a day ปีที่ 12 ฉบับ 139 ประจำเดือนมีนาคม 2555 เป็นสถิติที่น่าสนใจมาก เหมือนเคาะหัวคนไทยแรงๆให้หันกลับมามองสิ่งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันบ้าง
a day ปีที่ 12 ฉบับ 139 ประจำเดือนมีนาคม 2555 เป็นสถิติที่น่าสนใจมาก เหมือนเคาะหัวคนไทยแรงๆให้หันกลับมามองสิ่งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันบ้าง
คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูการจำลองการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์
วันนี้ (25 พ.ย. 54) วันพระ และพระจันทร์เต็มดวงจะเคลื่อนผ่านหน้าพระอาทิตย์ โดยเฉียดจากศูนย์กลางไป ไม่บังเต็มดวง ก่อให้เกิดปรากฏการสุริยุปราคาบางส่วน โดยเงาของดวงจันทร์ จะทาบไปบนพื้นโลกในแถบขั้วโลกใต้ และหลายประเทศแถบนั้น อาทิ นิวซีแลนด์ ทัซมาเนีย และบางส่วนของแอฟริกาใต้ รวมทั้งแอนตาร์ติกา
ความกดอากาศต่ำทำให้เกิดพายุ เมื่อมีพายุมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางของพายุมากกว่า 34 นอต หรือ 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (กลายเป็นพายุโซนร้อน) พายุนั้นจะถูกตั้งชื่อ โดยพายุที่เกิดในมหาสมุทรแอตแลนติค จะได้ชื่อเรียงจากบนลงล่างตามตารางนี้
| 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 |
|---|---|---|---|---|---|
| Arlene Bret Cindy Don Emily Franklin Gert Harvey Irene Jose Katia Lee Maria Nate Ophelia Philippe Rina Sean Tammy Vince Whitney |
Alberto Beryl Chris Debby Ernesto Florence Gordon Helene Isaac Joyce Kirk Leslie Michael Nadine Oscar Patty Rafael Sandy Tony Valerie William |
Andrea Barry Chantal Dorian Erin Fernand Gabrielle Humberto Ingrid Jerry Karen Lorenzo Melissa Nestor Olga Pablo Rebekah Sebastien Tanya Van Wendy |
Arthur Bertha Cristobal Dolly Edouard Fay Gonzalo Hanna Isaias Josephine Kyle Laura Marco Nana Omar Paulette Rene Sally Teddy Vicky Wilfred |
Ana Bill Claudette Danny Erika Fred Grace Henri Ida Joaquin Kate Larry Mindy Nicholas Odette Peter Rose Sam Teresa Victor Wanda |
Alex Bonnie Colin Danielle Earl Fiona Gaston Hermine Ian Julia Karl Lisa Matthew Nicole Otto Paula Richard Shary Tobias Virginie Walter |
หากในปีนั้นมีตั้งชื่อพายุเกิน 21 ลูก (แต่ละปีจะมีชื่อ 21 ชื่อ) ให้ตั้งชื่อพายุลูกต่อไปตามอักษรกรีก เช่น Alpha, Beta, Gamma, Delta
ภาพถ่ายในช่วงคลื่น UV จากยานอวกาศ SOHO แสดงกลุ่มรังสีที่แผ่จากจุดมืด 1283
หลังจากการปะทุขนาด M5.3 ช่วงเช้าวานนี้ของจุดมืดหมายเลข 1283 บนดวงอาทิตย์ ต่อมาเมื่อเวลาตีสามเช้านี้ (7/9/54) เกิดการปะทุซ้ำในระดับรุนแรงถึง X2.1
