลาญ GHB จะได้คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ กระบวนการเผาผลาญนี้จะเกิดขึ้นค่อนข้างสมบูรณ์ ภายหลังจากการฉีด GHB ไปแล้ว 4-5 ชม. จะไม่สามารถตรวจพบ GHB ในปัสสาวะ
    อาการไม่พึงประสงค์ และข้อควรระวัง
    อาการอันไม่พึงประสงค์ที่เกิดจาก GHB เป็นอาการที่ไม่รุนแรง ได้แก่ อาการง่วงนอน มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน เคลื่อนไหวลำบาก แต่ในขนาดยาที่สูงมาก อาจทำให้เกิดการกดการทำงานของหัวใจ กดการหายใจ ชักและหมดสติ
    การใช้ GHB โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่นใช้ในขนาดที่สูงมาก หรือใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์และยากดประสาทชนิดอื่น ๆ จะทำให้เกิดการชัก การหายใจถูกกดและหมดสติได้ นอกจากนี้ขนาดยาที่ทำให้ถึงระดับการออกฤทธิ์ในแต่ละบุคคล อาจจะแตกต่างกันมากจนไม่อาจจะคาดหมายได้ การนำยามาใช้ในทางที่ผิดโดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
    ชื่อเรียกในตลาดมืด
    Liquid ecstacy, Liquid E, Liquid X, GBH, Gamma-oh, Blue Verve
    การใช้ GHB ในทางที่ผิด
    จากข้อมูลการใช้ยาในทางที่ผิดในต่างประเทศ พบว่าในปัจจุบันได้มีการนำ GHB มาใช้ทดแทน ยาอี หรือ ecstacy (3,4-Methylen-edioxymethamphetamine, MDMA) เนื่องจากมีฤทธิ์ที่คล้ายคลึงกันคือ ทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกพึงพอใจกับการถูกสัมผัส และมีความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเป็นสุข โดยจะเตรียมอยู่ในรูปสารละลายบรรจุอยู่ในขวดเล็กๆ ( ประมาณ 30-50 มล.) ขนาดยาสำหรับการเสพแต่ละครั้งใช้ตวงจาก 1 ฝาของขวด
    บทกำหนดโทษ 
    ผู้เสพ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1ปี – 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท – 100,000 บาท (มาตรา 106 ตรี)
    ผู้ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท – 400,000 บาท (มาตรา 89)

ข้อมูลจาก กองควบคุมวัตถุเสพติด อ.ย.

พฤษภาคม 21, 2011

มะเร็งจากก๊าซเรดอน

Filed under: สุขภาพ-เพศ — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 01:31

ก๊าซเรดอน เป็นกาซไม่มีสี ไม่มีกลิน ไม่มีรส และมองไม่เห็น เกิดจากการสลายตัวของยูเรเนียม-238 อะตอมของเรดอนเป็นอะตอมของก๊าซเฉื่อย มีครึ่งชีวิตสัน แหล่งกาเนิดของเรดอนแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ ก๊าซในดิน สามารถแพร่ผ่านช่องว่างเล็กระหว่างดินเข้าสูที่พักอาศัย น้ำใต้ดิน เรดอนที่เจือปนในน้ำจะออกมาจากน้ําและเข้าสู่อากาศภายในอาคาร และวัสดุกอสร้าง ที่อาจทํามา จากสารกัมมันตรังสี

ประเทศไทยพบก๊าซเรดอนมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในฤดูหนาว เนื่องจากมีลมพัดจากแผ่นดินใหญ่จีนเข้าสูประเทศไทยทางทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะนําก๊าซเรดอนเข้ามาด้วย โดยมีค่าเฉลี่ย 186 pCi/L ส่วนในฤดูร้อนและฤดูฝนมีลมพัดมาจากทิศใต้ ผ่านทะเลเป็นสวนใหญ่ ผ้านแผ่นดินน้อย จากการวัดพบว่า มีความเข้มข้นกาซเรดอนน้อยกว่าในฤดูหนาว

ก๊าซเรดอนเป็นสาเหตุที่ก่อให้ เกิดโรคมะเร็งปอด เป็นอันดับสองรองจากบุหรี่ อนุภาคกัมมันตรังสีที่เกิดจากเรดอนและเมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ จะเกิดการสลายตัวต่อไปให้รังสีแอลฟา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเนื้อเยื่อปอด เป็นสาเหตุที่ทําให้เกิดโรคมะเร็งได้

การลดปริมาณเรดอนในที่พักอาศัยสามารถทําได้หลายวิธีเช่น การอุดรอยแตกร้าวของพ้ืนและผนัง การเคลือบทาสีที่ผิวหน้าของพ้ืนและผนัง การใช้แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์บุทับฝาผนังบ้าน และลักษณะของบ้านควรจะมีการถ่ยเทอากาศได้ดีซึ่งวิธีเหล่านี้จะสามารถลดปริมาณเรดอนลงได้ประมาณครึ่งหนึ่ง

องค์กรพิทักษักสิงแวดล้อม (US EPA) ได้กําหนดระดับเรดอนในอาคารโดยลี่ยไว้ที่ 4 pCi/L หรือ 148 Bq/mซึ่งหากตรวจพบว่ามีค่าเรดอนเกินระดับที่กําหนดน้ี จะต้องรีบหาวิธีในการลดปริมาณก๊าซเรดอนโดยเร็ว

