Mr.Vop's Blog

เมษายน 7, 2011

คลัสเตอร์ บอมบ์ คืออะไร

คลัสเตอร์ บอมบ์ หรือ ระเบิดดาวกระจาย คืออาวุธชนิดหนึ่งที่ ยิงจากปืนใหญ่หรือทิ้งจากเครื่องบิน สามารถแตกกระจายกลางอากาศเป็นระเบิดหรือกระสุนขนาดเล็กจำนวนมากมาย ครอบคลุมพื้นที่การทำลายล้างเป็นวงกว้าง แต่บ่อยครั้งที่ระเบิดขนาดเล็กเหล่านี้ระเบิดไม่หมดโดยทันที จึงเหลือตกค้างนานหลายปีเป็นอันตรายต่อพลเรือนโดยเฉพาะเด็กหลังจากที่สงคราม สงบลงแล้ว

 

ระเบิดดาวกระจายเริ่มใช้ครั้งแรกโดยกองทัพอากาศเยอรมนีใน สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 และกลายมาเป็นอาวุธที่ใช้งานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ล่าสุดในปีที่แล้วก็มีรายงานว่ากองทัพรัสเซียและจอร์เจียใช้ระเบิดดาวกระจาย ในสงครามที่จอร์เจีย อย่างไรก็ตาม มีประมาณ 100 ประเทศ นำโดยอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นได้ร่วมกันทำอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดดาวกระจาย (CCM) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ห้ามใช้งาน พัฒนา ผลิต ถ่ายโอนและเก็บสะสมระเบิดชนิดนี้ แต่ถึงปัจจุบันมีประเทศที่ให้สัตยาบันรับรอง 10 ประเทศ แต่หวังว่าจะเพิ่มเป็น 30 ประเทศในปีนี้เพื่อทำให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ 98 ประเทศที่ร่วมลงนามมีพันธกิจทำลายระเบิดที่สะสมไว้ให้หมดไปภายใน 8 ปี อีกทั้งเก็บกวาดพื้นที่ที่เคยมีการใช้ระเบิดดาวกระจายให้ปลอดจากระเบิดชนิด นี้ภายใน 10 ปี และร่างแผนความช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลจากระเบิดดังกล่าวด้วย

คาด ว่าสหรัฐมีระเบิดขนาดเล็กที่ใช้ทำเป็นระเบิดดาวกระจายอยู่ในคลังประมาณ 1,000 ล้านลูก ส่วนรัสเซียและจีนน่าจะมีระเบิดดังกล่าวในปริมาณใกล้เคียงสหรัฐ แต่ทั้งสามประเทศนี้ไม่ได้ร่วมลงนามอนุสัญญา CCM

มีนาคม 22, 2011

ดัซโซลท์ ราฟาล

รายละเอียด ดัซโซลท์ ราฟาล

  • เครื่องยนต์ เทอร์โบแฟน สแนคม่า เอ็ม888-3 (SNECMA) จำนวนเครื่องยนต์ 2 เครื่อง พร้อมสันดาปท้าย
  • แรงขับเครื่องยนต์ 19,558 ปอนด์
  • กางปีก 10.9 เมตร (35 ฟุต 9 นิ้ว)
  • ฟื้นที่ปีก 47.5 ตารางเมตร
  • ยาว 15.3 เมตร (50 ฟุต 3 นิ้ว)
  • ความเร็ว 2,125 กิโลเมตร/ชั่วโมง (1,321 ไมล์/ชั่วโมง)
    • 1,390 กิโลเมตร/ชั่วโมง (864 ไมล์/ชั่วโมง) ที่ความสูงระดับทะเล
  • ความเร็วสูงสุด 1.8 มัค (2,130 กิโลเมตร/ชั่วโมง)
  • น้ำหนักลำตัวว่างเปล่า 21,319 ปอนด์
  • น้ำหนักสูงสุดวิ่งขึ้น 47,399 ปอนด์
  • ระยะทางใช้วิ่งขึ้น 400-600 เมตร
  • ระยะทางวิ่งลง 450 เมตร (1,475 ฟุต)
  • รัศมีการบิน 1,853 กิโลเมตร (1,151 ไมล์)
  • เพดานบิน 60,000 ฟุต
  • จำนวนเจ้าหน้าที่ Rafale B = 2 นาย Rafale C & Rafale M = 1 นาย
  • ความจุเชื้อเพลิงภายในลำตัว 4,500 กิโลกรัม (9,900 ปอนด์)
  • น้ำหนักบรรทุกอาวุธ มากกว่า 13,228 ปอนด์
  • อาวุธ ปืนใหญ่อากาศเดฟา 791 ขนาด 30 มม. 14 Hardpoints for Air Force version13 Hardpoints for Naval DEFA 791 Cannon, 30mm. with 2500 r / minBombs, Rockets, Missilesone 1,985 lbs ASMP nuclear cruise missile

