Mr.Vop's Blog

กันยายน 17, 2010

ศิลปะหินซ้อนบนชายหาด ของ เอเดรียน เกรย์

Filed under: งานศิลป์ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 00:03

เอเดรียน เกรย์ (ADRIAN GRAY) อาจเป็นศิลปินหนุ่มชาวอังกฤษที่แปลกที่สุดคนหนึ่งก็ว่าได้ เมื่อเขาสร้างสรรค์งานศิลปะ “หินซ้อน” ที่แสนจะแปลกตาและเหลือเชื่อ บนชายหาดที่สงบเงียบในมณฑลดอร์เซ็ต ประเทศอังกฤษ

ผลงานเหล่านี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเอา “หิน” มาวางซ้อนกัน โดยปราศจากลวดยึด แม่เหล็ก หรือ คอมพิวเตอร์กราฟฟิกใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่ เกรย์ ใช้มีเพียง “กฎแรงโน้มถ่วง” ตามธรรมชาติเท่านั้น


เกรย์ ค่อยๆ หาจุดสมดุลระหว่างหินทั้งสองก้อน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอุตสาหะไม่น้อย ก่อนจะวางหินซ้อนกันขึ้นไปได้ในมุมที่ไม่น่าเชื่อ

“มันน่าประหลาดใจมากเมื่อผมสามารถวางหินซ้อนกันทั้งๆที่มันดูไม่น่า ซ้อนกันได้เลย อย่าหาว่าพูดเสแสร้งเลยนะ แต่พวกมันดูเหมือนมีชีวิตจริงๆ” เกรย์กล่าว

ทำได้ขนาดนี้ มีใครคิดว่าโกหกหรือเปล่า?

“คนมักจะคิดว่าผมใช้ตัวช่วย ตั้งแต่ บลู-แท็ก, ตีนตุ๊กแก ไปจนถึงลวดเหล็ก”

“ตอนที่ผมกำลังประคองหินให้ซ้อนกัน ผมมักจะได้ยินพวกเขาพูดเสมอว่า นั่นแหละ เขากำลังรอกาวแห้งอยู่”

กันยายน 15, 2010

ภาพ Narcissus ของ คาราวัจโจ

ภาพสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ เขียนในช่วงปี ค.ศ. 1597 – ค.ศ. 1599 ปัจจุบันเก็บไว้ที่ หอศิลป์โบราณแห่งชาติ กรุงโรม

นานมาแล้ว ยังมีภูตแห่งสายน้ำและผืนป่าอยู่มากมาย ในจำนวนนั้นนับว่านางไม้นาม เอคโค (Echo) เป็นที่หลงใหลมากที่สุด ทั้งงดงามและมีน้ำใจ ที่สำคัญเสียงของเธอยังไพเราะเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นภูตตนอื่นและสัตว์ในป่าจึงล้วนมักขอให้เธอร้องเพลงและเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอ  เอคโคก็ยินดีทำ อีกทั้งเธอยังเป็นที่โปรดปรานของเทพีอโฟรไดท์ (Aphrodite) เทพีแห่งความรักษาจากโอลิมปัส (Olympus)

เทพีอโฟรไดท์เคยให้พรแก่เอคโคว่าหากเอคโคชอบผู้ใดให้มาร้องขอต่อนาง นางจะให้เทพอีรอส (Eros)ไปยิงศรธนูแห่งรัก ทำให้คนนั้นรักต่อเอคโค แต่เอคโคก็ยังไม่ได้ใช้พรนั้น

แต่แล้วโชคร้ายก็เกิดกับเอคโค เธอพบกับเทพซูส (Zeus) มหาเทพแห่งเขาโอลิมปัส และเจ้าแห่งฟากฟ้าซึ่งหลบเทพีเฮรา (Hera) มาหาภูตสาวสวยแห่งแม่น้ำตนหนึ่ง เธอเห็นว่าทั้งสองรักกันก็ยินดีด้วย แต่เมื่อเธอเดินเล่นไปอีกเล็กน้อย ก็พบเข้ากับเทพีเฮรา เอคโคทราบว่าเทพีคงมาตามหาเทพซูส จึงเข้าไปหลอกเทพีเฮราว่านางได้เจอกับซูส และตอนนี้เทพซูสกำลังตามหาเทพีเฮราอยู่ เทพีเฮราหลงเชื่อจึงกลับเขาโอลิมปัสไป เทพซูสทราบว่าเอคโคช่วยท่านจึงได้ประทานแหวนแซฟไฟร์สีน้ำเงินที่สวมอยู่เป็นการตอบแทน