การปะทุนี้ได้ทำให้เกิดกลุ่มรังสีที่ส่งผลกับระบบวิทยุคลื่่นยาวในยุโรปและอเมริกา และจากรายงานของยาน SOHO และยาน STEREO ได้ตรวจพบกลุ่มแก้ส CME พ่นออกจากจุดมืดตรงมายังขั้วเหนือของโลกเรา โดยกลุ่มแก้สนี้จะมาถึงในช่วงวันที่ 8-10 ก.ย.นี้ (แล้วแต่ความเร็วของลมสุริยะที่พัดมา) โปรดติดตามผลที่เกิดขึ้นต่อไป
ล่าสุดเมื่อราว 05:38 ของวันที่ 8 ก.ย. ตามเวลาไทย ได้เกิดการปะทุรุนแรงระดับ 1.8 อีกครั้ง การปะทุลหายครั้งนี้ ทำให้เกิดการรบกวนสัญญาณวิทยุในหลายรัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงคลื่นความถี่ต่ำ (21MHz)
ภาพพายุแม่เหล็ก kp=5-7 ในบรรยากาศโลกวันที่ 10 กันยายน ตามเวลาไทย
การหาพื้นที่ผิวของร่างกายมนุษย์
ลองนึกดูว่าหากจะทำการคำนวณหาพื้นที่ผิวของร่างกายของเราจะทำได้อย่างไร คงเป็นเรื่องที่ยากมากในการคำนวณหรือหาวิธีในการหาพื้นที่ผิวของร่างกาย ได้มีนักวิทยาศาสตร์ ชื่อ DuBois ได้ทำการสร้างโมเดลคณิตศาสตร์ สำหรับการคำนวณหาพื้นที่ผิวของร่างกายมนุษย์ไว้แล้วตั้งแต่ปี คศ.1916 โดย DuBois ได้ทำการทดลองและหาความสัมพันธ์จากข้อมูล เพื่อแสดงโมเดลที่มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักและส่วนสูงของมนุษย์ โดยสูตรที่ได้เป็น
| S = 0.007184(W)0.425 x (H)0.725 |
| เมื่อ S คือ พื้นที่ผิวของร่างกายที่หน่วยเป็นตารางเมตร |
| W คือ น้ำหนักของผู้นั้นมีหน่วยเป็นกิโลกรัม |
| H คือ ส่วนสูงมีหน่วยเป็นเซ็นติเมตร |
คราวนี้ลองดูว่า ถ้าคนหนึ่งมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ส่วนสูง 200 เซ็นติเมตร จะมีพื้นที่ผิวเท่าไร
| S = 0.007184(70)0.425 x (200)0.725 |
ในการคำนวณกรณีนี้จำเป็นต้องใช้ log โดยการใส่ log ทั้งสองข้าง
| log S = log 0.007184 + 0.425 log 70 + 0.725 log 200 |
| log S = -2.1437 + 0.7841 + 1.6680 = 0.3084 |
| S = 2.03 ตารางเมตร |
ที่มา : รศ. ยืน ภู่วรวรรณ, สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเฮอร์เชลขององค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA ได้ตรวจพบว่าดวงจันทร์เอนเซลาดัสของดาวเสาร์พ่นน้ำออกมาสู่วงแหวนของดาวเสาร์
ภาพไอน้ำพ่นออกมาจากขั้วใต้ของเอนเซลาดัส (จาก ESA)
การค้นพบนี้ได้ตอบคำถามที่ยืนยาวนานถึง 14 ปีว่าน้ำบนดาวเสาร์มาจากไหน หลังจากที่มีการค้นพบว่าบรรยากาศชั้นบนของดาวเสาร์มีน้ำเป็นส่วนประกอบ
ดวงจันทร์เอนเซลาดัสนับเป็นดวงจันทร์ดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีอิทธิพลทางเคมีต่อดาวเคราะห์แม่
ดวงจันทร์เอนเซลาดัสพ่นไอน้ำจำนวนประมาณ 250 กิโลกรัมทุกวินาทีออกมาทางขั้วใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีรอยแตกขนาดใหญ่บนพื้นผิวที่นักดาราศาสตร์เรียกกันว่า ”ลายพาดกลอน” ของเอนเซลาดัส ซึ่งเรียกตามลักษณะที่เป็นเส้นหลายเส้นขนานกัน