กำเนิด

เครื่องบินได้พัฒนา เพื่อกองทัพอากาศ และ กองทัพเรือ ของประเทศ ฝรั่งเศส เมื่อประเทศฝรั่งเศส ขอถอนตัว ออกจาก โครงการ EFA ( European Fighter Aircraft ) หรือ Eurofighter ในปีค.ศ. 1985 ประเทศฝรั่งเศส ตัดสินใจพัฒนาเครื่องบินรบด้วยตัวเอง และเลือกที่จะสร้าง Rafale เครื่องบิน Rafale ก็มีปีกเล็กที่ส่วนหน้า ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม แต่มี มุมน้อยกว่า เครื่อง ของ EFA และโครงสร้าง ลำตัวก็สร้างด้วย วัสดุผสมเรียกว่า CFC (Carbon Fiber Composite)คล้ายๆกับเรื่องบินยูโรไฟเตอร์ (Euro fighter) เเละส่วนที่เป็นคานาด(Canard)จะเป็นวัสดุผสมไททาเนียม เครื่อง Rafale เป็นเครื่องที่มีน้ำหนักเบา และเล็กกว่า Eurofighter แสดงให้ชมเป็นครั้งแรก คือ Rafale A, เริ่มทำการบินทดลอง เมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1986 แผนการ คือ 140 เครื่องของ Rafale B และ 94 เครื่องของ Rafale C สำหรับกองทัพอากาศ และ 79 เครื่องของ Rafale M สำหรับกองทัพเรือ การส่งมอบจะดำเนินไปจนถึง ปีค.ศ. 2009

เเบบแผนในการผลิต

  • Rafale A เป็นเครื่องต้นแบบ
  • Rafale B เป็นรุ่นที่มี สองที่นั่งเพื่อใช้ในการฝึกบิน โดยมีภารกิจรองลงมาคือการโจมตี
  • Rafale C เป็นรุ่นที่มีที่นั่งเดียว ภารกิจเพือการสู้รบทางอากาศ
  • Rafale M เป็นรุ่นที่ใช้กับเรือบรรทุกเครื่องบิน มีที่นั่งเดียว มีล้อหน้าเป็นระบบสปริงเพื่อช่วยในการดีดตัว ขณะวิ่งขึ้น รุ่น Rafale M เข้าประจำการในปี ค.ศ. 2001 และประจำอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบิน Charles de Gaulle เครื่อง Rafale B และ C จะเข้าประจำการ ในปี ค.ศ. 2003.
  • Rafale D จะเป็นรุ่นที่ ล่องหน หลบเรดาร์ ของกองทัพอากาศ

Rafale ประกอบไปด้วย เทคนิคชั้นสูง เฉพาะเครื่อง Rafale ลำพังจะสามารถทดแทนเครื่องบินรบ ในประเทศ ฝรั่งเศส ได้ถึง 6 แบบ ด้วยกัน

  • - Spectra ระบบการป้องกันตัวเอง ระบบป้องกัน Spectra สามารถติดตั้งร่วม กับระบบ ของ เครื่องบิน ซึ่งจะทำให้ ปลอดภัยมากที่สุด ทั้งการข่มขู่จากทางอากาศและจากภาคพื้นดิน Spectra ให้ได้ ทั้งการตรวจสอบระยะไกล พร้อมทั้งบ่งบอก ตำแหน่ง สิ่งที่จะเป็น อันตราย กับนักบิน
  • - RBE2 เป็นระบบ การทำสงครามทางอากาศ ด้วยระบบเรดาร์ ซึ่งการทำงาน ของมัน ประกอบ ไปด้วย
  • - การตรวจสอบ และ ติดตาม ระยะไกล อากาศ-สู่-อากาศ ของเป้าหมาย ในอากาศ สามารถ สร้าง แผนที่สามมิติ สำหรับการบินในระยะต่ำ การสร้างภาพสองมิติภาคพื้นดิน การตรวจสอบ และชี้เป้าระยะไกล รวมถึงเป้าหมายในทะเล

 

 

กุมภาพันธ์ 23, 2011

ประเทศไหนที่มี อาวุธนิวเคลียร์บ้าง ?