แต่ว่าเมื่อเทพีเฮรากลับไปถึงโอลิมปัส และไม่พบซูสก็โกรธเกรี้ยวเป็นที่สุด และรู้ว่าถูกเอคโคหลอก นางจึงกลับไปที่ป่า และตามหาเอคโค เมื่อพบ นางจึงสาปเอคโคให้ไม่สามารถพูดกับใครได้อีก แต่จะต้องพูดตามคำสุดท้ายของคนที่พูดกับเธอ  เอคโคเสียใจมาก และมองหาทางแก้ไขนางจึงคิดจะไปหาอโฟรไดท์ให้ช่วย

ระหว่างทางก็พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังหลงป่า ชายหนุ่มผู้นี้เป็นผู้ที่มีใบหน้างดงามดุจเทพ เขามีนามว่า นาซิสซัส (Narcissus)  นับแต่เกิดมาไม่เคยมีหญิงใดได้พูดคุยกับเขา นอกจากแม่ของเขาเอง เพราะว่าเมื่อได้พบหน้านาซิสซัส ก็จะหลงต่อความหล่อเหลาจนหมดสติไปทุกคน ดังนั้นนาซิสซัสจึงหลงตัวเป็นที่สุด

เมื่อทั้งสองพบกัน เอคโคก็ตกหลุมรักต่อนาซิสซัสในทันที นาซิสซัสเห็นอีกฝ่ายไม่ได้สลบไปเพราะความหล่อของตนเองก็แปลกใจ แต่ก็รู้สึกว่าดีเพราะจะได้ถามทางได้ จึงเข้าไปคุยกับเอคโค แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามพูดเท่าไร เอคโคก็เพียงตอบแต่คำสุดท้ายของเขา นาซิสซัสโกรธมาก จึงเดินหนีจากไป

เอคโคยิ่งเสียใจ หากไม่อาจบอกรักต่อคนที่ตนรักได้ เอคโคนึกถึงพรของเทพีอโฟรไดท์ จึงได้อธิฐานขอ แต่ว่าเทพีอโฟรไดท์ก็ไม่อาจถอนคำสาปได้ ทำให้เอคโคไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร เมื่อไม่อาจแก้คำสาป นางก็ไม่อาจรักกับนาซิสซัสได้ ดังนั้นเอคโคจึงขอต่ออโฟรไดท์ให้ตนเองหายไป เทพีอโฟรไดท์ให้พรตามนั้น ร่างของเอคโคจึงหายไป แต่ด้วยคำสาปของเทพีเฮรา ทำให้เอคโคต้องคอยพูดคำสุดท้ายของคนอื่นต่อไป

เทพีอโฟรไดท์รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมต่อเอคโค นางจึงสาปต่อนาซิสซัสผู้ที่ทำให้เอคโคเสียใจ เพราะว่านาซิสซัสหลงตัวเองยิ่งนัก นางจึงสาปให้นาซิสซัสได้รักกับคนที่ไม่อาจรักตอบเขาได้ตลอดกาล

ด้วยคำสาป เมื่อนาซิสซัสเดินต่อไปก็พบกับสายน้ำใหญ่ เขานั่งพัก ก็มองไปเห็นเงาของตนเอง แต่นาซิสซัสกับมองเห็นเป็นหญิงสาวที่สวยงามที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา และหลงรักหญิงสาวนั้นจนหมดใจ

นาซิสซัสพยายามพูดกับเงาของตน เมื่อเขาพูด เสียงของเอคโคก็จะพูดคำสุดท้ายของเขา นาซิสซัสก็หลงต่อเสียงนั้น และเพียงจ้องมองใบหน้าในน้ำ จ้องมอง จ้องมอง และจ้องมอง หวังว่าสักวันหญิงสาวนั้นจะออกมาพบกัน