สําหรับประเทศไทยยังไม่มีการต้ังมาตรฐานความเข้มข้นของก๊าซเรดอนขี้นใช้ จึงจําเป็นต้องนําระดับมาตรฐานความเข้มข้นของสหรัฐอเมริกามาใช้ไปก่อน

เรื่อง: โดย นางสาวสุปรียา กิจบํารุง

พฤษภาคม 4, 2011

RU-486

Filed under: สุขภาพ-เพศ — ป้ายกำกับ:, , , , , , — Mr.Vop @ 15:27

ยา RU-486 เป็นยาหยุดการตั้งครรถ์ ในกรณีตั้งครรถ์อ่อนๆ โดยได้รับการอนุมติจาก FDA ของสหรัฐเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เป็นยาแบบรับประทาน  โดยผู้ที่คิดค้นบานี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ DR.ETIENNE-EMILE BAULIEU  คิดค้นได้ตั้งแต่ปี 1980   บริษัทยาฝรั่งเศสชื่อ ROUSSEL-UCLAF (RU) เป็นผู้ผลิตโดยได้รับการอนุมัติให้ขายในฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1988
RU-486 หรือชื่อทางการว่า MIFEPRISTONE  ทำหน้าที่ไปขวางกั้นฮอร์โมนธรรมชาติ โปรเจสเตอโรน ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงอยู่ในครรภ์  เมื่อไม่มีฮอร์โมนนี้ออกมา  การมีครรภ์ก็สิ้นสุดลง
ยานี้ใช้ได้เฉพาะภายในเวลา 40 วัน นับจากวันแรกที่มีประจำเดือนของวงจรประจำเดือนครั้งสุดท้าย (หรือพูดง่ายๆ ว่า ใช้ได้เฉพาะกับท้องอ่อน ประมาณ 1 เดือนเศษๆ เท่านั้น)

การใช้ก็คือ กินยานี้ 3 เม็ด และอีก 48 ชั่วโมงต่อมากินยาที่มีชื่อว่า MISOPROSTAL อีก 2 เม็ด
ยา RU-486 สามเม็ดแรก  จะทำให้การมีครรภ์สิ้นสุดลง  ส่วนยาอีก 2 เม็ดหลัง จะทำให้มดลูกหดตัว ผลักตัวอ่อนที่เกาะติดผนังมดลูกออกมา  โดยจะมีผลภายใน 4 ชั่วโมง  วิธีการของ FDA ก็คือ 3 เม็ดแรกกินต่อหน้าหมอ ส่วนอีก 2 เม็ดกินที่บ้าน  และเมื่อมีการผลักดันตัวอ่อนจบสิ้นลง ก็มาให้หมอตรวจอีกครั้งหนึ่ง
ในยุโรป มีกรณีที่ใช้ยาหยุดครรถ์แบบนี้แล้ว 5 แสนราย  โดยเชื่อว่า ไม่มีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว  ส่วนการทดลองของ FDA เป็นเวลา 7 ปีกับ 10,000 กรณี พบว่า เทคนิคนี้มีประสิทธิภาพถึงร้อยละ 92-97 ของกรณีทำแท้งทั้งหมด  กรณีที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต้องทำแท้งด้วยวิธีการปกติในปัจจุบัน ที่หมอต้องลงมือทำเอง เช่น ฉีดยาให้มดลูกรัดตัว ใช้ของเหลวถ่ายผ่านเข้าไปในมดลูก ฯลฯ
ผลข้างเคียงของยาเหล่านี้ได้แก่ ความเจ็บปวดจากการที่มดลูกรัดตัว เลือดออกมาก ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม ฯลฯ  กล่าวสั้นๆ ได้ว่า เป็นวิธีการหยุดการตั้งครรภ์อ่อนๆ ที่มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง

กุมภาพันธ์ 19, 2011

โรคถึงจุดสุดยอดพร่ำเพรื่อ (Persistent sexual arousal syndrome)

โรคถึงจุดสุดยอดพร่ำเพรื่อ (Persistent sexual arousal syndrome) เป็นโรคผิดปกติของร่างกายที่พบได้ยาก อาการของโรคเกิดจากการที่มี สถาวะผิดปกติในการที่เลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศมากเกินไป ทำให้ผ้ป่วยมีการถึงจุดสุดยอด (เกือบทั้งหมดเป็นสตรี) บ่อยครั้งมาก อาจถึง 200 ครั้งต่อวัน และมีรายงานว่าพบคนที่มีการถึงจุดสุดยอดกว่า 300 ครั้งต่อวันอยู่ด้วย

การถึงจุดสุดยอดของผู้ป่วยจะเกิดขึ้นโดยการกระตุ้นเพียงเล็กๆน้อยๆ เช่นแรงสะเทือนของการ ลงบันได โทรศัพท์มือถือแบบสั่น นั่งรถ หรีอการสวมกางเกงที่เสียดสี หรือการปัสสาวะ เป็นต้น

สาเหตุของโรคยังไม่เป็นที่แน่ชัด บางรายงานถึงการได้รับยาบางตัว เช่นในผู้ป่วยรายหนึ่งได้รับยา Anti-depressants ( ยารักษาโรคซึมเศร้า) และเกิดอาการ PSAS หลังจากนั้น

ทางการแพทย์คาดว่าต้นเหตุของโรคอาจจะเกิดจากอาการผิดปกติทางสมองในส่วนที่ระบบ Limbic ที่เป็นส่วนในการควบคุมอารมณ์ทางเพศ ขณะนี้กำลังหาหนทางในการรักษาอย่างถาวร ผู้ป่วยบางท่านถึงจุดสุดยอดไปเกือบ 10 ครั้งขณะปรึกษษแพทย์ แต่อาการเหล่านี้ไม่ใช่ความสุข เนื่องจากการคั่งของเลือดทำให้เจ็บปวดและเหน็ดเหนื่อยในผู้ป่วยส่วนใหญ่