Filed under: ภัยพิบัติ, สงคราม, อาวุธ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 02:25

กำลังรบนิวเคลียร์ของโลก
ปัจจุบันโลกมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 31,000 นัด ที่ยังคงบรรจุประจำการอยู่ใน 8 ประเทศ ไม่รวมเกาหลีเหนือ ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย ปากีสถาน และอิสราเอล โดยส่วนหนึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในคลังแสง และอีกส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายวางกำลังไว้ ณ ที่ตั้งหน่วยทหารที่เป็นหน่วยยิงประมาณ 13,000 นัด ซึ่งในจำนวนนี้อยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มที่ High Alert ประมาณ 4,600 นัด พร้อมใช้งานในไม่กี่นาทีตลอดเวลา หัวรบนิวเคลียร์เหล่านี้มีอำนาจการทำลายคิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT (Trinitrotoluene : C6H2(NO2)3CH3) ประมาณ 5,000 Megaton คือประมาณ 20,000 เท่าของระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้ที่ฮิโรชิมา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

หมายเหตุ:- อ้างอิงข้อมูลของ Natural Resources Defense Council ของสหรัฐฯ

สหราชอาณาจักร
กำลังรบนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ มีแต่เพียงอาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำ Trident II D5 จำนวน 16 ลำ รวม 48 ฐานยิง และถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ 185 นัด ๆ ละ 100 Kiloton คิดเป็นน้ำหนักระเบิดรวม 18.5 Megaton

จีน
กำลังรบนิวเคลียร์ของจีน ประกอบด้วย ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBMs) อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs) และเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bombers) รวมทั้งสิ้น 275 ฐานยิง และคาดว่าถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 225 นัด

จีน เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย อาจเว้นก็แต่ทวีปอเมริกาใต้ เท่านั้น ด้วยขีปนาวุธ CSS-4 ระยะยิงสูงสุด 13,000 กิโลเมตร และขีปนาวุธ DF-31 ระยะยิงสูงสุด 8,000 กิโลเมตร

ฝรั่งเศส
กำลังรบนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส ประกอบด้วย อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers รวมทั้งสิ้น 133 ฐานยิง และถือครองหัวรบนิวเคลียร์ทั้งสิ้น 449 นัด

สหรัฐฯ
กำลังรบนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ประกอบด้วย ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs , อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers รวมทั้งสิ้น 1,074 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,170 นัด และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 1,560 Megaton

สหรัฐฯ เป็นชาติมหาอำนาจที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลก มีระบบซัดส่ง เช่น ระบบอาวุธปล่อย ขีปนาวุธ อากาศยานทิ้งระเบิดระยะไกล หรือ ระบบทำการยิงจากใต้น้ำ ซึ่งสามารถนำพาหัวรบนิวเคลียร์ไปสู่เป้าหมายได้ทุกแห่งหนบนโลก ด้วยเทคโนโลยีที่สูงกว่า และไม่มีที่ใดในโลกนี้ที่หัวรบนิวเคลียร์สหรัฐฯ ไปไม่ถึง

สหรัฐฯ แสดงเจตจำนงมาโดยตลอด ที่จะถือครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้ เพื่อเผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติในระดับสูงสุด ที่กระทบต่อความอยู่รอดของชาติ (Survival Interest) กับใช้เพื่อการป้องปรามทางยุทธศาสตร์

รัสเซีย
กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย ประกอบด้วย ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs , อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers รวมทั้งสิ้น 1,174 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,972 นัด และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 2,800 Megaton

รัสเซีย เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพเป็นรองก็แต่เพียงสหรัฐฯ มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุมทั่วโลก ด้วยขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBMs) อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs) และเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bombers) โดยมีจำนวนฐานยิง และจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ มากกว่าสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิบัติการนิวเคลียร์ (Nuclear Operations) ต่อสหรัฐฯ จะใช้เส้นทางผ่านขั้วโลกเหนือเป็นหลัก กับการใช้เรือดำน้ำนิวเคลียร์ เล็ดลอดเข้าไปจ่อยิง เพื่อให้มีเวลาการป้องกันเหลือน้อยที่สุด เป็นที่คาดกันว่าหัวรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย จะสามารถฝ่าข่ายการป้องกันของสหรัฐฯ ไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ 1/3 ของสหรัฐฯ ถูกทำลายสิ้น ดังนั้น กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย จึงถือเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อสหรัฐฯ