วันคืนผ่านไป นาซิสซัสผู้หลงรักเงาของตนยังคงอยู่ตรงนั้น เงาของภูติทำให้ไม่มีใครหาเขาพบ และสุดท้ายขาของนาซิสซัสก็กลายเป็นรากจมอยู่ในดิน เส้นผมของยาวขึ้น พันกัน เกิดมีใบไม้โผล่ออกมา ใบหน้าอันซูบผอมและเส้นผมสีเหลืองทองกลายเป็นเกสรสีเหลืองและกลีบสีขาว นาซิสซัสผู้หลงเงาได้กลายเป็นดอกไม้สีเหลืองสวยงาม “นาซิสซัส” ซึ่งจะเติบโตบนชายฝั่งแม่น้ำและมองภาพสะท้อนของตัวมันบนสายน้ำ และเอคโคภูติสาวที่คอยตอบคำสุดท้ายของคนอยู่ตลอดกาลนาน

ภาพเขียนสื่อบรรยากาศทางอารมณ์ที่หดหู่ (brooding melancholy) โดยนาร์ซิสซัสล็อกตัวเป็นวงกลมกับเงาของตนเองในน้ำล้อมกลางภาพ รอบตัวเป็นเงามืดรอบข้างที่ทำให้เน้นว่าความเป็นจริงภายในภาพมีแต่เพียงการจ้องดูเงาของตัวเองของนาร์ซิสซัสเท่านั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นักวิจารณ์วรรณกรรมโทมมัสโซ สติเกลียนิ (Tommaso Stigliani) อธิบายความมีมนต์ขลังของนาร์ซิสซัสว่าเป็นการ “แสดงอย่างเห็นได้ชัดถึงความไม่มีความสุขของผู้ที่รักสิ่งของของตัวเองมากเกินไป”


กันยายน 8, 2010

ภาพ The Nightmare ของ John Henry Fuseli

Filed under: งานศิลป์ — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 01:48

ภาพ The Nightmare วาดโดย John Henry Fuseli (1741 – 1825)

ภาพวาดสีน้ำมัน ขนาด 102 x 127 cm

ภาพ The Nightmare นี้ปัจจบันตั้งแสดงอยู่ที่ Frankfurt am Main,Goethe Museum เป็นภาพที่ Fuseli วาดไว้ในปี 1781 ลักษณะภาพเป็นสัญลักษณ์เชิงจิตวิทยา และเป็นภาพที่ Sigmund Freud (ซิกมันต์ ฟรอยด์) ศาสตรจาร์ต้นกำเนิดทฤษฎีจิตวิทยามีตั้งไว้บนโต๊ะทำงานของเขา

ชื่อภาพหมายถึงฝันร้าย แต่ลักณะการปรากฏของเกตุการณ์ จะคล้ายการถูกผีอำ ซึ่งเป็๋นปรากฏการณ์ทางจิตชนิดหนึ่งที่ผู้เกิดอาการนี้จะเห็นภาพ รู้สึกถึงสิ่งแวดล้อม แต่ขยับร่างกายไม่ได้

สิงหาคม 22, 2010

รูป Lamia 1909 โดย John William Waterhouse

Filed under: งานศิลป์, เทพเจ้ากรีก — ป้ายกำกับ:, , , , — Mr.Vop @ 21:50

รูปสีน้ำมัน Lamia (by the pond) ขนาด 36″x22.5″ วาดในปี 1909 โดย John William Waterhouse เป็นหญิงสาวกำลังส่องเงาตัวเองในน้ำ มีคราบงูที่ลอกออกมาบริเวณท่อนล่างของร่างกาย

..เธอคือใคร

เลเมีย (Lamia) เป็นปีศาจตนหนึ่งประเภทแวมไพร์ในตำนานเทพของกรีก เธอเคยเป็นเจ้าหญิงเลอโฉมและไร้เดียงสา เป็นธิดาของ Beius และ Anchione แห่งลุ่มแม่น้ำไนล์