 

อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/Persistent_genital_arousal_disorder

มกราคม 4, 2011

โรคคิดไปเองว่าป่วย (Hypochondriasis)

ไฮโปคอนดิเอซีด (Hypochondriasis) เป็นโรคจิตเวชชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการหมกมุ่นในเรื่องสุขภาพของตัวเองเกินไป กลัวอยู่ตลอดเวลาว่า จะป่วยเป็นโรคร้ายแรง หรือมีโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคไต เอดส์ ไมเกรน โรคหัวใจ โรคปอด เป็นต้น แฝงอยู่

ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอวัยวะภายในร่างกาย โดยเฉพาะที่ศีรษะ คอ ท้อง และหน้าอกทำงานผิดปกติไปจากเดิม ทั้งที่จริง ๆแล้วความเจ็บป่วยอาจจะไม่มีอยู่จริง หรืออาจจะมีแต่เล็กน้อยไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เช่น มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม มึนงง ปวดศีรษะ ท้องอืด ปัสสาวะบ่อย เป็นต้น แต่ผู้ป่วยจะจับอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร่างกายมาคิดเป็นเรื่องใหญ่โต และไปหาแพทย์เพื่อขอรับการรักษา

อาการทั้งหมดนี้เป็นความผิดปกติทางจิตเวชอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยไม่ได้แกล้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนใกล้ชิดแต่อย่างใด เขารู้สึกว่าตัวเองปวดจริงๆ แต่ว่าสาเหตุที่ทำให้ปวดไม่มีจริง เหมือนคนไข้บอกหมอว่า ได้ยินเสียงแว่วๆ หมอก็บอกว่า หมอเชื่อว่าคุณได้ยินจริงๆ แต่เสียงนั้นไม่มีอยู่จริง

“คนไข้กลุ่มนี้ มักไปพบแพทย์หลายแห่ง ตรวจหลายอย่าง แต่แม้จะได้การยืนยันจากแพทย์แล้วว่า ไม่พบโรคหรือความผิดปกติใด ๆ แต่ผู้ป่วยจะยังเชื่อว่า ตนป่วยเป็นโรคที่แพทย์ยังตรวจไม่พบอยู่อีก”

สังเกตโรคสังเกตอาการ

หากสังเกตตัวเอง และคนรอบข้างพบว่า มีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ให้รู้ไว้เลยว่า มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไฮโปคอนดิเอซีดค่อนข้างสูง

1. มีความคิด หรือหมกมุ่นอยู่กับความกลัวว่าตนเองจะป่วยด้วยโรคร้ายแรงอยู่ตลอดเวลา

2. ความรู้สึกกังวลไม่หายไป แม้จะได้รับการตรวจรักษาอย่างละเอียด และได้รับการยืนยันจากแพทย์แล้วว่าไม่พบโรคนั้นแล้วก็ตาม

3. ความรู้สึกนี้ ส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมาน ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ การงานเริ่มบกพร่อง ญาติพี่น้องเอือมระอา มีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสังคม

4. เป็นมานานติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน และมีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งกลัวยิ่งเป็นโรคคิดไปเอง

1. เกิดจากการแปลความรู้สึกของร่างกายผิด เมื่อมีความผิดปกติของการทำงานในร่างกายเกิดขึ้น คนไข้กลุ่มนี้มักแปลความหมายของความผิดปกตินั้นร้ายแรงมากกว่าคนทั่วไป รวมไปถึงมีความอดทนต่อความรู้สึกไม่ปกติของร่างกายต่ำกว่าคนปกติ

2. เกิดจากการใช้บทบาทของผู้ป่วย (Sick role) เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาหรือสถานการณ์ที่แก้ไขไม่ได้ ผู้ป่วยจะเรียนรู้ที่จะใช้บทบาทผู้ป่วยเพื่อเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นั้นๆ

3. เกิดจากโรคแทรกซ้อนทางจิตวิทยาอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า เครียด โรคกังวลไปทั่ว แต่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว จึงแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองออกมาไม่ถูก และคิดว่าตัวเองป่วย

4. เกิดจากความกดดันบางอย่าง เชื่อว่าผู้ป่วยขาดความภูมิใจในตนเอง และรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับ มีความผิดหวัง จึงใช้กลไกทางจิตชนิดที่เรียกว่าเก็บกด แสดงออกมาเป็นอาการผิดปกติทางกาย เพื่อปกปิดสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ

ตรวจสุขภาพกาย+ใจใช่หรือไม่โรคคิดไปเอง

อย่างไรก็ตามคนไข้ที่มาพบหมอด้วยอาการในขั้นต้น อาจไม่ได้เป็นโรคไฮโปคอนดิเอซีดทุกคน ซึ่งก่อนที่เราจะสรุปว่าเขาเป็นโรคนี้หรือไม่ เราต้องมีการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุก่อน โดยมีแนวทางวินิจฉัยสองขั้นตอนคือ

วินิจฉัยแยกโรคทางกาย สามารถตรวจได้จากเครื่องมือทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น โรคเอดส์ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคผิดปกติทางต่อมไร้ท่อ โรคเอสแอลอี เป็นต้น

