Mr.Vop's Blog

มกราคม 27, 2011

ตำนานเรื่องขงจื๊อสอนศิษย์ 8 x 3 ได้ 23 ?

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ
มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด
เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า
จึงเข้าไปสอบถามดู
จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้าได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า
“3×8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ! ”

เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “
พี่ชาย 3×8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง ? พี่ชายคิดผิดแล้ว
ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก ”

คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “
ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน!
จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น
ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร ?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า “ หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า!
แล้วหากเจ้าผิดล่ะ ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “ หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)
” ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น

เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า
“3×8 ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย ”

เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์
จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ
ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น

เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน
จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน
ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ
ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ
อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้ ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง
ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ
ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว
พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “ อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่
อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ ศิษย์จะจำใส่ใจ ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ
เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่
จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่
แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “
อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”
เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง
คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล
สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา
เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด
คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ ?

เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว
แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน
เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน!
เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา
อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเองพอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก

เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ ท่านอาจารย์
คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้
ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง ?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “
เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่
จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่
และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย
อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา
ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน ”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “
อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก
ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน
ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 23
เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 24 เขาแพ้
นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ ? ”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “
ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ
ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด ”

จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด
เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย

กันยายน 11, 2010

Hold My Hand

Filed under: แง่คิด - มุมมอง - กำลังใจ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 00:25

Hold My Hand

Here is a short story with a beautiful message…
นี่คื่อเรื่องสั้นที่ส่งพร้อมกับข้อความที่สวยงาม

Little girl and her father were crossing a bridge.
มีพ่อลูกคู่นึงกำลังจะข้ามสะพาน

The father was kind of scared so he asked his little daughter,
คุณพ่อค่อนข้างกลัวเล็กๆ เลยบอกลูกสาวตัวน้อยของเขาว่า

‘Sweetheart, please hold my hand so that you don’t fall into the river.’
ลูกรักจ๊ะ จับมือพ่อไว้สิ หนูจะได้ไม่ตกลงไปในแม่น้ำ

The little girl said, ‘No, Dad. You hold my hand.’
เด็กน้อยกล่าวว่า ‘ไม่ค่ะพ่อ พ่อหน่ะแหละจับมือหนู’

‘What’s the difference?’ Asked the puzzled father.
.’มันต่างกันยังไงจ๊ะลูก’ พ่อถามด้วยความสงสัย

‘There’s a big difference,’ replied the little girl.
‘มันต่างกันมากเลยค่ะพ่อ’ เด็กน้อยกล่าว

‘If I hold your hand and something happens to me,
‘ถ้าหนูจับมือพ่อ แล้วมีอะไรเกิดขึ้นกับหนู,

chances are that I may let your hand go.
มันมีโอกาสที่หนูจะปล่อยมือพ่อ

But if you hold my hand, I know for sure that no matter what happens,
แต่ถ้าพ่อจับมือหนู หนูรู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

you will never let my hand go.’
พ่อไม่มีวันปล่อยมือหนูแน่นอน’

In any relationship, the essence of trust is not in its bind, but in its bond.
ในทุกความสัมพันธ์ สิ่งสำคัญของความเชื่อมั่น ไว้ใจ ไม่ใช่อยู่ที่สาระของมัน แต่เป็นความรู้สึกกับมัน

So hold the hand of the person who loves you rather than expecting them to hold yours…
เพราะฉะนั้น จงจับมือคนที่รักคุณ ดีกว่าที่จะหวังไว้เค้าจับมือคุณ

This message is too short……but carries a lot of Feelings.
ข้อความนี้สั้นเกินไป แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย

From forwarding  mail

กรกฎาคม 14, 2010

กบฟุ้งซ่าน….ข้างกำแพงวัด

จาก Foward mail


กบฟุ้งซ่าน….ข้างกำแพงวัด


กบ ฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัดทุกเช้ามันเฝ้าดูพระออกบิณฑบาตตั้งแต่ เช้ามืด พอพระกับมาถึงวัดเพื่อฉันเช้า…กบมันนึกในใจ อยากเกิดเป็นพระเป็นพระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวันเมื่อพระฉันเสร็จก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้นไป ให้เด็กวัดกินต่อแล้วเด็กวัดก็กินกันอย่างเอร็จอร่อยตอนนี้

กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัดแล้ว เพราะสบายกว่าพระ มัน เห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้ และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย เมื่อเด็กวัดกันเสร็จก็โกยอาหารที่เหลือทั้งหมดให้หมาวัดไปกินแล้วเด็กวัด ทุกคนก็ไปช่วยกันล้างจานถึงตอนนี้กบเปลี่ยนใจ

อยาก เกิดเป็นหมาวัดแล้ว เพราะไม่ต้องล้างจานเหมือนเด็กวัดสบายว่า…..พอหมาวัดกินอาหารเสร็จก็แยก ย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณวัดคอยเห่าคนแปลกหน้า ฝู่งแมลงวันก็บินมาตอมและกินอาหารต่อจากหมาวัด ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจอีกแล้ว