เมื่อเติบโตขึ้นเป็นสาว เป็นที่ต้องตาเทวราชซูส (Zeus) ผู้มักมากในกาม Zeua ได้หลงรักและลักลอบสมสู่กับเธอหลายครั้ง จนตั้งเธอมีบุตรธิดามากมาย เมื่อเทวีเฮรา (Hera) ภรรยาอารมร์ร้ายของซุสรู้เข้า ก็เกิดเรื่องขึ้น

เทวีเฮราได้สังหารบุตรธิดาทั้งหมดของเลเมีย และให้เธอทนทุกข์ทรมานโดยสาปให้เลเมียไม่สามารถปิดเปลือกตาลงได้ เพื่อได้มองเห็นศพลูกๆของตน เท่านั้นยังไม่พอ ยังสาปให้เลเมียมีท่อนล่างเป็นงู กินโลหิตเป็นอาหาร กลายเป็นอสูรร้ายสมบูรณืแบบ

เทวราชซูสสงสารเลเมีย แต่ถอนคำสาปภรรยาไม่ได้ จึงให้พรเลเมียให้สามารถ “ถอดดวงตา” ไปเก็บได้เพื่อให้หายโศกเศร้าจากภาพศพของลูกๆ และให้เลเมียสามารถลอกคราบงูออกได้เพื่อกลายเป็นสาวสวยได้ในยามออกหาอาหาร

ด้วยความเสียใจ เลเมียมักดื่มกินโลหิตจากเด็กทารกที่หาได้ หากไม่งั้นก็จะหลายเป็นสาวงามไปหลอกชายหนุ่มมาเพื่อเป็นอาหาร

สิงหาคม 20, 2010

ภาพเขียนสีน้ำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

Filed under: งานศิลป์ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 01:25

ใครจะทราบว่า รูปชนบทสีน้ำอันแสดงถึงความสงบเงียบนี้ จะเป็นฝีมือของผู้นำนาซีที่สังหารเผ่าพันธุ์ยิวไปเป็นล้าน

ในสมัยวัยรุ่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หลงไหลในศิลปะเป็นอย่างยิ่ง จนมีเรื่องขัดแย้งกับบิดาหลายครั้งหลายหน โดยบิดาของเขากลับต้องการให้เขาเรียนรู้ในเรื่องของวิชาการเงินการคลังเพื่อที่จะได้เข้ารับราชการ หลายครั้งที่ฮิตเลอร์กับบิดาทะเลาะกันแทบบ้านแตก ต่อมาหลังบิดาของเขาเสียชีวิตไป อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ จึงได้โอกาสที่จะเรียนศิลปะสมใจ โดยแกล้งทำเป็นเกียจคร้านในการเรียนจนมารดายอมให้เขาย้ายออกจากโรงเรียนเดิมไปเข้าเรียนด้านศิลป์

ต่อมา เมื่ออายุ ๑๘ หลังรับมรดกบำนาญจากบิดา เขามุ่งหน้าไปกรุงเวียนนาเพื่อสอบเข้าเรียนต่อวิชาศิลปะในมหาวิยาลัย แต่สถาบันในกรุงเวียนนาไม่รับเขาเข้าไปเป็นนักศึกษา เพราะไม่มีใบรับรองการจบการศึกษาจากสถาบันเก่า ความอับอายครั้งนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในการจุดชนวนให้ฮิตเลอร์เกลียดชาวยิว

สิงหาคม 16, 2010

ประติมากรรมเดวิด – โดยมิกัลจาโล

Filed under: งานศิลป์ — ป้ายกำกับ:, , , — Mr.Vop @ 21:14

เดวิดเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของอาณาจักรอิสราเอล  ขึ้นครองราชต่อจากองค์แรกคือซาอูล เป็นที่รักของชาวยิวทั้งหลาย

แต่เดิมเดวิดเป็นผู้มึความเชี่ยวชาญในการเล่นพิณ   และได้เข้ามารับใช้กษัตริย์ซาอูลด้วยความสามารถอันนี้ แต่ภายหลังกษัตริย์ซาอูลขาดการเคารพในพระเจ้า พระเจ้าจึงปลดซาอูลและให้ซามูเอลผู้พยากรณ์เป็นตัวแทนในการเจิมและแต่งตั้งเดวิดขึ้นเป็นกษัตริย์แทน