“ปกติคนไข้พวกนี้จะยินดีให้ความร่วมมือ เพราะเขาเองชอบมาโรงพยาบาลอยู่แล้ว จนเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วไม่พบว่าป่วยเป็นโรคอะไร ก็จะนำผู้ป่วยเข้าสู่การตรวจวินิจฉัยทางจิตเวชเป็นลำดับต่อไป”

วินิจฉัยโรคทางจิตเวชอื่น ๆ บางทีคนไข้ที่มาหาหมอ อาจเป็นโรคอื่นๆที่ไม่ใช่โรคไฮโปคอนดิเอซีด อาจเป็นโรคซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล รวมถึงโรคจิตเภทชนิดอื่น ๆ ซึ่งสามารถ รักษาได้โดยการใช้ยา แต่เมื่อตรวจจนแน่ใจแล้วว่า คนไข้ไม่ได้ป่วยด้วยโรคจิตเวชชนิดอื่น ๆ อย่างที่กล่าวมา เราจึงวินิจฉัยว่า คนไข้ป่วยเป็นโรคไฮโปคอนดิเอซีด ซึ่งโรคนี้รักษาไม่หาย

เหตุผลที่โรคนี้รักษาไม่หาย เป็นเพราะคนไข้ไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วยเป็นโรคไฮโปคอนดิเอซีด แต่คิดว่าตัวเองป่วยด้วยโรคทางกายอื่นๆ จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการรักษา นอกจากนี้คนที่เป็นโรคไฮโปคอนดิเอซีดมักมีการตอบสนองต่อการใช้ยาไม่ค่อยดี เนื่องจากเขาไม่ยอมรับ อย่างคนไข้บางคนที่เป็นโรคนี้ และมีความรู้มาก ศึกษามาเยอะ ก็จะต่อต้านการรักษาของหมอ

สารพัดวิธีดูแลผู้ป่วยใกล้ตัว

แนวทางในการรักษาของแพทย์ที่ใช้รักษาโรคโรคไฮโปคอนดิเอซีดในปัจจุบันคือ การรักษาแบบจิตบำบัด โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเครียดของผู้ป่วยเป็นหลัก เพื่อให้เขาสามารถปรับตัว ใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคุณภาพ และเหมาะสม ไม่หมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองจนมากเกินไป

นความเป็นจริงแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาพบจิตแพทย์ก็ได้ แต่แค่ให้มีหมอสักคนคือหมอเวชปฏิบัติทั่วไปก็ได้ คอยรับฟังเขาพูดเรื่องความป่วยไข้อย่างน้อยเดือนละครั้ง และคอยปรามเวลาเขาจะขอตรวจพิเศษต่างๆที่ไม่จำเป็น คล้ายกับว่าพยายามใส่ใจในอาการป่วยของเขา อาการของคนไข้ก็จะทรงตัวไม่ป่วยด้วยโรคอื่นๆเพิ่ม

สิ่งสำคัญที่ญาติๆผู้ป่วยควรทำความเข้าใจคือ ต้องพยายามเปลี่ยนทัศนคติ จากความรู้สึกรำคาญมาเป็นสงสารแทน เปลี่ยนจากโทสะมาเป็นเมตตา ต้องคิดอยู่ตลอดว่าเขาป่วย เขาต้องการเรา

ดูแลผู้ป่วยโรคคิดไปเองอย่างไรดี

ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและสดชื่น เช่น รำกระบอง เต้นแอโรบิค เป็นต้น

ปลูกต้นไม้ การได้เห็นสีเขียวของต้นไม้จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และอารมณ์ดีขึ้น

อ่านหนังสือ เช่น หนังสือธรรมะ หนังสือตลก นิยายที่เนื้อหาไม่หนักเกินไปนัก ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ได้ความเพลิดเพลินแล้วยังได้ความรู้เพิ่มเติมอีกมากมาย

หาโอกาสไปเที่ยว การได้ไปเปลี่ยนบรรยากาศในสถานที่ใหม่ ๆ สามารถลดความวิตกกังวลที่จากเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวันที่ตกตะกอนอยู่ในใจ ได้ เช่น ไปทะเล ภูเขา น้ำตก เป็นต้น

ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว การพูดคุยปรึกษาหารือ ทานอาหารร่วมกัน ก็สามารถช่วยให้ความตึงเครียด วิตกกังวล และโรคซึมเศร้าที่เป็นอยู่ทุเลาลงได้

“โรคจิตเภทส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้โดยการทำความเข้าใจกับตนเอง คือ เราต้องมีความหยั่งรู้ในอารมณ์ของตัวเอง เช่น รู้ว่าเวลานี้ตัวเองวิตกกังวลไม่สบายใจ ก็บอกว่าตัวเองวิตกกังวล ไม่โกหกตัวเอง ยิ่งถ้าเรามีความหยั่งรู้ในตัวเอง เราก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางจิตเวชน้อยลง”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ธันวาคม 23, 2010

6 ปี สึนามิ 47 แผลใจที่รักษาไม่หาย

ความจริงกับการเยียวยาแผลใจ มีผู้ประสบภัยอีกจำนวนไม่น้อยต้อง”เผชิญ”กับปัญหา “สุขภาพจิตเรื้อรัง” โดยเฉพาะอาการ PTSD หรือภาวะเครียด มีอาการ เครียด วิตกกังวล หวาดกลัว และนอนไม่หลับ ฝันร้าย ยังเห็นภาพติดตา ตื่นกลัวเวลาที่ได้ยินเสียงหรือสิ่งที่เตือนให้ระลึกถึงเหตุการณ์ บางครั้งหวาดระแวง สะดุ้งผวา ใจสั่น อึดอัดไม่สบายใจ รวมทั้งมีภาวะซึมเศร้า เช่น ร้องไห้บ่อยๆ นอนไม่หลับ คิดถึงบุคคลที่เสียชีวิต กลุ่มนี้เสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง

กรม สุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข (TUC) มีการสำรวจปัญหาสุขภาพจิตของผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 พบอาการ PTSD หรือ ภาวะเครียด จำนวน 11.9% และครั้งที่ 2 ลดลงเหลือจำนวน 4.7% และภาวะซึมเศร้า ครั้งที่ 1 พบจำนวน 30.2% ครั้งที่ 2 ลดลงเหลือจำนวน 14.9% ขณะที่ปัญหาสุขภาพจิตเด็ก ครั้งที่ 1 พบอาการ PTSD หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์ จำนวน 13.3% ครั้งที่ 2 ลดลงเหลือจำนวน 8.6% ส่วนภาวะซึมเศร้า ครั้งที่ 1 พบจำนวน 10.4% แต่ครั้งที่ 2 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11.3% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าความชุกของปัญหาสุขภาพจิตในเด็กมีแนวโน้มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ใหญ่มีแนวโน้มลดลง

นอก จากนี้เด็กยังฝังใจกับเหตุการณ์สึนามิ แม้เวลาจะผ่านมาช่วงหนึ่งแล้วก็ตาม เด็กยังมีปัญหาเครียดและซึมเศร้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ด้อยโอกาส เช่น กลุ่มที่กำพร้าพ่อ แม่ ซึ่งได้มีการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้านจิตใจกับเด็ก

ล่า สุดกรมสุขภาพจิตได้ทำการศึกษาติดตามภาวะสุขภาพจิตของประชาชนที่ประสบภัยสึนา มิ เป็นครั้งที่ 3 ในพื้นที่ จ.พังงา จำนวน 791 ราย แบ่งเป็น อำเภอเมือง จำนวน 14 ราย อ.ตะกั่วป่า 571 ราย อ.ตะกั่วทุ่ง 35 ราย และ อ.ท้ายเหมือง 171 ราย เป็นการติดตามผู้ประสบปัญหารายเดิม รวมทั้งการติดตามผู้มีปัญหารายใหม่ โดยใช้ทีมเก็บข้อมูลจากหน่วยงานสังกัดกรมสุขภาพจิต 6 แห่ง รวม 42 คน ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคจาก TUC เป็นการเก็บข้อมูลประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่งานสำรวจสุขภาพจิตมีการนำเทคโนโลยี Pocket PC มาใช้ในการเก็บข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วขึ้น แม่นยำ และสามารถเก็บข้อมูลได้ในปริมาณที่มาก โดยเป็นการเก็บข้อมูลทางด้านประชากรศาสตร์ ด้านสุขภาพทั่วไป ด้านเกี่ยวกับสังคม ใช้ควบคู่กับแบบสอบถามด้านสุขภาพจิต เพื่อเก็บข้อมูลในเชิงลึก เพื่อบันทึกกลุ่มอาการแบบฮอพกินส์ในการตอบคำถามเกี่ยวกับอาการในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์กลุ่มอาการกังวล และกลุ่มอาการซึมเศร้า รวมทั้งการเก็บข้อมูลบันทึกอาการบาดเจ็บแบบฮาร์วาร์ด เป็นการถามเกี่ยวกับประวัติและอาการในอดีตและปัจจุบัน เพื่อสำรวจถึงประสบการณ์หรือการพบเห็นเหตุการณ์ในตอนเกิดเหตุและหลังเกิด เหตุ ซึ่งเป็นการตรวจเกี่ยวกับกลุ่มอาการเครียดหลังการบาดเจ็บ และพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย

รายงาน ผลเบื้องต้นจากการสำรวจในครั้งที่ 3 พบปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มอาการ PTSD 2.7% ซึมเศร้า 13.4% วิตกกังวล 18% และทุกข์โศก 15.3% ข้อมูลนี้เป็นการสะท้อนสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตที่ชี้ให้เห็นว่า ยังมีผู้ประสบภัยจำนวนไม่น้อยที่ยังมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะผ่านมาถึง 3 ปีแล้วก็ตาม

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการดำเนินงานในครั้งที่ 3 นอกจากจะเป็นการเฝ้าสำรวจ และศึกษา เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการติดตามภาวะจิตใจ และประเมินผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยแล้ว ยังทำให้ทราบปัญหา และความต้องการของประชาชนว่ามีความรุนแรงแค่ไหนแล้ว จะเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยป้องกัน และแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยทางจิตใจ ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

กรม สุขภาพจิตได้เตรียมระบบรองรับอยู่ 2 ระบบ คือ 1.ระบบรองรับตามสวัสดิการสุขภาพแห่งชาติที่เปิดให้รับบริการ เช่น ที่ เขาหลัก จ.พังงา มีศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ประสบภัยสึนามิ เปิดทำการมาตั้งแต่ 26 พฤษภาคม 2548 มีจิตแพทย์ และทีมสุขภาพจิตผู้เชี่ยวชาญให้บริการอยู่ โดยที่นี่จะเป็นศูนย์สุขภาพจิตแบบเบ็ดเสร็จ มีการบริการเชิงรุก มีฐานข้อมูลการเฝ้าระวังหลังภัยพิบัติ 2.ระบบรองรับกรณีที่พบปัญหาที่ยุ่งยาก และซับซ้อน สามารถประสานทีมในพื้นที่ให้เข้าไปช่วยเหลือได้ มีทีมเคลื่อนที่ และมีทีมที่ส่งต่อให้โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ดูแลต่อไป