อิสราเอล
อิสราเอล มิได้ประกาศตนว่า เป็นชาติที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ หากแต่บางแหล่งข่าวอ้างว่า อิสราเอล อาจถือครองหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอำนาจการทำลายต่ำ (ประมาณ 1 กิโลตัน) อยู่ถึง 200 นัด แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตนิวเคลียร์จะยังไม่เคยตรวจพบการทดลอง หรือการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลแต่อย่างไรก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริง อิสราเอล สามารถเข้าถึง รายละเอียดข้อมูลนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ได้

นอกจากนั้น อิสราเอล ยังถือครองขีปนาวุธ JERICHO I ระยะยิง 660 กิโลเมตร และ JERICHO II ระยะยิง 1,500 กิโลเมตรที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ รวมทั้ง จรวด SHAVIT ที่ใช้ในการปล่อยดาวเทียมของอิสราเอล ก็สามารถดัดแปรเพื่อนำส่งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ระยะยิง 7,800 กิโลเมตรได้เช่นกัน ทำให้อิสราเอล กลายเป็นชาติที่มีความพร้อมอย่างยิ่งในการถือครองอาวุธนิวเคลียร์

อินเดีย
กำลังรบนิวเคลียร์ของอินเดีย ประกอบด้วยขีปนาวุธ ปริวิ (PRITHVI) SS-250 ระยะยิง 200 กม. และขีปนาวุธ อัคนี (AGNI) ระยะยิง 1,500-2,000 กม.ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ และเครื่องบินขับไล่โจมตี SU-30MK ที่ใช้ในการปฏิบัติการนิวเคลียร์ โดยถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 85 นัด ทั้งนี้เชื่อว่าอินเดียอยู่ระหว่างการพัฒนาเรือดำน้ำที่สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนิวเคลียร์ได้อีกด้วย

อินเดีย เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุม จีน ปากีสถาน อิหร่าน คาซัคสถาน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางส่วน ตลอดจน ยังมีการประเมินว่าอินเดีย มีขีดความสามารถที่จะโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ด้วยขีปนาวุธ AGNI ที่มีระยะยิงสูงสุด 2,000 กิโลเมตร

ปากีสถาน
กำลังรบนิวเคลียร์ของปากีสถาน ประกอบไปด้วยขีปนาวุธที่นำเข้าจากจีน ประมาณ 30 นัด รวมทั้งขีปนาวุธ HALF-3 ระยะยิง 600 กม.และขีปนาวุธ GHAURI ระยะยิง 600 กม.ที่พัฒนาผลิตขึ้นใช้เอง จำนวนหนึ่ง โดยคาดว่าถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 25 นัด

ปากีสถาน เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุม อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย เยเมน โอมาน คูเวต คาซัคสถาน และภาคตะวันตกของจีน ตลอดจน มีการประเมินว่าปากีสถาน มีขีดความสามารถที่จะโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับอินเดีย ด้วยขีปนาวุธ CHAHEEN II ที่มีระยะยิงสูงสุด 2,000 กิโลเมตร

เกาหลีเหนือ
กำลังรบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ จากข้อมูลข่าวสารการข่าวกรอง ยังไม่อาจยืนยันได้แน่นอนว่ามีศักยภาพในการปฏิบัติการนิวเคลียร์จริงหรือไม่ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตนิวเคลียร์ ตรวจพบการทดสอบนิวเคลียร์ เมื่อปี พ.ศ.2549 และเกาหลีเหนือ อ้างว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบ อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือ มีศักยภาพในระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธหลายแบบ เช่น Taepo Dong II ซึ่งมีระยะยิงไกลถึง 6,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ มีผู้เชื่อว่า หากเกาหลีเหนือถือครองหัวรบนิวเคลียร์ไว้จริง ก็ไม่น่าเกิน 10 นัด และอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT ของแต่ละนัดน่าจะน้อยกว่า 1 กิโลตัน ใกล้เคียงกับหัวรบนิวเคลียร์ที่เคยใช้โจมตีญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เกาหลีเหนือ เป็นประเทศถือครองระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธ และอาจถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ ๑๐ นัด อำนาจการทำลายนัดละประมาณ ๑ กิโลตัน ขีดความสามารถของระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ สามารถโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ครอบคลุม ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนสามารถโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ได้ทุกเป้าหมาย