อยาก เกิดเป็นแมลงวัน เพราะสบายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรเลยหนำซ้ำ ยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลินๆ อยู่นั้นพอดีหันมาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ๆจึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวันเข้าปากตัว เองโดยสัญชาตญาณถึงตอนนี้


กบฟุ้งซ่านจึงบรรลุธรรมฉับพลัน ( Sudden knowledge)
คิดได้ว่า
เอ้อ! เป็นตัวของเราเองนี้แหละ ดีที่สุดเลย(The best to be yourself)
จงเชื่อมั่นในตัวเอง (Be yourself)


กลอนสด แต่งตอนขับรถกลับจากใส่บาตรเช้านี้

Filed under: แง่คิด - มุมมอง - กำลังใจ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 07:48

กายเรานี้ ตายเน่า เผาเป็นจุณ

ใช้สร้างคุณ แก่ผู้อื่น กันเถิดหนา

จงบริจาค อวัยวะ ในกายา

ให้สภา กาชาดไทย ใช้ช่วยคน

มิถุนายน 26, 2010

คำคมวันนี้

Filed under: แง่คิด - มุมมอง - กำลังใจ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 07:06

No man or woman is worth your tears and the only one who is, will never make you cry

ไม่มีชายหญิงคนใด คุ้มค่ากับน้ำตาที่คุณจะหลั่งให้ แต่หากจะมีใครสักคน เค้าคนนั้นกลับจะไม่มีวันทำให้คุณร้องไห้

มิถุนายน 10, 2010

ขำ-แต่จริง ..การทะเลาะ

Filed under: แง่คิด - มุมมอง - กำลังใจ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 11:35

พฤษภาคม 24, 2010

คำคมคำหนึ่งของโน้ส-อุดม

Filed under: แง่คิด - มุมมอง - กำลังใจ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 12:32

พฤษภาคม 22, 2010

22 พฤษภาคม 2553

22 พฤษภาคม 2553

เช้าวันนี้ หลังใส่บาตร ตอนไปซื้อดอกไม้ (ผมใส่บาตรทุกวันถ้าอยู่ในเมืองไทย)  ได้ฟังวิทยุ FM96.5 สำภาษณ์ อ.วีระพงศ์ ทวีศักดิ์ ที่เค้าเรียกว่าพ่อพระของคนคุก ฟังแล้วชื่นใจกับสิ่งที่ท่านทำ รู้สึกว่าท่านจะเป็นคาทอลิก ก็นับเป็นคนหนึ่งที่รักเมตตาต่อผู้อื่น  สำรวมและถ่อมตน น่านับถือ

อ.วีระพงศ์ เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งได้รับเชิญให้ไปบรรยายในเรือนจำแห่งหนึ่ง  ในหัวข้ออะไรนะ เกี่ยวกับการวางเป้าหมายในชีวิตอะไรประมาณนี้ ท่านก็เลยเตรียมเนื้อเรื่องไปพูด โดยปกติเวลาเราไปบรรยายที่ไหนก็ทำแบบนี้ทุกคนคือเตรียมตัวให้พร้อม ให้รู้จริง

วันนั้นมีนักโทษมาร่วมฟังบรรยาย 25 คน

เริ่มต้น หลังจากแนะนำตัวและเกริ่นหัวข้อ ท่านก็ถามไปเล่นๆว่า มีใครติดคุกรอบนี้รอบที่ 2 บ้าง ..ปรากฏว่า มีหลายคนยกมือ

ถามต่อไป มีใครติดรอบที่ 3 ล่ะ ..ก็ปรากฏว่า ยังมีคนยกมืออีก

ท่านไม่ยอมแพ้ ถามต่อไปอีก ใครติดรอบที่ 4  …ก็ยังคงมีคนยกมืออยู่

อืมม์ ในใจท่านเริ่มรู้สึก เอ๊ะ เราเตรียมตัวมาถูกไหม คนติดคุกหลายรอบจะไปมีเป้าหมายอะไรในชีวิตได้อีก ถ้พวกเขาคิดได้คงไม่เข้ามาในคุกหรอก

ถามอีกทีซิ…

ใครติดรอบที่ 5 บ้าง ในใจก็คิดว่าไม่มีหรอก ใครมันจะไม่เข็ดหราบแบบนั้น

แต่ .. ก็ยังมีคนยกมือ

ท่านอึ้งไป …อะไรๆที่เตรียมมาจากบ้าน ท่านบอกว่า วินาทีนั้นมันใช้ไม่ได้แล้ว

รู้สึกว่า คนพวกนี้ เลวมาก ทำไมติดคุกหลายรอบ (จุดนี้ท่านเล่าภายหลังว่า การตัดสินคนอื่นแค่เปลือกนอก โดยไม่รู้ตัวตนที่แท้จริง มันไม่ถูกต้อง)