สำหรับ งบประมาณในการเยียวยา มีการจัดสรรให้กับโรงพยาบาลต่อเนื่อง การทำงานเยียวยาปัญหาสุขภาพจิตผู้ประสบภัยต้องทำอย่างต่อเนื่อง และอาศัยความเข้าใจจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะด้านงบประมาณอาจยังไม่เข้าใจ หรือตั้งคำถามว่าเหตุการณ์สึนามิผ่านมา 3-4 ปีแล้ว ปัญหายังไม่หมดอีก

กรม สุขภาพจิตต้องเข้าให้ถึงพื้นที่ทั้ง 6 จังหวัด ที่ประสบภัยสึนามิ ส่วนไหนที่มีปัญหาอยู่ต้องเร่งดำเนินการ แม้ว่าการสำรวจในครั้งที่ 1 และ 2 จะมีอาการดีขึ้น ก็จะต้องคอยติดตามช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการจัดการปัญหาชีวิตด้วย รวมถึงผู้ป่วยรายใหม่ที่อาจเกิดขึ้นมาได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นอาการที่แทรกซ้อนหลังเหตุการณ์ที่ไม่ได้แสดงออกให้คนอื่นได้เห็นไม่ ซึมเศร้า และทำงานได้ตามปกติ

ด้าน นางปรีดา สงวนวงศ์ หัวหน้าสถานีอนามัยน้ำเค็ม เล่าว่า ปัญหา และอุปสรรคของการลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ประสบภัยสึนามิ ที่เคยให้ข้อมูลมาแล้วเมื่อครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งมีจำนวนเกือบ 800 คน มีเหตุปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การย้ายถิ่นฐานออกไปของผู้ประสบภัย รวมถึงการที่ผู้ประสบภัยไม่มาตามเวลาที่นัดหมาย อาจเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากการประสานงานกับผู้นำท้องถิ่น หรือเป็นเพราะว่าชาวบ้านอาจยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจเป็นเพราะชาวบ้านมีทัศนคติเชิงลบว่าการไปใช้บริการด้านสุขภาพจิตที่ จัดให้บริการแบบเปิดเผยหรือในรูปแบบเคลื่อนที่ จะถูกมองว่าเป็นบ้าการจัดบริการด้านสุขภาพจิต ต้องคำนึงถึงทัศนคติ ความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวบ้าน รวมทั้งกลยุทธ์ที่จะใช้ในชุมชนด้วย

“วชิระ” เล่าว่า หลังเกิดเหตุการณ์ใหม่แทบไม่เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านเลย มีแต่แววตาที่ไร้ความสุข และความหวาดวิตก ปัจจุบันดีขึ้นเยอะได้เห็นรอยยิ้ม งานด้านสุขภาพจิตจึงต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง หากถามว่าปล่อยให้เงียบไปสักปีได้ไหม ก็คงทำไม่ได้หากเปรียบกับปัญหาทางกายคล้ายคนมีหนองติดอยู่ภายใน หากไม่บ่งออกมาก็จะกลายเป็นปัญหาทีหลัง โรคมะเร็ง เบาหวาน ยังมีโปรแกรมในการบำบัดรักษา แต่โรคทางสุขภาพจิตไม่สามารถแก้ไขความสูญเสียที่เกิดขึ้นให้กลับมาใหม่ได้ โดยเฉพาะการสูญเสียบุคคลในครอบครัว ปัญหาด้านจิตใจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องเยียวยา ไม่ไปรื้อฟื้นเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมา รวมถึงการพยายามลืมเหตุการณ์แล้วเริ่มชีวิตใหม่ นอกจากนี้ การใช้กระบวนการกลุ่ม ด้วยการรวมตัวของผู้ประสบภัย ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ จะเป็นเรื่องที่มีผลต่อการเยียวยาด้านจิตใจได้มาก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ หากมีเพื่อนช่วยกันประคับประคอง ก็จะช่วยทำให้ลืมเรื่องร้าย ๆ ได้

นาย ถวิล ด้วงใส อายุ 65 ปี ชาวบ้านแหลมสน เล่าถึงเหตุการณ์ต้องสูญเสียภรรยา ลูก และญาติ รวม 6 ชีวิต ใจจะขาดในช่วงแรก คิดจะทำร้ายตนเอง ต่อมามีเจ้าหน้าที่มีศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ประสบภัยสึนามิ จ.พังงา เข้ามาพูดคุยและให้กำลังใจอยู่เสมอ และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีอาการดีขึ้นสามารถทำใจกับ เหตุการณ์ได้ ปัจจุบันต้องรับยาและพูดคุยกับจิตแพทย์ ถึงแม้บางครั้งจะมีอาการตื่นกลัว กับเสียงจากสัญญาณเตือนภัย มีอาการขาสั่นอยู่บ้าง

แต่ปัญหาทางจิตที่เกิดขึ้นไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาแค่ 2-3 ปี เพราะบาดแผลทางจิตใจอยู่ลึกและนาน รักษายากกว่าบาดแผลทางกาย และที่สำคัญโอกาสที่จะถูกละเลยก็ง่าย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการตามวัย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก…

ข้อมูลจาก http://www.naewna.com/news.asp?ID=102224

ธันวาคม 15, 2010

อาการกลัวเข็ม (Trypanophobia)

