Mr.Vop's Blog

กุมภาพันธ์ 2, 2012

พบสัตว์ตะกูลครัสเตเชียน แอมฟิพอด (amphipod) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในทะเลลึก 7,000 เมตร ใกล้นิวซีแลนด์

ภาพะแอมฟิพอด (amphipod) ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่พบมา

พบสัตว์ตะกูลครัสเตเชียน แอมฟิพอด (amphipod) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในทะเลลึก 7,000 เมตร ใกล้นิวซีแลนด์

โดยปกติสัตว์จำพวกนี้ จะมีขนาดร่างกายเพียง 2-3 เซ็นติเมตรเท่านั้น แต่เจ้าตัวที่เห็นนี้ เป็นขนาดที่น่าตกใจมาก คือมีขนาดใหญ่กว่าปกตินับสิบเท่า วัดได้ถึง 34 เซนติเมตร

“มันเหมือนคุณพบแมลสาบตัวยาวเป็นฟุต”  Alan Jamieson จากมหาวิทยาลัยอาเบอร์ดีน กล่าว

สัตว์น้ำลึกตัวนี้ ต้นพบโดยครึ่งมือดำน้ำลึกที่สร้างเป็นพิเศษ เพื่อทนแรงดันน้ำมหาศาล ณ จุดที่ลึกกว่า 7 กิโลเมตรแถวหมู่เกาะเคอมาเดค

ตัวแอมฟิพอดที่พบโดยทั่วไป จะมีขนาดเล็กไม่กี่เซ็นติเมตร ตามที่เห็นในภาพ

ขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายใดๆ เกี่ยวกับสัตว์ทะเลที่มีร่างกายใหญ่โตผิดปกตินี้ ทั้งนี้เจ้าสัตว์ยักษ์นี้ถูกนำขึ้นมาพร้อมตัวอย่างอื่นๆในการวิจัยทางทะเลแถบหมู่เกาะเคอมาเดค และอาจมีการค้นหาเหตุผลเพื่ออธิบายสิ่งที่เห็นนี้ต่อไป

ขอบคุณข่าวจาก BBC

พฤษภาคม 31, 2011

แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในโลกที่เมืองวาลดิเวีย ประเทศชิลี

สภาพเมือง Valdivia หลังแผ่นดินไหวใหญ่

                แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงทีสุดในโลกเกิดที่ เมืองวาลดิเวีย(Valdivia) ทางตอนใต้ของประเทศชิลี (อยู่ตรงชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ ติดกับประเทศอาร์เจนติน่า) ห่างจากเมืองหลวงคือซานติอาโกประมาณ 700 กม.วัดความแรงได้ถึง 9.5 ตามมาตราริกเตอร์ ไหวอยู่นานถึง 5 นาทีกว่า เมืองใหญ่ๆ ถล่มทลายไปสามเมือง ไม่นับเมืองเล็กเมืองน้อยและหมู่บ้านตามแนวชายฝั่ง พวกที่รอดจากแผ่นดินไหวมาได้ต้องเจอกับคลื่นสึนามิสูงถึง 24 เมตร (ประมาณตึก 7 ชั้น) คลื่นนี้แผ่ออกไปถึงชายฝั่งอีกด้านหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิคอย่างญี่ปุ่นหรือเกาะฮาวายที่อยู่ระห่างทางเสียหายไปด้วย (ตาย 61 รายในฮาวาบ 122 รายในญี่ปุ่น)

รวมยอดผู้เสียชีวิตทั้งจากแรงไหว คลื่นยักษ์ หินร่วงและแผ่นดินถล่มได้กว่า 5,700 ราย เกือบครึ่งอยู่ในชิลี ค่าเสียหายเฉพาะในชิลี ประเมินตามค่าเงินในปีที่เกิดเหตุ คือประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพแสดงแผ่นเปลือกโลกนาซกา-แผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้ จุดไหว และแนวคลื่นสึนามิ (ตัวเลขบอกจำนวนชั่วโมงในการเดินทางของคลื่น) โดยสถาบัน USGS

จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตรงรอยต่อของแผ่นสมุทรนาซก้า กับ แผ่นทวีปอเมริกาใต้ เรื่องของเรื่องคือแผ่นนาซก้านั้นพยายามจะดันตัวเองไปทางตะวันออก แต่เจอแผ่นอเมริกาใต้สกัดเอาไว้จนเกิดอาการล็อคกันขึ้น เมื่อแผ่นนาซก้ายังคงดึงดันกลับไปให้ได้ ก็เกิดแรงกดดันสะสมขึ้นตรงรอยต่อมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาบ่ายสองสิบเอ็ดนาทีของวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ.1960 แผ่นอเมริกาใต้ก็ทนไม่ไหวเขยิบถอยไปหน่อย แผ่นนาซก้ากำลังดันอยู่เพลินๆ ไม่ทันได้ยั้งเลยไถลพรวดไปข้างหน้า ส่วนหนึ่ง (ประมาณ 20 เมตร) มุดเข้าไปใต้แผ่นอเมริกาใต้ ทำให้เกิดรอยแยกในทะเลเป็นแนวเหนือ-ใต้ ขนานไปกับชายฝั่งประเทศชิลี ยาวถึง 1,094 กม.

แรงดันที่ถูกสะสมมาทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมาในคราวเดียว ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และเนื่องจากแผ่นดินแถวชายฝั่งอุ้มน้ำไว้มาก คลื่นความสั่นสะเทือนจึงถูกขยายให้แรงขึ้น บางส่วนยุบตัวลงดึงเอาตึกรามบ้านช่องลงไปด้วย ส่วนที่ยุบลงไปต่ำหน่อยถูกน้ำทะเลไหลท่วม ทำให้ภูมิประเทศชายฝั่งของชิลีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ที่ร้ายคือแผ่นดินไหวดังกล่าวทำให้ภูเขาไฟปูเยเว่ซึ่งอยู่ใกล้ๆระเบิดตูมหลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เพียง 19 วัน

ชิลีเป็นประเทศที่คุ้นชินกับแผ่นดินไหว เพราะแผ่นนาซก้ากับแผ่นอเมริกาใต้มีพฤติกรรมเช่นนี้มานานนมสมกัลป์ และจะยังคงมีอยู่ต่อไปอีกนานจนนับไม่ได้

ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ ชิลีเจอแผ่นดินไหวหนักๆมาหลายครั้ง ขนาดวันนั้นยังไหวตั้งหลายหนมาแต่เช้า จนผู้คนชักจะหวาดๆ ส่วนใหญ่เลยออกมายืนคุยกันอยู่ตามถนนหรือนอกอาคารซึ่งนับว่าคิดถูก เพราะไม่งั้นคงตายมากกว่านี้

ข้อมูลบางส่วนจาก USGS และคุณ “เสื้อเบอร์สี่”

เมษายน 18, 2011

10 อันดับแผ่นดินไหวในรอบ 100 ปี (เรียงตามขนาดริกเตอร์)

  1. 22 พฤษภาคม 1960 – แผ่นดินไหว 9.5 ริคเตอร์ – ชิลี -ที่เมือง Santiago และ Concepcion, เกิดคลื่นขนาดใหญ่และภูเขาไฟระเบิด
  2. 28 มีนาคม 1964 – แผ่นดินไหว 9.2 ริคเตอร์ – อลาสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา – เกิดที่ปรินซ์ วิลเลียม ซาวน์ด ทำให้มีคนตาย 125 คน (เกิดสึนามิด้วย)
  3. 26 ธันวาคม 2004 – แผ่นดินไหว 9.1 ริคเตอร์ – อินโดนีเซีย – ที่ชายฝั่งของจังหวัด Aceh ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 226,306 จาก ประเทศอินโดนีเซีย , ศรีลังกา ,ไทย และอินเดีย
  4. 4 พฤศจิกายน 1952 – แผ่นดินไหว 9.0 ริคเตอร์ – รัสเซีย ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิไปถึงเกาะฮาวาย
  5. 11 มีนาคม 2011 – แผ่นดินไหว 9.0 ริคเตอร์ – ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของทางญี่ปุ่น ทำให้เกิดคลื่นสึนามิ และทำให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เสียหาย ซึ่งขณะนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตก็ยังไม่นิ่ง คาดว่าน่าจะกว่า 13,200 คน
  6. 27 กุมภาพันธ์ 2010 – แผ่นดินไหว 8.8 ริคเตอร์-ชิลี – อาคารบ้านเรือนนับพันพัง ถนน สะพานพังทลาย
  7. 31 มกราคม 1906 – แผ่นดินไหว 8.8 ริคเตอร์ – เอกวาดอร์ ที่ชายฝั่งของเอกวาดอร์ และ โคลัมเบีย ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,000 คน
  8. 4 กุมภาพันธ์ 1965 – แผ่นดินไหว 8.7 ริคเตอร์ อลาสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา –ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิสูงถึง 35 ฟุต (10.7 เมตร)
  9. 28 มีนาคม 2005 – แผ่นดินไหว 8.7 ริคเตอร์ – อินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตราว 1,300 คน.
  10. 15 สิงหาคม 1950 –แผ่นดินไหว 8.6 ริคเตอร์ – ทิเบต (จีน) และ อินเดีย – บ้านเรือนนับพันหลัง วัดและสิ่งก่อสร้างต่างๆถูกทำลายลง