อิหร่าน
อิหร่าน เป็นประเทศที่ถือครองระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธ แม้ยังไม่มีหัวรบนิวเคลียร์ แต่ความมุ่งมั่นในโครงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม (Uranium Enrichment) อาจทำให้อิหร่าน สามารถเตรียมสารยูเรเนียมเข้มข้น เพียงพอที่จะผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ขีดความสามารถของระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธที่อิหร่านถือครอง เช่น Taepo Dong II ระยะยิง 6,000 กิโลเมตร สามารถโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ครอบคลุม ทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกา รวมทั้ง ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทุกเป้าหมายในพื้นที่เหล่านั้น

ข้อพิจารณาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

1. จากการที่ประเทศต่าง ๆ อาทิ จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ รวมถึงอิหร่านได้มีการพัฒนาขีปนาวุธของตนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นภัยอันตรายต่อสันติสุขของโลกอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธแห่งชาติต่อไป โดยโครงการป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ได้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธที่ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก แต่หากสหรัฐฯ ชะลอการพัฒนาระบบดังกล่าว ก็อาจเป็นเงื่อนไขให้ประเทศที่มีขีปนาวุธข้ามทวีปอยู่แล้ว หรือกำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน สามารถดำเนินการปรับปรุงขีปนาวุธของตน ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจนสามารถเอาชนะข่ายการป้องกันขีปนาวุธแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้

2. การแข่งขันการพัฒนาอาวุธฯ ของแต่ละฝ่าย ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคโดยรวม ทั้งอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวมขั้วของจีน รัสเซียและเกาหลีเหนืออย่างแน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น สำหรับผลกระทบต่อไทยยังอยู่นอกเหนือวิสัยที่ไทยจะดำเนินการใด ๆ แม้ไทยจะมีความเป็นกลาง และมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย แต่การอยู่ในรัศมีทำการของขีปนาวุธข้ามทวีปทั้งจากเกาหลีเหนือ และจีน ย่อมส่งผลกระทบในแง่จิตวิทยา และความไม่ปลอดภัยต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยสามารถกระทำได้ คือ การแสดงออก และเรียกร้องให้เกิดการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาขัดแย้งขยายตัวเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

Credit :  กรมข่าวทหารอากาศ

กุมภาพันธ์ 14, 2011

เครื่องบินรบ F16 A/B Block 15OCU

Filed under: อาวุธ — ป้ายกำกับ:, , , — Mr.Vop @ 16:21

เครื่องบินรบ F16 A/B Block 15OCU

ภาพเครื่องบินรบ  F-16A block 15OCU หมายเลข 4031 ของกองทัพอากาศไทย กำลังบินไต่ระดับ

เครื่องบินรบ Fighting Falcon  F16 มีรหัสตามหลังแสดงความหมาย คือ F16 A หมายถึงที่นั่งเดี่ยว และF16 B หมายถึงที่นั่งคู่ ส่วน 15OCU หมายถึงรุ่นของการปรับปรุง (Block) ที่ 15 โดย OCU ย่อมาจาก Operational Capability Upgrade

เครื่องรุ่นนี้ เกิตขึ้นโดยการนำเครื่องรุ่น 15Y จำนวน 214 ลำมาปรับปรุงในช่วงปลายปี 1987 โดยเพิ่มใบพัดเทรอร์โบรุ่น F100-PW-220 เข้าไป เพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างและเพิ่มความจุของระบบข้อมูลและ CPU ติดตั้งเรดาห์วัดความสูงใหม่ ติดตั้งระบบแสดงผลบนกระจกเครื่องบิน (HUD) ใหม่

ส่วนการเพิ่มจุดติดตั้งระบบอาวุธใหม่นั้น ได้แก่การเพิ่มจุดติดตั้งให้สามารถติดตั้งจรวดต่อต้านเรือรบ  Penguin Mk.3  จรวดอากาศสู่พื้น AGM-65 ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศก้าวหน้าพิสัยกลาง AIM-120 หรือ แอมแรม AMRAAM ระบบยิง flare และอื่นๆอีกหลายรายการ

การปรับปรุงรุ่นในครั้งนี้ ทำน้ำหนักเครื่องบินขึ้นสูงถึง 37,500lbs ปอนด์ หรือ 17,010 กิโลกรัม โดยรุ่นปรับปรุงแรกสุดมีการส่งมอบในปี 1988

ข้อมูลจาก  http://www.f-16.net/f-16_users_article20.html

กุมภาพันธ์ 7, 2011

รถถัง T55

Filed under: สงคราม, อาวุธ, Uncategorized — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 15:18