Filed under: สุขภาพ-เพศ — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 12:47

อาการกลัวเข็ม ( Trypanophobia) เป็นความกลัวต่อหัตถการทางการแพทย์อาทิการฉีดยาหรือการใช้เข็ม โดยทั่วไปมักหมายถึง อาการกลัวของแหลม (aichmophobia, belonephobia, หรือ enetophobia) สภาวะดังกล่าวได้รับการบรรจุเป็นทางการในเกณฑ์วินิจฉัยโรคจิตเวช DSM-IV ใน ค.ศ. 1994 ว่าเป็นโรคกลัวจำเพาะ ต่อเลือด/การฉีดยา/การบาดเจ็บ ระดับความกลัวนี้มีได้ตั้งแต่การเลี่ยงการฉีดยา การเจาะเลือด ไปจนถึงปฏิเสธการรักษาจากแพทย์ทุกอย่าง

ธันวาคม 1, 2010

การตรวจวินิจฉัยโรค HIV

Filed under: สุขภาพ-เพศ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 07:14

การตรวจวินิจฉัยโรค HIV

การตรวจวินิจฉัยหาภูมิต่อเชื้อ HIV สามารถทำได้หลายวิธี การตรวจที่ให้ผลเร็วสามารถตรวจจากเลือด น้ำลาย และปัสสาวะ ก่อนการตรวจเลือดผู้ป่วยควรได้รับการปรึกษาถึงผลดีและผลเสียของการตรวจรวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นจากการตรวจ เช่น ความรู้สึกกลัวหรือซึมเศร้า ปัญหาทางสังคมที่อาจจะเกิดขึ้น ปัญหาการจ้างงาน ปัญหาการประกันชีวิต ปัญหาการยอมรับของครอบครัว เป็นต้นแต่การตรวจเลือดหาภูมิต่อเชื้อ HIV มักจะปิดชื่อของผู้รับการตรวจทำให้ปัญหาต่างลดลง

การตรวจ HIV สามารถทำได้หลายวิธีโดยมีความแม่นยำ และราคาต่างๆกัน

  1. การครวจเลือดที่ให้ผลเร็วโดยใช้วิธี enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) วิธีนี้ให้ผลเร็วมีความไวและมีความแม่นยำในการตรวมีความแม่นยำ(sensitivity and specificity of) 99.9%.หากให้ผลบวกต้องยืนยันการวินิจฉัยโดยวิธี Western blot or immunofluorescence assa การตรวจวิธีนี้มีข้อควรระวังคือหลังจากได้รับเชื้อจะมีช่วงหนึ่งที่ตรวจเลือดยังไม่พบภูมิต่อเชื้อ HIV เราเรียกช่วงนี้ว่า window period ถ้าหากคนผู้นั้นมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่นใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ร่วมเพศโดยที่ไม่ได้ป้องกัน เราต้องรออีก 6 เดือนเพื่อเจาะเลือดอีกครั้ง ยังมีอีกกรณีที่ต้องระวังคือเมื่อตรวจด้วยวิธี ELISA ให้ผลบวกแต่ผลการตรวจยืนยันโดยวิธี Western blot or immunofluorescence assay ให้ผลบวกหนึ่งแบนกรณีนี้อาจจะเกิดจาก window period, หรือติดเชื้อด้วยเชื้อ hiv อีกชนิดหนึ่ง เช่น HIV-2 หรืออาจจะเกิดจากโรคอื่น นอกจากนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ Influenza vaccine ก็อาจจะให้ผลบวกหลอก การตรวจเลือดหาภูมิหากผลเลือดบวกโดยที่ผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อต้องทดสอบซ้ำอีกครั้ง
  2. การตรวจปัสสาวะและเยื่อเมือกในปาก มีความแม่นยำและจำเพาะ 99.5 %หากให้ผลบวกต้องตรวจยืนยันโดยวิธี Western blot or immunofluorescence ass
  3. การตรวจหาตัวเชื้อ HIV โดยวิธี HIV RNA (viral load assay) จะตรวจกรณีที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเช่นถูกเข็มฉีดยาจากผู้ป่วยตำ หรือร่วมเพศกับผู้ที่ติดเชื้อโดยที่ไม่ได้ป้องกัน และตรวจไม่พบภูมิคุ้มกันในเลือด การตรวจนี้จะให้ผลบวกก่อนที่ภูมิจะขึ้น แต่ก็มีข้อผิดพลาดกรณีที่พบเชื้อปริมาณน้อย การตรวจเลือดวิธีนี้จะให้ผลบวก ก่อนที่ภูมิจะขึ้นเราเรียกการติดเชื้อชนิดนี้ว่า Primary HIV infection ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญในการให้ยาต้านไวรัส HIV
  4. การตรวจเลือดด้วยตัวเอง วิธีการหยดเลือดไว้บนกระดาษแล้วส่งเข้าห้องปฏิบัติการ สามารถรายผลทางโทรศัพท์ มีจำหน่ายตามร้านขายยาแต่มีข้อที่ต้องระวังคือ
  • ไม่มีการให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย ถ้าผลเลือดบวกผู้ป่วยควรจะได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวผู้ป่วยบางคนอาจจะตัดสินใจทำร้ายตัวเอง ทั้งที่โรคนี้สามารถควบคุมโรคไม่ให้ลุกลามได้  ถ้าผลเลือดลบควรจะได้รับคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้อ HIV
  • การทดสอบนี้อาจจะให้ผลบวกหลอกในผู้ป่วยบางรายเพราะไม่ได้มีการคักกรองกลุ่มเสี่ยงเข้าตรวจ