เมษายน 15, 2011

15 เมษายน 2554 ครบรอบ 99 ปีการจมของเรือไททานิค

ภาพโปสเตอร์โฆษณาความหรูหราของไททานิก

อาร์เอ็มเอส ไททานิก (RMS Titanic) หรือ เอสเอส ไททานิก (SS Titanic) คือชื่อเรือเดินสมุทรของบริษัท ไวท์ สตาร์ ไลน์ (White Star Line) เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ.1909 สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ.1911 ที่เมืองเบลฟาสท์ ประเทศไอร์แลนด์ พร้อมๆ กับเรือคู่แฝดที่ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส โอลิมพิก (RMS Olympic) ซึ่งเบากว่าไททานิกถึง 1,000 ตัน ซึ่งในช่วงปีนั้น มีการแข่งกันทำสถิติสร้างเรือขนาดยักษ์กันหลายบริษัท มีเรือยักษ์ผลิตออกมาหลายลำ เช่น SS America ที่ได้ตำแหน่งใหญที่สุดในโลกไปก่อนไททนนิค (ในช่วงปีนั้น การเดินทางระหว่างทวีปอเมริกากับยุโรปต้องใช้เรือเท่านั้น ยังไม่มีเครื่องบินโดยสาร)

ภาพ DeckPlan ลำเรือทั้ง 10 ชั้นของไททานิค

ไททานิคคว้าตำแหน่งเรือโดยสารที่หรูหราประเภทเรือสำราญขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้นสำเร็จ โดยมีการออกแบบและสร้างประกอบจากอู่ต่อเรือของบริษัท Harland and Wolff ประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1911 มีระวางขับน้ำ 46,328 ตัน มีเครื่องจักรไอน้ำที่มีกำลังแรงถึง 46,000 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดในการเดินทางได้ถึง 24 น็อต โดยมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงถึง 7.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 ภาพความใหญ่โตของใบพัดเรือ

ความใหญ่โตมโหฬารมีรูปลักษณะแข็งแกร่งทนทานมหาศาลนี้ ทำให้บริษัทเจ้าของเรือมีความภาคภูมิใจมากถึงกับขนานนามเรือลำนี้ว่า “Unsinkable Ship หรือ เรือที่ไม่มีวันจม”

การเดินทางเที่ยวแรกและเที่ยวสุดท้าย

การเดินทางเที่ยวนี้เป็นการเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์ข้ามมหาสมุทแอตแลนติกจากเมืองเซาท์แธมตัน ประเทศอังกฤษไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มถอนสมอออกเดินทางเมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ.1912 เวลา 13.30 น. มีผู้โดยสารและพนักงานประจำเรือทั้งสิ้น 2,217 คน

ในระหว่างการเดินทางนับตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน ค.ศ.1912 เป็นต้นมา เรือไททานิคได้รับสัญญาณวิทยุเตือนภัยให้ระวังเรื่องภูเขาและกลุ่มก้อนน้ำแข็งที่ปรากฏลอยอยู่เกลื่อนกลาดทั่วไปในเส้นทางการเดินทางจากเรือลำอื่นๆ มาโดยตลอด