ไอน้ำที่พ่นออกมาได้ก่อรูปเป็นเมฆไอน้ำขนาดมหึมารูปโดนัทล้อมรอบดาวเสาร์ โดนัทนี้กว้างใหญ่กว่ารัศมีของดาวเสาร์ถึงกว่า 10 เท่า แต่มีความหนาประมาณรัศมีของดาวเสาร์เท่านั้น เอนเซลาดัสโคจรรอบดาวเสาร์โดยอยู่ห่างจากดาวเสาร์ประมาณเท่ากับ 4 เท่าของรัศมีดาวเสาร์เอง พร้อมกับพ่นน้ำเป็นพวยออกมาเติมให้แก่ก้อนเมฆนี้ตลอดเวลา
แม้เมฆรูปโดนัทนี้จะมีขนาดใหญ่โตมหึมา แต่ไม่มีใครเคยตรวจพบก้อนเมฆนี้มาก่อนเลย เนื่องจากไอน้ำโปร่งใสในย่านแสงที่ตามองเห็น แต่มองเห็นได้ในย่านรังสีอินฟราเรดที่กล้องเฮอร์เชลรับรู้ได้
นักดาราศาสตร์พบน้ำในบรรยากาศของดาวเสาร์เป็นครั้งแรกในปี 2540 โดยกล้องไอเอสโอขององค์การอีซา ในครั้งนั้นได้ทำให้นักดาราศาสตร์ต่างงุนงงว่าน้ำนั้นมาจากไหน จนกระทั่งเฮอร์เชลค้นพบเบาะแสคำตอบในครั้งนี้ จากการสร้างแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์เผยว่าน้ำประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ที่พ่นออกมาจากเอนเซลาดัสจะตกลงสู่ดาวเสาร์ แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นปริมาณที่มากพอจะอธิบายถึงแหล่งที่มาของน้ำที่พบบนดาวเสาร์ได้ ไอน้ำที่ส่วนที่เหลือบางส่วนจะลอยออกไปในอวกาศ บางส่วนจะคงอยู่ในวงแหวน และบางส่วนก็ตกลงไปบนดวงจันทร์ดวงอื่นด้วย
นักดาราศาสตร์นานาชาติคณะหนึ่ง ได้พบหลุมดำยักษ์ที่อยู่ไกลจากโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบกันมา หลุมดำที่พบนี้อยู่รูปของควอซาร์ที่ส่องสว่างจากแก๊สที่ไหลพรั่งพรูลงสู่หลุมดำ
ควอซาร์นี้มีชื่อว่า ยูลาส เจ 1120+0640 (ULAS J1120+0641) ค้นพบโดยโครงการสำรวจอวกาศห้วงลึกอินฟราเรดยูเคิร์ต (UKIRT Infrared Deep Sky Survey) และจากการเสริมทัพโดยกล้องเจมิไนเหนือที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมานาเคอา ฮาวาย
แสงจากควอซาร์ที่นักดาราศาสตร์พบในครั้งนี้ เริ่มออกเดินทางจากควอซาร์ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เอกภพมีอายุเพียง 770 ล้านปี หรือเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ของอายุปัจจุบันเท่านั้น
“เป็นเรื่องเข้าใจได้ยากยิ่งว่า หลุมดำที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์นับพันล้านเท่าขนาดนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่เอกภพยังอายุน้อยมาก ๆ ได้อย่างไร” แดเนียล มอร์ล็อก จากวิทยาลัยอิมพีเรียลกล่าว
อย่างไรก็ตาม นี่ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่นักวิทยาศาสตร์จะได้วัดสภาพของแก๊สที่แสงจากควอซาร์ส่องผ่านจนมาถึงตาเราได้ ควอซาร์นี้เป็นวัตถุที่สว่างกว่าวัตถุอื่นที่อยู่ห่างใกล้เคียงกันหลายร้อยเท่า ดังนั้นควอซาร์นี้จึงอาจบอกเราได้ถึงสภาพของเอกภพยุคต้นได้