ในสมัยที่ซาอูลเป็นกษัตริย์นั้น ชาวอิสราเอลมักถูกรุกรานโดยชาวฟิลลิสเดีย
(Philistia) ที่อยู่ทางตอนใต้เสมอ

วันหนึ่งขณะที่เดวิดนำเสบียงไปส่งให้พี่ชายผู้ติดทัพอยู่  เดวิดก็ได้ข่าวว่าชาวฟิลลิสเตียมึนักต่อสู้ยักษ์ชื่อ โกไลแอธ ซึ่งได้ท้าให้ชาวอิสราเอลส่งนักสู้มารบกับตนให้รู้แพ้รู้ชนะ

เดวิดยืนยันกับพี่ชายว่ามีความสามารถจะต่อสู้กับโกไลแอธได้ กษัตริย์ซาอูลทรงส่งเดวิดไปต่อสู้อย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่เดวิดกลับได้รับชัยชนะโดยล้มโกไลแอธด้วยการเหวี่ยงหินก้อนเดียว พวกฟิลลิสเตียเห็นเช่นนั้นก็วิ่งหนีขวัญเสีย ชาวอิสราเอลจึงได้รับชัยชนะ

ประติมากรรมหินอ่อนเดวิดนี้ สร้างโดยมีเกลันเจโล หรือชื่อเต็มว่า มีเกลันเจโล ดี โลโดวีโก บัวนาร์โรตี ซีโมนี (Michelangelo di Lodovico Buonarroti Simoni) จากหินอ่อนก้อนมหึมาที่ถูกทิ้งไว้กลางเมืองฟลอเรนซ์เป็นเวลาหลายปี ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีใครกล้าพอที่จะแตะต้องมันนั่นเอง จึงกลายเป็นที่ฮือฮาของชาวเมืองจากความสำเร็จหลังจากงานชิ้นนี้ และทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วอิตาลี

มีเกลันเจโลใช้ชีวิตในบั้นปลายอยู่ในกรุงโรม ตลอด 30 ปี ช่วงนี้นั้นเองที่เขาเขียนภาพระดับโลกไว้มากมาย โดยเฉพาะ The Last Judgement (Last Judgment) ซึ่งเขาใช้เวลาในการเขียนภาพขนาดยักษ์นี้นานถึง 6 ปี

สิงหาคม 14, 2010

14 สิงหาคม พ.ศ. 2423 มหาวิหารโคโลญจ์สร้างสำเร็จ

Filed under: งานศิลป์ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 09:23

14 สิงหาคม พ.ศ. 2423 มหาวิหารโคโลญจ์ (Cologne Cathedral หรือ Kolner Dom) สร้างสำเร็จพร้อมกับมีพีธีวางหลักหินบันทึกข้อมูลการก่อสร้าง (foundation stone) โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1791 แต่มีปัญหาให้ต้องหยุดพักการก่อสร้างไปบ้าง จึงต้องใช้เวลากว่าหกร้อยปีจึงสร้างเสร็จสมบูรณ์ มหาวิหารโคโลญเป็นศาสนสถานของคริสตศาสนาโรมันคาทอลิก นับเป็นวิหารที่ใหญ่และสูงที่สุดในโลกในสมัยนั้น (แม้ปัจจุบันก็ยังติดอันดับต้น ๆ) ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบ โกธิก (Gothic) เป็นหอคอยแฝดสูง 157 เมตร กว้าง 86 เมตร ยาว 144 เมตร สร้างเพื่ออุทิศให้ นักบุญปีเตอร์ (Saint Peter) และ พระนางมารี (Blessed Virgin Mary) ปัจจุบันมหาวิหารโคโลญนับจุดหมายสำคัญของเมืองโคโลญและประเทศเยอรมนี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 2536

กรกฎาคม 29, 2010

ภาพ The Garden of Earthly Delights ของ Bosch

Filed under: งานศิลป์, ศาสนา — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 00:39