และแล้วในคืนวันที่ 14 เมษายน ค.ศ.1912 เวลา 22.30 น. พนักงานวิทยุประจำเรือ  ”คาลิฟอร์เนียน” ซึ่งกำลังติดอยู่ในกลุ่มก้อนน้ำแข็งห่างจากเรือไททานิค ประมาณ 19 ไมล์ทางเหนือ ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยให้แก่เรืออื่นๆทุกลำในแถบนั้น ให้ระมัดระวังการชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง และในขณะที่กำลังเรียกขานเรือไททานิค เพื่อแจ้งให้ระมัดระวังเหตุภัยพิบัตินี้ ก็ได้รับสัญญาณตอบกลับมาในลักษณะที่ไม่ค่อยสุภาพว่า “…ให้หยุดเตือนเสียที เพราะสัญญาณเข้าไปรบกวนการทำงาน (ของเขา) กับ Cape Race…” พนักงานวิทยุประจำเรือ “คาลิฟอร์เนียน” จึงเลิกทำการติดต่อ และปิดเครื่องวิทยุเมื่อเวลา 23.30 น.

ต่อมาเวลาประมาณ 23.40 น. ด้วยความเร็ว 22 น็อตครึ่ง เรือไททานิคได้พุ่งเข้าชนภูเขาน้ำแข็งซึ่งมีความสูงพ้นระดับน้ำ 55-60 ฟิต ที่พิกัด  41.27°N  50.14°W ทำให้ตัวเรือแตกน้ำทะเลไหลท่วมท้นเข้ามาในตัวเรือมีระดับสูงกว่ากระดูกงู 14 ฟิต ภายใน 10 นาที แล้วไหลทะลักเข้าไปสู่ห้องต่างๆ อย่างรวดเร็วเป็นเหตุให้เรือเริ่มอับปาง พนักงานวิทยุประจำเรือฯ ได้ส่งสัญญาณวิทยุแจ้งเหตุร้ายขอความช่วยเหลือไปยังเรือและสถานีฝั่งในอาณาบริเวณ เรือหลายลำที่ได้รับสัญญาณวิทยุขอความช่วยเหลือจากเรือไททานิค จึงเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว

จนเวลา  00.05 น. ล่วงเข้าวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1912  กัปตันได้สั่งสละเรือ และแม้ว่าจะได้เตรียมเรือชูชีพไว้จำนวนมาก แต่ก็สามารถจุได้เพียง 1,178 คน ในจำนวนผู้โดยสารและพนักงานประจำเรือทั้งหมด 2,217 คน เท่านั้น

การอับปางของเรือไททานิคครั้งนี้เป็นเหตุโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1,513 คน (02.20 น. เรือทั้งลำจมลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ) ในจำนวนนี้มีมหาเศรษฐีอเมริกันรวมอยู่ด้วยถึง 3 คน คือ John Jacob Astor, Benjamin Gugenheim และ Isidor Straus

เวลาประมาณ 04.20 น. เรือโดยสารขนาดใหญ่ชื่อ “อาร์เอ็มเอส คาร์พาเธีย” (RMS Carpathia) ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้รอดชีวิตบนเรือบดทั้งหมด และพาสู่นิวยอร์ก ในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ.1912

73 ปีต่อมา ในเดือนกันยายน ค.ศ.1985 ซากของเรือไททานิคได้ถูกค้นพบอีกครั้ง โดย ดร.โรเบิร์ต บัลลาร์ด (Dr. Robert Duane Ballard) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจใต้ท้องทะเล ซึ่งแอบแฝงโครงการค้นหาไททนนิคไว้เบื้องหลังการของบประมาณเพื่อค้นหาเรือดำน้ำปรามณูลำอื่น

เมษายน 5, 2011

20 อันดับ ภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์

อันดับที่ 1 ปีที่เกิด : 1931 สถานที่ : แม่น้ำแยงซี, แม่น้ำฮวงโห ประเภทภัยธรรมชาติ : น้ำท่วม จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 2,000,000-4,000,000