T-55 เป็นรถถังรุ่นพัฒนาต่อเนื่องมาจาก T-54 ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มผลิตในปี 2501 โดยประเทศผู้ผลิตหลักคือ รัสเซีย เชโกสโลวะเกีย (สาธารณรัฐเช็ก) โปแลนด์ และจีน (โดยในจีนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “แบบ 59″ หรือ Type-59)

รถถังรุ่นนี้แม้ปลดประจำการไปจากประเทศส่วนใหญ่แล้ว แต่ก็ยังเป็นกำลังรบหลักของกองทัพบกในประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศ เช่น อูกันดา เวียดนามและโดยเฉพาะกัมพูชาที่เพิ่งจะสั่งซื้อรถถังรุ่นนี้หลายสิบคันเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา

T-55 นั้นติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 100 มม. ยิงเป้าหมายได้ไกล  แล่นได้ทุกสภาพพื้นที่ คล่องแคล่ว ทำความเร็วได้สูงสุด 60 กม./ชม. ขณะน้ำหนักเต็มพิกัด 39.7 ตัน เมื่อพร้อมรบ

รถถัง T-55 ใช้เป็นกำลังหลักของโลกอาหรับในสงครามทะเลทรายกับอิสราเอล ระหว่างปี 2510-2516 สหภาพโซเวียตในอดีตเคยใช้ในการรุกรานฮังการีในปี 2499 เชโกสโลวะเกีย (2511) และ การยึดอำนาจในซีเรียปี 2513

 

กุมภาพันธ์ 6, 2011

ระบบจรวดหลายลำกล้อง BM21

Filed under: สงคราม, อาวุธ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 23:38

BM21 เป็นระบบจรวดหลายลำกล้องขนาด 122 มม. ไม่นำวิถีซึ่งผลิตในสหภาพโซเวียตเดิม ระบบจะประกอบไปด้วยรถบรรทุก 6 ล้อ รถมีพิสัยปฏิบัติการได้ราว 400 กิโลเมตร ด้านหลังจะเป็นแท่นยิงซึ่งมีท่อยิงจำนวน 40 ท่อยิงซึ่งทำการยิงจรวดได้ 2 นัดต่อวินาที ทำการเล็งด้วยตาด้วยกล้องเล็งด้านข้างตัวรถ โดยมีพลประจำรถ 5 นาย และทำการยิงได้ภายใน 3 นาทีนับจากรถจอด และเปลี่ยนที่ตั้งได้หลังจากทำการยิงเสร็จแล้วภายใน 2 นาที การบรรจุจรวดทำด้วยคนโดยใช้เวลาราว 10 นาที

ตัวจรวดขนาด 122 มม. มีหลายแบบให้เลือกใช้ตามแต่ภารกิจ โดยมีตั้งแต่จรวดติดหัวรบบรรจุดินระเบิจรวดบรรจุกับระเบิดรถถังหรือระเบิดสังหารบุคคล จรวดบรรจุอมภัณฑ์ย่อย (submunitions) หรือลูกระเบิดขนาดเล็กสำหรับทำลายรถถัง ระเบิดควัน ไปจนถึงทุ่นระเบิดใต้น้ำ โดยมีระยะยิงราว 30 – 40 กิโลเมตร

ข้อเสียของ BM21 ก็คือความแม่นยำมีไม่มาก จึงทำให้ไม่สามารถทำการโจมตีที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงได้ ดังนั้นความมุ่งหมายของอาวุธประเภทนี้คือการทำลายเป็นพื้นที่ หมายถึงการใช้อำนาจการยิงในการทำลายเป็นวงกว้าง รถหนึ่งคันมีจรวด 40 นัด จรวดทั้ง 40 นัดสามารถยิงหมดได้ภายใน 20 วินาที และ 1 กองพันจรวดหลายลำกล้องจะบรรจุทั้งหมด 18 ระบบ นั่นก็คือ 1 กองพันสามารถทำการยิงได้ถึง 720 นัดในการยิงหนึ่งครั้ง จรวดทั้ง 40 นัดจากรถหนึ่งคันสามารถทำการยิงได้ครอบคลุมพื้นที่ราว 20,000 ตารางเมตร (ราว 140×140 เมตร) ดังนั้นคิดคร่าว ๆ ว่า BM21 จำนวน 1 กองพันสามารถทำลายเป้าหมายได้ภายในพื้นที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร

กัมพูชาได้รับ BM21 หลายระบบจากโซเวียตตั้งแต่ในยุคสงครามกลางเมือง

มกราคม 21, 2011

21 ม.ค. 2497 ปล่อยเรือดำน้ำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของโลก USS. Nautilus