Hieronymus Bosch ศิลปินชาวดัตช์ วาดภาพ The Garden of Earthly Delights ในปี 1504 โดยใช้สีน้ำมันบนแผ่นไม้ เป็นภาพวาดขนาดใหญ่ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหรือ 3 แผ่นอย่างที่เรียกว่า triptych โดยมีแผ่นซ้ายเป็นภาคกำเนิดมนุษย์ แผ่นกลางคือโลกมนุษย์อันเต็มไปด้วยตวามสุขทางโลกีย์ และแผ่นขวาเป็นโลกนรกอันดำมืด

แผ่นภาพด้านซ้ายมือ เป็นสรวงสวรรค์ สวนอีเดน ในภาพจะเห็นพระผู้เป็นเจ้าจูงมืออีฟหรืออีวามาให้พบกับอดัม ซึ่งมีการแปลความในบางครั้งถึงกิเลสตัณหาที่ก่อเกิดจากตัวของอีฟ และในส่วนอื่นของภาพจะเห็นเหล่าสัตว์ชนิดต่างๆซึ่ง Bosch ได้วาดให้สัตว์บางตัวต่อสู้และเข่นฆ่ากันเพื่อบอกว่าสวนอีเดนมิได้เป็นสรวงสวรรรค์แต่คือบ่อเกิดของกิเลสและความรุนแรง

แผ่นภาพตรงกลางคือความโกลาหลของโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความสุขทางโลกีย์ มีภาพชายหญิงเปลือยกายแสดงท่าทางต่างๆ มองได้ว่าเป็นการเตือนให้คนเราอย่าแสวงหาความสุขทางโลกย์แบบสุดเหวี่ยงจนเกินไป เป็นต้นกำเนิดของบาปต่างๆ

แผ่นภาพสุดท้ายด้านขวา คือโลกหลังความตาย การชดใช้บาปทั้ง 7 แสดงถึงจินตนาการอันหลุดโลกของศิลปิน

กรกฎาคม 21, 2010

ภาพ Last judgement ของ Michelangelo

Filed under: งานศิลป์, ศาสนา — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 20:57

ไมเคิล แองเจิลโล เขียนภาพ ” The Last Judgement ” ขึ้นในปี ค.ศ. 1536 ไว้หลังแท่นบูชาในโบสถ์น้อยซิสทีน  ขนาด 48×44 ฟุต โดยความสูงของภาพนั้นมีขนาดตั้งแต่พื้นจนไปจรดเพดานของโบสถ์เลยทีเดียว

ภาพ Last Judement นี้ ประกอบไปด้วยรูปภาพย่อยกว่า 400 รูป โดยศูนย์กลางของภาพอยู่ที่ ภาพของพระเยซูคริสต์ และเหล่านักบุญที่รายล้อมพระองค์ แสดงถึงพลังอำนาจในการกวาดล้าง โดย เคลื่อนพลังสู่ด้านล่างเพื่อพิพากษาโทษ และเพื่อยกเอาบรรดาผู้ที่ถูกเลือกให้รอดขึ้นมา  พระเป็นเจ้าทรงก่อให้เกิดมหันตภัยครั้งร้ายแรง การเลือกระหว่างผู้ที่จะได้รับชีวิตรอดและผู้ที่จะเสียชีวิตนั้น เป็นไปอย่างน่ากลัว และแฝงไว้ซึ่งความทุกข์ทรมาน พระคริสต์ได้แสดงอำนาจอันน่าอรรศจรรย์โดยมีแสงสว่างล้อมรอบ พระวรกายของพระองค์ ทางด้านข้างคือพระแม่มารีอาผู้ทรงพรมจรรย์ที่คอยส่งสายตาด้วยความเป็น ห่วงมนุษย์ และคอยที่จะช่วยเหลือ ส่วนทางด้านซ้าย และขวาของรูปจะเห็นการเคลื่อนไหวของบรรดา นักบุญทั้งหลาย และบรรดาผู้ถูกเลือกให้รอด


ทางด้านขวาของพระคริสต์นั้นคือนักบุญปีเตอร์   ในมือปีเตอร์ถือกุญแจเงินและทอง ซึ่งเป็นกุญแจสวรรค์ ใบหน้าของเขาว่ากันว่าคือใบหน้าของพระสันตปะปาพอลที่สาม