อันดับที่ 2 ปีที่เกิด : 1887 สถานที่ : แม่น้ำฮวงโห ประเภทภัยธรรมชาติ : น้ำท่วม จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 900,000-2,000,000

อันดับที่ 3 ปีที่เกิด : 1201 สถานที่ : ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ประเภทภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 1,100,000

อันดับที่ 4 ปีที่เกิด : 1970 สถานที่ : ปากแม่น้ำคงคา ประเภทภัยธรรมชาติ : พายุไซโคลน จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 500,000- 1,000,000

อันดับที่ 5 ปีที่เกิด : 1556 สถานที่ : มณฑลซานซี สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเภทภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 830,000

อันดับที่ 6 ปีที่เกิด : 1976 สถานที่ : เมืองถังซาน มณฑลเหอเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเภทภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 242,000-655,000

อันดับที่ 7 ปีที่เกิด : 1839 สถานที่ : เขตโคธาวารีตะวันออก รัฐอันตรประเทศ อินเดีย ประเภทภัยธรรมชาติ : พายุไซโคลน จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 300,000

อันดับที่ 8 ปีที่เกิด : 1881 สถานที่ : เมืองไฮฟอง เวียดนาม ประเภท ภัยธรรมชาติ : พายุไต้ฝุ่น จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 300,000

อันดับที่ 9 ปีที่เกิด : 1642 สถานที่ : เมืองไคเฟิง มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเภทภัยธรรมชาติ : น้ำท่วม จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 300,000

อันดับที่ 10 ปีที่เกิด : 2004 สถานที่ : มหาสมุทรอินเดีย ประเภทภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว, คลื่นสึนามิ จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 225,000-275,000

อันดับที่ 11 ปีที่เกิด : 526 สถานที่ : เมืองโบราณแอนติโอก ตุรกี ประเภท ภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 250,000

อันดับที่ 12 ปีที่เกิด : 1975 สถานที่ : เขื่อนปันเฉียว เมืองจูหม่าเตี้ยน มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเภทภัยธรรมชาติ : พายุไต้ฝุ่น (นีน่า), น้ำท่วม จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 242,000

อันดับที่ 13 ปีที่เกิด : 1920 สถานที่ : เขตการปกครองตนเองหนิงเซียหุย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเภทภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 200,000-240,000

อันดับที่ 14 ปีที่เกิด : 1138 สถานที่ : เมืองอเลปโป ซีเรีย ประเภทภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 230,000

อันดับที่ 15 ปีที่เกิด : 1927 สถานที่ : เมืองซีหนิง มณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเภทภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 200,000

อันดับที่ 16 ปีที่เกิด : 1856 สถานที่ : เมืองดามกาน อิหร่าน ประเภท ภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 200,000

อันดับที่ 17 ปีที่เกิด : 1876 สถานที่ : อ่าวเบงกอล ประเภทภัยธรรมชาติ : พายุไซโคลน จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 200,000

อันดับที่ 18 ปีที่เกิด : 1893 สถานที่ : เมืองอาร์ดาบิล อิหร่าน ประเภทภัยธรรมชาติ : แผ่นดินไหว จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 150,000

อันดับที่ 19 ปีที่เกิด : 2008 สถานที่ : พม่า ประเภทภัยธรรมชาติ : พายุไซโคลน (นาร์กีส) จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 146,000

อันดับที่ 20 ปีที่เกิด : 1991 สถานที่ : บังกลาเทศ ประเภทภัยธรรมชาติ : พายุไซโคลน จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ : 138,000

 

**ยอดรวมแยกตามประเทศ

จีน-น้ำ 4,000,000+2,000,000+300,000 = 6,300,000

จีน-ดิน 830,000+655,000+240,000+200,000 = 1,925,000

จีน-ลม 242000

รวมจีน = 8,467,000

เมดิเตอร์เรเนียน- ดิน 1,100,000

อินเดีย-ลม 1,000,000+300,000+200,000 = 1,500,000

เวียดนาม-ลม 300,000

สึนามิปี 47 275,000

ตุรกี-ดิน 250,000

ซีเรีย-ดิน 230,000

อิหร่าน-ดิน 200,000+150,000 = 350,000

พม่า-ลม 146,000

บังคลาเทศ-ลม 138,000

 