นักดาราศาสตร์กระหายใคร่รู้สภาพของแก๊สในเอกภพยุคต้นเป็นอย่างมาก เพราะข้อมูลนี้จะบ่งบอกถึงกลไกการกำเนิดดาวฤกษ์และดาราจักรได้ ทฤษฎีกล่าวว่า แก๊สส่วนใหญ่ในเอกภพคือไฮโดรเจน และเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพเป็นไอออน นั่นคือ อิเล็กตรอนเป็นอิสระต่อโปรตอน นั่นคือสภาพในปัจจุบัน แต่เมื่อมองย้อนอดีตกลับไป จะพบกับยุคที่ไฮโดรเจนอยู่ในสภาพเป็นกลาง นั่นคือนิวเคลียสของไฮโดรเจนตรึงอิเล็กตรอนไว้เป็นอะตอมไฮโดรเจนที่สมบูรณ์ สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นก่อนที่ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้น หรือเมื่อกว่า 12,000 ล้านปีก่อน
การเปลี่ยนจากยุคไฮโดรเจนเป็นกลางมาสู่ยุคไฮโดรเจนไอออน เรียกว่ายุคการแปลงเป็นไอออน ถือเป็นยุคที่สำคัญยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์เอกภพ แสงจากควอซาร์ที่พบนี้แสดงถึงเอกลักษณ์ของไฮโดรเจนเป็นกลางอยู่ด้วย นั่นหมายความว่าควอซาร์นี้เกิดขึ้นก่อนยุคการแปลงเป็นไอออน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สามารถพิสูจน์ทฤษฎีที่เสนอขึ้นมาตั้งแต่ปี 2541 ได้
“การได้เข้าไปถึงสสารที่อยู่ในรอยต่อสำคัญในประวัติศาสตร์ของเอกภพเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เรานักเอกภพวิทยาได้เพียรพยายามกันมานานแต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก แต่การสำรวจครั้งนี้พาเราก้าวข้ามกำแพงนั้นมาได้แล้ว” ศาสตราจารย์ สตีฟ วาร์เรน หัวหน้าขณะสำรวจนี้กล่าว
หลังจากการค้นพบครั้งแรก ได้มีการสำรวจควอซาร์นี้เสริมโดยกล้องเจมิไนเหนือที่อยู่ใกล้กับกล้องยูเคิร์ต และผลที่ได้ก็ยืนยันในข้อมูลที่ได้จากกล้องยูเคิร์ต
คณะผู้ค้นพบได้วางแผนที่จะเก็บรายละเอียดของควอซาร์ยูลาส เจ 1120+0641 นี้ต่อไป และยังคาดว่าน่าจะพบควอซาร์ที่อยู่ห่างไกลแต่สว่างไสวแบบนี้อีกราว 100 ดวง
ที่มา:
The Most Distant Quasar: Both Headache And Opportunity – spacedaily.com และ เว็บสมาคมดาราศาสตร์ไทย
ภาพถ่ายจากยานอวกาศ Dawn ส่งกลับมาถึงโลกแล้ว
Vesta เป็นดาวเคราะห์น้อยยักษ์ที่โดดเด่นที่สุดในแถบโคจรระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัส หรือบริเวณเข็มขัดดาวเคราะห์น้อยของระบบสุริยะของเรา นักดาราศาสตร์ทั่วโลกเฝ้ามองรูปร่างบิดเบี้ยวของ Vesta มาเป็นศตวรรษ แต่ในที่สุด ยานอวกาศไร้คนขับ Dawn ก็สามารถส่งภาพถ่ายที่ชัดเจนที่สุดของ Vesta มาให้เราศึกษากัน โดยภาพที่ได้นี้ชัดเจนกว่าที่กล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิ้ลถ่ายได้ในปี 1996
Vesta มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 530 กิโลเมตร และมีแรงโน้มถ่วงของตัวเอง มีขนาดใหญ่เป็นที่ 2 ในระบบสุริยะรองจาก