ข้อมูลจาก  http://www.siamhealth.net

ตุลาคม 9, 2010

หลักการเลือกใช้ยาแก้ปวด

อาการปวด แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามตำแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดอาการปวด ซึ่งทุกประเภทสามารถเป็นได้ทั้งแบบปวดเฉียบพลันและปวดเรื้อรัง ได้แก่

1. ปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อร่างกายบาดเจ็บ เช่น ปวดจากการบาดเจ็บภายนอก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ
2. ปวดจากอวัยวะภายในบาดเจ็บ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดไส้ติ่งอักเสบ เจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือด
3. ปวดจากระบบประสาทบาดเจ็บ เช่น ปวดหลังเนื่องจากการบาดเจ็บของกระดูกและไขสันหลัง งูสวัด ปวดแผลเบาหวานที่เท้า ซึ่งอาการปวดประเภทนี้ยังมีลักษณะอาการจำเพาะที่แยกย่อยได้อีก 5 แบบ ได้แก่ อาการปวดเหมือนถูกไฟจี้ (Burning), เหมือนมีแมลงไต่ (Crawling), เหมือนถูกเข็มทิ่ม (Stabbing), เหมือนถูกไฟช็อต (Shocking) และเหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็ง (Freezing)

ยาแก้ปวดหลักที่ใช้รักษาอาการปวดโดยตรง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่

  1. ยาที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน
  2. ยาที่ไม่ใช่อนุพันธ์ของฝิ่น เช่น พาราเซตามอล และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาทิ เอ็นเซด (NSAID) และ ค็อกซิบ (Coxib)

การเลือกชนิดของยาแก้ปวดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ ต้องดูว่ามีอาการปวดจัดอยู่ในประเภทใด สภาวะร่างกายของผู้ป่วย การทำงานของตับและไต ยาอื่นที่รับประทานร่วมด้วย การแพ้ยา รวมทั้งรูปแบบของยาที่ใช้และขนาดยา

พาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง และค่อนข้างมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูงกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ โดยให้ผลดีในการรักษาอาการปวดประเภทที่ 1 และใช้รักษาอาการปวดประเภทที่ 2 ได้บ้าง แต่ใช้ไม่ได้ผลในการรักษาการปวดระบบประสาท แต่อย่างไรก็ตาม หากใช้ยานี้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อตับและไตได้ ทำให้ตับหรือไตวายและเสียชีวิตได้ และควรระวังอย่างยิ่งเมื่อใช้ยานี้ในเด็กเล็ก เพราะหากเด็กได้รับยาเกินขนาดอาจเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

ส่วนยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้ได้ผลดีต่อการรักษาอาการปวดทั้งประเภทที่ 1 และ 2 และใช้ได้ผลบ้างในการปวดของระบบประสาท ซึ่งยาประเภทนี้มีหลายรูปแบบ และมักมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก และข้อควรระวังมากที่สุดในการใช้ยานี้คือ การแพ้ยา

ยาแก้ปวดที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน ใช้รักษาอาการปวดได้ดีทุกประเภท เพราะออกฤทธิ์ที่สมอง มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง ใช้รักษาอาการปวดหลังหรือปวดเข่านานๆ ที่ยังผ่าตัดรักษาไม่ได้ ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การกดการหายใจ แต่ยาประเภทนี้จะใช้ได้เมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น และอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ตลอด ฉะนั้นคนไข้จึงไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะติดยาชนิดนี้

ขอบคุณ ภก.อ.ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ตุลาคม 7, 2010

การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (MRI)

การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (MRI)

การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก หรือการตรวจเอ็กซ์เรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอ็มอาร์ไอ (Magnetic resonance imaging, MRI) คือการตรวจร่างกายโดยเครื่องตรวจที่ใฃ้คลื่นสนามแม่เหล็กความเข้มสูงและคลื่นความถี่ในย่านความถี่วิทยุ ในการสร้างภาพเหมือนจริงของอวัยวะภายในต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะ สมอง หัวใจ กระดูก-กล้ามเนื้อ และส่วนที่เป็นมะเร็ง ด้วยคอมพิวเตอร์รายละเอียดและความคมชัดสูง เป็นภาพตามระนาบได้ทั้งแนวขวาง แนวยาวและแนวเฉียง เป็น 3 มิติ ภาพที่ได้จึงจะชัดเจนกว่า การตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ แบบ CT Scan ทำให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติในร่างกายได้อย่างแม่นยำ การตรวจทางการแพทย์ด้วยเครื่องมือชนิดนี้ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ แก่ร่างกาย และไม่มีอันตรายจากรังสีตกค้าง แต่อาจมีผลทางความรู้สึกต่อผู้กลัวที่แคบ

การเตรียมตัวเพื่อการตรวจ MRI นี้ จำเป็นต้องฉีดสารเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็กเข้าไปในอวัยวะที่ต้องการตรวจก่อน ระหว่างการตรวจเครื่อง MRI จะส่งเสียงดังเป็นจังหวะ ผู้ถูกตรวจจะได้รับอุปกรณ์อุดหู ระหว่างการตรวจผู้ถูกตรวจจำเป็นต้องอยู่นิ่งๆ เพื่อให้บันทึกภาพ เช่นเดียวกับการตรวจด้วยเครื่องตรวจเอกซ์เรย์อื่นๆ

Older Posts »

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 21,666 other followers