**แยกตามภัย

น้ำ 6,300,000 (จีนที่เดียว)

ดิน 3,855,000

ลม 2,326,000

สึนามิ 275,000

 

 

มกราคม 25, 2011

SN2010LT ซุปเปอร์โนวาที่ค้นพบโดยเด็กหญิงอายุน้อยที่สุดในโลก


แคทริน ออโรรา เกรย์ เด็กหญิงชาวแคนาดาวัย 10 ขวบ ได้ค้นพบซูเปอร์โนวา เอสเอ็น 2010 แอลที ในภาพดาราจักร UGC 3378 ที่ถ่ายโดย เดวิน เลน เมื่อวันสิ้นปี 2010 ที่ผ่านมา นับเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่ค้นพบซูเปอร์โนวา

มกราคม 21, 2011

21 ม.ค. 2497 ปล่อยเรือดำน้ำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของโลก USS. Nautilus

ยูเอสเอส นอติลุส (USS Nautilus SSN 571) เรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ลำแรกของโลก ได้รับการปล่อยลงสู่ทะเลเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2497

นอติลุสเป็นเรือดำน้ำที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบความดันไอน้ำขนาดเล็ก แทนเครื่องยนต์ดีเซลของเรือดำน้ำรุ่นเก่า  ทำให้ไม่ต้องใช้พื้นที่ในการเก็บน้ำมันดีเซล และไม่ต้องกลับขึ้นมาชาร์ตแบตเตอรี่ที่ผิวน้ำอีกด้วย  นอติลุสสามารถเติมเชื้อเพลิงด้วยการถอดเปลี่ยแกนยูเรเนียมใหม่ แกนเดี่ยว 1 ชิ้น ซึ่งมีพลังงานที่สามารถใช้ได้ เป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี

ในวันแรกของการปล่อยลงย้ำ นอติลุสมีลูกเรือ 11 คนและเจ้าหน้าที่ 100 คน ร่วมเดินทางไปกับเรือดำน้ำ พลังงานนิวเคลียร์ลำแรกนี้ด้วย

เรือนอติลุสมีความยาว 319 ฟุต ความกว้าง 27 ฟุต สามารถดำน้ำได้ลึกกว่า 400 ฟุต แล่นใต้น้ำด้วยความเร็ว 20 น๊อต และยังทำลายสถิติ โดยการเป็นเรือลำแรก ที่ดำลงไปลอดใต้ชั้นน้ำแข็ง ที่ขั้วโลกเหนือ และถูกปลดระวางเมื่อปี พ.ศ.2523 หลังจากนั้นก็ถูกนำไปจัดแสดง ในพิพิธภัณฑ์เมื่อปี พ.ศ.2528

ธันวาคม 21, 2010

หมึกโคลอสซัล สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Filed under: สถิติโลก — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 19:14

หมึกโคลอสซัล

หมึก โคลอสซัล สควิด หรือ หมึกมหึมา (Colossal Squid หรือ Antarctic Giant Cranch Squid) เชื่อว่าเป็นหมึกสปีชีส์ที่ขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นสปีชีส์เดียวในสกุล Mesonychoteuthis


ประเมินจากตัวอย่างที่ขนาดเล็กกว่าและยังไม่โตเต็มวัย คาดว่าขนาดตัวเต็มวัยใหญ่ที่สุดอาจถึง 14 เมตร จึงเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ข้อมูลทางชีววิทยา

หนวดไม่เหมือนหมึกชนิดอื่นที่มีปุ่มดูดยาวเป็นแถวหรือมีฟันซี่เล็ก แต่มีทั้งปุ่มดูดและตะขอที่แหลมคม ลำตัวกว้างกว่า หนากว่า และหนักกว่าหมึกชนิดอื่น เชื่อว่ามีแมนเทิลที่ยาวกว่าหมึกชนิดอื่น แต่มีหนวดสั้นกว่าเมื่อเทียบตามสัดส่วน