ยูเอสเอส นอติลุส (USS Nautilus SSN 571) เรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ลำแรกของโลก ได้รับการปล่อยลงสู่ทะเลเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2497

นอติลุสเป็นเรือดำน้ำที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบความดันไอน้ำขนาดเล็ก แทนเครื่องยนต์ดีเซลของเรือดำน้ำรุ่นเก่า  ทำให้ไม่ต้องใช้พื้นที่ในการเก็บน้ำมันดีเซล และไม่ต้องกลับขึ้นมาชาร์ตแบตเตอรี่ที่ผิวน้ำอีกด้วย  นอติลุสสามารถเติมเชื้อเพลิงด้วยการถอดเปลี่ยแกนยูเรเนียมใหม่ แกนเดี่ยว 1 ชิ้น ซึ่งมีพลังงานที่สามารถใช้ได้ เป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี

ในวันแรกของการปล่อยลงย้ำ นอติลุสมีลูกเรือ 11 คนและเจ้าหน้าที่ 100 คน ร่วมเดินทางไปกับเรือดำน้ำ พลังงานนิวเคลียร์ลำแรกนี้ด้วย

เรือนอติลุสมีความยาว 319 ฟุต ความกว้าง 27 ฟุต สามารถดำน้ำได้ลึกกว่า 400 ฟุต แล่นใต้น้ำด้วยความเร็ว 20 น๊อต และยังทำลายสถิติ โดยการเป็นเรือลำแรก ที่ดำลงไปลอดใต้ชั้นน้ำแข็ง ที่ขั้วโลกเหนือ และถูกปลดระวางเมื่อปี พ.ศ.2523 หลังจากนั้นก็ถูกนำไปจัดแสดง ในพิพิธภัณฑ์เมื่อปี พ.ศ.2528

ธันวาคม 20, 2010

เรือบรรทุกเครื่องบิน USS GEORGE WASHINGTON

Filed under: อาวุธ — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 12:50

USS George Washington เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่หรือ Super Carrier ลำที่ 6 ในชั้น Nimitz ของกองทัพเรือสหรัฐ และเป็นเรือลำที่ 4 ที่ได้รับชื่อนี้

ความพิเศษของเรือลำนี้นั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเรือ แต่อยู่ที่ตำแหน่งที่มันประจำการ เนื่องจากเรือถูกกำหนดให้วางกำลัง ณ ฐานทัพเรือสหรัฐในญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่วางกำลังในส่วนหน้าอย่างถาวร (Permanet forward deployment carrier) เพื่อเป็นกำลังสำคัญของกองทัพเรือที่ 7 ในการดูแลและสร้างความมั่นคงน่านน้ำแถบแปซิฟิคตะวันตก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคาบสมุทรเกาหลี เช่นการเข้าร่วมซ้อมรบในคาบสมุทรเกาหลีหลังเหตุการณ์ที่เรือคอร์แวตต์ของกอง ทัพเรือเกาหลีใต้ถูกยิงจมลงด้วยตอร์ปิโดว์ซึ่งคาดว่าจะเป็นจากฝ่ายเกาหลี เหนือ

เรือ USS George Washington สร้างโดยบริษัทอู่ต่อเรือขนาดยักษ์ Newport News Shipbuilding มีระวางขับน้ำ 97,000 ตัน ขับเคลื่อนตัวเรือด้วยเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี ต่อการเติมเชื้อเพลิงยูเรเนียมหนึ่งครั้ง ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1990 ทำการขึ้นระวางเรือให้เป็นเรื่อชั้นเรือธงในวันที่ 4 กรกฎาคม 1992 ความยาวดาดฟ้า 1092 ฟุต ความกว้างดาดฟ้า 252 ฟุต มีลูกเรือประจำการอยู่บนเรือกว่า 5,000 นาย มีอากาศยานหลากหลายแบบกว่า 90 ลำเช่น F/A-18 C/D Hornet และ F/A-18 E/F Super Hornet เป็นกำลังรบหลักของเรือ E-2C Hawk Eyes ติดตั้งระบบเรดาห์ ทำหน้าที่ควบคุมอากาศยานและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ S-3 Viking เป็นเครื่องบินลาดตระเวนปราบเรือดำน้ำและเฮลิคอปเตอร์ SH/HH0-60 ใช้ในภารกิจค้นหากู้ภัยและปราบเรือดำน้ำ รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านอากาศยานที่ติดตั้งอยู่รอบเรือเพื่อป้องกัน ภัยทางอากาศจากฝ่ายตรงข้าม