สุดท้าย ท่านก็ต้องพับเก็บสิ่งที่เตรียมตัวมา

“ผมคงบรรยายให้พวกคุณฟังไม่ได้หรอก เพราะผมประสบการ์ณน้อยกว่าพวกคุณ ” (ตรงจุดนี้แสดงถึงความถ่อมตน ความรู้จักตนเอง)

“ผมอยากให้พวกคุณบรรยายให้ผมฟังมากกว่า เพราะประสบการ์ณชีวิตพวกคุณมากกว่าผมแน่ๆ”

นักโทษทั้ง 25 ก็คงจะงงที่ต้องมาเป็นวิทยากรเอง

ทันใดก็มีนักโทษคนหนึ่งยกมือ “อาจารย์ครับ ผมติด 6 รอบครับ”

อ.วีระพงศ์ออกจะตะลึงไป ในที่สุดก็ถามออกไปว่า คนในห้องนั้น สูงสุดแล้วติดคุกกี่รอบกันแน่

มีคนหนึ่งยกมือ “ผมครับ ผมติดรอบนี้ รอบที่ 8 ครับ”

8 รอบ! อาจารย์คิดในใจว่าคงเกินเยียวยา คนพวกนี้เลวเกินกว่าแก้ไข แต่ด้วยใจที่อยากช่วยคน จึงสนทนาต่อไป

“พวกคุณคิดว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต” อาจารย์ตั้งคำถาม

นักโทษปรึกษากันงึมงำ แล้วก็ตอบออกมาเหมือนๆกันว่า “เงิน”

“ถ้ามีเงิน พวกผมก็ไม่ต้องมาติดคุกแบบนี้หรอก”

อาจารย์ก็สอนกลับไปด้วยคำถาม “ลองนึกว่ามีใครที่มีเงินเป็นแสนล้าน แต่ก็มีสภาพไม่ต่างจากพวกคุณ”

พวกนักโทษนึกออกทันทีว่าเค้าคนนั้นคือใคร “งั้นอะไรสำคัญกว่าเงินล่ะครับ อาจารย์”

จากนั้น อ.วีระพงศ์ก็สอนเรื่องความดีงามต่างๆ จนหมดชั่วโมง

ขณะที่กำลังจะเลิกชั้น นักโทษคนที่ติด 8 รอบได้เดินเข้ามา แล้วพูดว่า “อาจารย์ครับ ทำไมไม่เคยมีใครสอนผมแบบอาจารย์เลย”

พริบตานั้น อ.วีระพงศ์เล่าว่า ท่านตัวชาไปหมด

ความคิดเปลี่ยนไปทันที คนพวกนี้ไม่ใช่่คนเลว แต่เค้า “ไม่รู้”

ไม่มีความรู้ ไม่มีใครสอนเค้าในทางที่ถูกต้อง

(จิตของอาจารย์เปลี่ยนกลับไปมา นี่คือ “สังขารไม่เที่ยง” คำๆนี้ไม่ได้แปลว่าร่างกายนะครับ ถ้าเป็นร่างกายเราจะใช้ว่า “รูปไม่เที่ยง” แต่สังขารไม่เที่ยง สังขารในนี้คือความคิด แรกสุดอาจารย์คิดว่าคนพวกนี้เลวมาก ตอนหลังจึงได้คิดว่าคนพวกนี้เป็นแบบนี้เพราะไม่มีคนนำทางชีวิต)

อาจารย์สรุปให้ฟังในวิทยุว่า อย่าตัดสินคนจากภายนอก พวกเรามักทำแบบนั้น

เราจะรักคนที่เป็นศัตรูได้ไหม

เราจะคุยกับคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามเราได้หรือ ถ้าเราเองก็ยังไม่รู้จักเค้าเลย

บทเรียนที่ อ.วีระพงศ์ สอนนักโทษคือแนวทางชีวิต บทเรียนที่อาจารย์ได้จากนักโทษ คือการมองคน

พวกเราในสังคมจงใจกว้าง

ดังมหาตมะ คานธีกล่าวไว้ “จงเกลียดความชั่ว แต่อย่าเกลียดคนชั่ว”

เรารัก เราร่วมกันแก้ไข วันหนึ่งเราเปลี่ยนคนให้ข้ามฝั่งแม่น้ำมาได้กี่คน คนดีก็จะเพิ่มขึ้น  1 คนแล้วคนไม่ดีก็จะหายไป 1 คน สังคมจะน่าอยู่ รอยยิ้มจะกลับมา ทัศนคติ หรือสัมมทิฐินั่นเองที่นำทางคนดี

มกราคม 11, 2010

คุณคิดว่าชีวิตคุณลำบากแล้วหรือ

Filed under: แง่คิด - มุมมอง - กำลังใจ — ป้ายกำกับ: — Mr.Vop @ 08:06

ถ้ามองขึ้นสูงเราจะต่ำและเป็นทุกข์

จงมองไปข้างๆ เพื่อนร่วมโลกที่ลำบากกว่าเรามีมากมาย เค้ายังสู้เลย

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 14,816 other followers