จะงอยปากใหญ่ที่สุดในบรรดาหมึกที่รู้จักกัน มีขนาดและความแข็งแรงมากกว่าในหมึกสกุล Architeuthis และเชื่อว่า มีดวงตาที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสัตว์

ถิ่นอาศัยมีบริเวณหลายพันกิโลเมตร ตั้งแต่ทวีปแอนตาร์กติก ขึ้นไปทางใต้ของทวีปอเมริกาใต้, ทางใต้ของทวีปแอฟริกา และทางใต้ของนิวซีแลนด์ กล่าวคือมีถิ่นอาศัยในมหาสมุทรทางตอนใต้ของโลกที่ล้อมรอบขั้วโลกใต้เป็นวงกลม

เรารู้วงจรชีวิตน้อยมาก เชื่อว่าล่าเหยื่อเช่น หนอนทะเลและหมึกชนิดอื่นในทะเลลึก โดยใช้แสงเรืองจากตัวเอง อาจกินปลาขนาดเล็ก เพราะชาวประมงจับได้ขณะจับปลาจิ้มฟัน

ยังไม่เคยมีการสังเกต การสืบพันธุ์ของหมึกชนิดนี้ แต่อนุมานได้จากลักษณะทางกายวิภาค ตัวผู้ไม่มี hectocotylus (หนวดในสัตว์ประเภทหมึกซึ่งใช้ปล่อยอสุจิไปในตัวเมีย) จึงคาดว่าใช้ ลึงค์ โดยสอดใส่อสุจิเข้าสู่ร่างกายของตัวเมียโดยตรง

เชื่อว่าศัตรูตามธรรมชาติที่สำคัญคือ วาฬสเปิร์ม ซึ่งซากวาฬจำนวนมากมีแผลบนหลัง คล้ายปุ่มดูดของหมึกขนาดใหญ่ และซากจะงอยปากหมึก ที่พบในกระเพาะของวาฬสเปิร์มแอนตาร์กติกที่อาศัยในมหาสมุทรตอนใต้ ถึง 14% เป็นของหมึกชนิดนี้ ทำให้อนุมานได้ว่ามีปริมาณ 77% ของน้ำหนักอาหารที่วาฬเหล่านี้ในบริเวณนั้นกิน มีสัตว์ชนิดอื่นอีกที่อาจกินหมึกชนิดนี้ในช่วงวัยต่างๆ ได้แก่ วาฬจมูกขวด, วาฬไพล็อต, แมวน้ำช้างขั้วโลกใต้, ปลาจิ้มฟันพาตาโกเนีย, ฉลามขี้เซาแปซิฟิก และนกอัลบาทรอส โดยซากจะงอยปากจากตัวเต็มวัย พบได้แต่ในกระเพาะอาหารสัตว์ขนาดใหญ่พอจะล่าตัวเต็มวัยได้เท่านั้น เช่น วาฬสเปิร์ม และฉลามขี้เซาแปซิฟิก ขณะที่นักล่าอื่นกินได้เพียงวัยอ่อน

จากตัวอย่างไม่กี่ชิ้น โดยเฉพาะซากจะงอยปากที่พบในกระเพาะอาหารของวาฬสเปิร์ม จึงคาดว่า หมึกที่โตเต็มวัยน่าจะอาศัยที่ความลึกอย่างน้อย 2,200 เมตร ขณะที่ตัวที่ยังไม่โตเต็มที่อาศัยที่ความลึก 1,000 เมตรเป็นอย่างมาก

ประวัติการค้นพบ

  • พ.ศ. 2468 (1925) สปีชีส์นี้ถูกพบครั้งแรก โดยพบเพียงหนวด 2 เส้นในกระเพาะอาหารของวาฬสเปิร์ม