ด้วยจำนวนอากาศยานมากถึง 90 ลำบนเรือลำนี้ ซึ่งเป็นจำนวนราว 1 ใน 3 ของอากาศยานที่วางกำลังภายใต้กองทัพเรือที่ 7 ทำให้เรือต้องมีลูกเรือทั้งหมดมากกว่า 5 พันคน ซึ่งทุกคนทำงานอยู่ในพื้นที่ซึ่งได้ชื่อว่าอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

-Credit http://www.neutron.rmutphysics.com/

ธันวาคม 19, 2010

ปืนใหญ่ (Cannon) ทีมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ปืนใหญ่ (Cannon) ทีมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ปืน the Tsar Pushka ของรัสเซีย ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 16 ขนาดของลำกล้องกว้าง 89 เซนติเมตร ( 35 นิ้ว) ยาว 5.34 เมตร (17ฟุต 6 นิ้ว) และหนัก 39.3 ตัน ปัจจุบันตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังเครมลิน กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย

พฤศจิกายน 17, 2010

JAS-39 Gripen C กริพเพน 39 ซี

Filed under: อาวุธ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 23:57

เครื่อง บินขับไล่-โจมตีอเนกประสงค์แบบ JAS-39 Gripen ออกแบบและผลิตโดยบริษัทอากาศยานเก่าแก่ของสวีเดน คือบริษัทซาบ-SAAB เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบเก่า J35Darken และ AJS37Viggen ของกองทัพอากาศสวีเดน JAS-39 Gripen เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2530 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 50 ปีของบริษัทซาบ และขึ้นบินทดสอบครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2531 ก่อนเข้าประจำการในกองทัพอากาศสวีเดนในปี 2540 ปัจจุบันมี 6 ชาติที่สวีเดนขายกริพเพนให้ประจำการ นอกจากสวีเดนคือ อังกฤษ ฮังการี เช็ก แอฟริกาใต้ และไทย ส่วนประเทศที่กำลังจัดซื้อประกอบด้วย กองทัพอากาศ บราซิล อินเดีย บัลแกเรีย โครเอเชีย กรีซ โรมาเนีย และสโลวะเกีย


สำหรับ ประเทศไทย โครงการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน 39 ซี/ดี ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ยุคที่ 4.5 (4.5 Generation Fighter) จำนวน 12 ลำ เกิดขึ้นสมัย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่เอฟ 5 บี/อี ที่ประจำการอยู่ฝูง 701 กองบิน 7 โดยเข้ามาประจำการตั้งแต่ปี 2519 กองทัพอากาศไทยเจรจากับกองทัพอากาศสวีเดน เมื่อปี 2548-2549 วงเงิน 34,400 ล้านบาท แบ่งการจัดซื้อเป็น 2 ระยะ คือระยะที่หนึ่ง จำนวน 6 ลำ วงเงิน 19,000 ล้านบาท จะได้รับเครื่องในปี 2554 เดือนมกราคม 3 ลำ เดือนมีนาคม 3 ลำ ส่วนโครงการระยะที่ 2 จำนวน 6 ลำ มติครม.อนุมัติในวันดังกล่าวข้างต้น


เครื่อง บินกริพ เพนถูกออกแบบมาให้มีขนาดเครื่องเล็ก น้ำหนักเบา แต่มีประสิทธิภาพบินได้คล่องแคล่ว รบได้ หลากหลายรูปแบบ ใช้ระบบอาวุธได้หลากหลายรูปแบบทั้งระบบอาวุธที่ผลิตจากสหรัฐและสหภาพยุโรป พิสัยการยิงไกล ระบบการทำลายสูง ไม่ว่าจะเป็นการรบด้วยระบบอากาศสู่อากาศ อากาศสู่พื้นดิน และอากาศสู่ทะเล จำนวน 6 ลำ จะเข้ามาประจำการในเดือนมกราคม-มีนาคม 2554 ใช้งบประมาณจัดเตรียมพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท โดยใช้ที่กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี มี น.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บังคับการกองบิน 7 เป็นผู้บังคับบัญชาคนแรกของเครื่องบินกริพเพน และน.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย เป็นผู้นำฝูงเครื่องบินกริพเพน 39 ซี/ดี

ข้อมูลจาก http://www.khaosod.co.th

เรื่องที่เก่ากว่า

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 14,816 other followers