ทางด้านล่างเป็น นักบุญบาโธโลมิว มือข้างหนึ่งถือมีด และอีกข้างถือหนังของมนุษย์ ( ภาพหนังมนุษย์ในมือของ นักบุญบาโธโลมิวนั้น ไมเคิลแองเจิลโล เจาะจงเขียนเป็นภาพเหมือนของตัวเขาเอง ) ด้านหลัง ของนักบุญบาโธโลมิว คือ ” เออร์บิโอ ” คนรับใช้ของไมเคิล แองเจิลโล

ข้างใต้ภาพนักบุญปีเตอร์คือนักบุญเบลสและแคทเธอรีน ในมือนักบุญเบลสถือหวีโลหะสำหรับใช้ในการทรมาน นักบุญแคทเธอรีนก็ถือดาบเขี้ยวสำหรับการลงโทษเช่นกัน ขวามือยังมีนักบุญเซบาสเตียนกับคันธนู ขวามือคือนักบุญแอนดรูกับกางเขนของท่าน

นักบุญ แอนดรูแบกกางเขน ซึ่งอยู่ถัดมาจากรูปบน

ภาพนักบุญจอห์นปรากฏอยู่ด้านซ้ายของกลุ่มภาพ โดยเซนต์จอห์นเดอะแบบติสต์จะห่มหนังสัตว์ตามแบบฉบับ


ภาพมนุษย์ที่เคยสร้างบาปไว้ ปิดตาตนเองด้วยความหวาดกลัวต่อชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตนในวันพิพากษา

ภาพการฟื้นคืนของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อรับการพิพากษาจากพระเป็นเจ้า

ภาพชารอน ผู้พายเรือรับวิญญาณในยมโลก เรื่องของชารอนยังปรากฏในบทประพันธ์ของดังเต้ด้วย

ส่วนที่มีปัญหามากที่สุดในภาพ คือรูปของไมนอสผู้มาจากศาสนาเพกิน (นอกศาสนาคริสต์) โดยไมนอสเป็นบุตรของซุสและยูโรปา เป็นกษัตริย์ของเกาะครีตและกลายเป็น 1 ใน 3 ยมบาลตามศาสนาเพกิน  ตามรูปนี้ ไมนอสมีหูเป็นลาและมีงูพันรอบตัว โดยงูได้อาปากกัดอวัยวะเพศของเขา แถมใบหน้าของไมนอสก็เป็นใบหน้าของ Baigio da Cesena ผู้ใกล้ชิดองค์สัตปะปาพอลที่สาม โดย Cesena พยายามฟ้องโป๊ปให้บังคับไมเคิลแองเจลโลให้ลบรูปนี้ออกไป แต่ไม่เป็นผล


กรกฎาคม 4, 2010

ภาพ Dante ถือหนังสือหน้าประตูนรก โดย Domenico di Michelino

Filed under: งานศิลป์, ศาสนา — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 20:23

ภาพ Dante ถือหนังสือ “ไตรภูมิดานเต (Divine Comedy)” หน้าประตูนรกภูมิ, ภูเขาโทษภูมิเจ็ดระดับ และเมืองฟลอเรนซ์ โดยมีโค้งสวรรค์อยู่ด้านบน (จิตรกรรมฝาผนังโดย Domenico di Michelino )

“ไตรภูมิดานเต” แบ่งออกเป็นสามตอน “นรกภูมิ” (Inferno), “โทษภูมิ” (Purgatorio) และ “สวรรค์ภูมิ” (Paradiso) บรรยายการเดินทางของดานเตไปยังโลกหลังความตาย โดยการเดินทางเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ไปจนถึงวันพุธหลังจากวันอีสเตอร์ของปี ค.ศ. 1300 มีกวีโรมันเวอร์จิลเป็นผู้นำใน “นรกภูมิ” และ “โทษภูมิ” และเบียทริเช พอร์ตินาริเป็นผู้นำใน “สวรรค์ภูมิ”

เรื่องที่เก่ากว่า

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 14,816 other followers