ตัวอย่างที่สมบูรณ์ จับได้ใน พ.ศ. 2546

  • พ.ศ. 2524 (1981) ตัวอย่างถูกจับได้โดยเรือลากอวนของรัสเซีย ในทะเลรอสส์ นอกชายฝั่งทวีปแอนตาร์กติก ความยาวรวม 3.9 เมตร ภายหลังพบว่าเป็นหมึกเพศเมียสปีชีส์นี้ที่ยังไม่โตเต็มที่
  • พ.ศ. 2546 (2003) ตัวอย่างที่สมบูรณ์ถูกพบใกล้ผิวน้ำ ความยาวรวม 6 เมตร แมนเทิลยาว 2.5 เมตร และหนักประมาณ 195 กิโลกรัม
  • พ.ศ. 2548 (2005) 25 มิถุนายน ตัวอย่างยังมีชีวิตถูกจับได้ที่ความลึก 1,625 เมตร ขณะมันกำลังล่า ปลาจิ้มฟันแอนตาร์กติก นอกชายฝั่งหมู่เกาะจอร์เจียใต้แม้ไม่ได้นำขึ้นเรือ แต่ประมาณว่า แมนเทิลยาวมากกว่า 2.5 เมตร หนวดเทนทาเคิลยาว 230 เซนติเมตร และหนักประมาณ 150-200 กิโลกรัม

ตัวอย่างที่จับได้ต้นปี พ.ศ. 2550 เป็นหมึกขนาดใหญ่ที่สุดที่บันทึกได้

  • พ.ศ. 2550 (2007) 14 กุมภาพันธ์ ตัวอย่างขนาดใหญ่ที่สุดถูกจับได้โดยเรือหาปลา ซาน แอสไปริง ของนิวซีแลนด์ นอกชายฝั่งทวีปแอนตาร์ติกา และนำขึ้นเรือกลับมาศึกษา ความยาวรวม 10 เมตร หนัก 494 กิโลกรัม และประกาศเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ ว่าเป็นหมึกขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยจับได้ความยาวนี้ยังน้อยกว่าขนาดโตเต็มวัยที่คาดการณ์ไว้ แม้เบื้องต้นคาดว่าเป็นเพศผู้ แต่ก็ยังไม่ทราบเพศ (15 มีนาคม 2550) ตัวอย่างถูกแช่แข็งก่อนเคลื่อนย้ายไป เต ปาปา ตองแกร์วา พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินิวซีแลนด์

ธันวาคม 19, 2010

ปืนใหญ่ (Cannon) ทีมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ปืนใหญ่ (Cannon) ทีมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ปืน the Tsar Pushka ของรัสเซีย ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 16 ขนาดของลำกล้องกว้าง 89 เซนติเมตร ( 35 นิ้ว) ยาว 5.34 เมตร (17ฟุต 6 นิ้ว) และหนัก 39.3 ตัน ปัจจุบันตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังเครมลิน กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย

ธันวาคม 8, 2010

สถิติกินเนสส์บุ๊คใหม่ บอลลูนทำจากลูกโป่ง 20,000 ลูก



การตัดสินและบันทึกสถิติครั้งนี้ จัดขึ้นที่ เวทีในศูนย์กีฬาเมืองหังโจว มณฑลเจ้อเจียง เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการใช้ลูกโป่งอัดก๊าซฮีเลียมที่เราใช้กันอยู่ตามปกตินั้น จำนวนมากถึง 20,000 ลูกในการสร้างบอลลูนที่สามารถลอยขึ้นฟ้าได้จริงและยังสามารถบันทุกผู้โดยสารได้ดังบอลลูนชนิดอื่นๆอีกด้วย

ในปี พ.ศ. 2525 ลาร์รี่ วอลเตอร์ (Larry Walters) คนขับรถบรรทุกชาวอเมริกัน ที่ไม่เคยมีประสบการณ์บินด้วยบอลลูนมาก่อน ได้สร้างอบอลลูนของตนเอง ด้วยเก้าอี้หนึ่งตัวผูกติดกับลูกโป่งก๊าซฮีเลียม 42 ใบ ลอยไปบนท้องฟ้า สูงกว่า 16,000 ฟุต จากเดิมที่ตั้งใจไว้เพียง สักร้อยกว่าฟุตก็พอ การบินด้วยลูกโป่ง ของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการทำตามกันมาเรื่อยๆจนทุกวันนี้

ข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/china/ViewNews.aspx?NewsID=9530000172193

เรื่องที่เก่ากว่า

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 14,816 other followers