Ceres (แต่ Ceres มีลักษณะเป็นทรงกลม) อย่างไรก็ตาม ยาน Dawn ยังมีกำหนดการเดินทางต่อไป เพื่อเก็บภาพดาวเคราะห์น้อยให้เราชมกัน
รายงานแสดงแผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูดมากกว่า 5.0 ตามมาตราริกเตอร์ ที่เกิดในประเทศไทยจากปี 2478 ถึงปัจจุบัน
|
วัน-เดือน-ปี
|
สถานที่เกิด
|
มาตราริกเตอร์
|
|
13 พ.ค. พ.ศ. 2478
|
จ.น่าน
|
6.5
|
|
17 ก.พ. พ.ศ. 2518
|
อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
|
5.6
|
|
15-22 เม.ย. พ.ศ. 2526
|
อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี
|
5.3, 5.9, 5.2
|
|
11 ก.ย. พ.ศ. 2537
|
อ.พาน จ.เชียงราย
|
5.1
|
|
9 ธ.ค. พ.ศ. 2538
|
อ.ร้องกวาง จ.แพร่
|
5.1
|
|
21 ธ.ค. พ.ศ. 2538
|
อ.พร้าว จ.เชียงราย
|
5.2
|
|
22 ธ.ค. พ.ศ. 2539
|
พรมแดนไทย-ลาว-พม่า(ใกล้ อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย)
|
5.5
|
ก. อันตรายจากแผ่นดินไหวขนาดกลาง
PTWC แจ้งเตือนการเกิดแผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 7.8 ในเบื้องต้น และมีการปรับลดแมกนิจูดลงมา เหลือ 7.6 ในตอนหลัง (USGS) หรือ 7.4 ตามข้อมูลของกรมอุตุไทย ที่หมู่เกาะเคอร์มาเดค ในแปซิฟิคใต้เมื่อเวลา 02:03 วันที่ 7 ก.ค. 54 ตามเวลาในประเทศไทย หลังจากนั้นยังเกิด After Shock อีกหลายครั้ง ตำแหน่งที่เกิดเหตุ ตามแผนที่ด้านล่างนี้
ภาพตำแหน่งการเกิดแผ่นดินไหวที่ก่อคลื่นสึนามิเมื่อ 02:03 เวลาไทย
ในเวลานั้น ทุ่นเตือนสึนามิประเภท DART ของ NDBC บริเวณนั้น ทำงานเป็นปกติเพียง 1 ตัวคือ 54401 แต่ทุ่นอีกสองตัวคือ 51425 และ 51426 ไม่ทำงาน
ตำแหน่งทุ่นทั้ง 4 ลูก ที่แจ้งการเกิดคลื่น คือ 54401 ทางเหนือและ 55013,55015,55042 ทางใต้
กราฟความเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในระดับวินาทีของ 54401 ในช่วงเกิดเหตุเป็นดังนี้
กราฟความเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในระดับวินาทีของ 55042 ในช่วงเกิดเหตุเป็นดังนี้
เราจะเห็นกราฟที่แสดงระดับน้ำขึ้นน้ำลงตามปกติทุกวันๆละสองครั้งเป็นสีน้ำเงิน แต่เมื่อเกิดสึนามิ ระดับน้ำทะเลจะเปลี่ยนแปลงกระทันกันในระดับวินาที (สีแดง) และนาที (สีเขียว) จากภาพจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ณ เวลา 19:0X ตามเวลา GMT หรือ 02:0X ตามเวลาไทย
แต่ในสองชั่วโมงถัดมา ตำเตือนสึนามิได้ถูกยกเลิก เนื่องจากทุ่นสึนามิในบริเวณถัดมาหลายลูก เช่น 55012 หรือ 52406 ตรวจไม่พบคลื่น
โดยอนุมานเวลาเดินทางของคลื่น (หากเกิดขึ้น) ตามด้านล่างนี้
ภาพแสดงเวลาเดินทางของคลื่น จุดสีแดงเหลืองในภาพ คือทุ่นเตือนสึนามิในตำแนห่งต่างๆ
การเตือนสึนามิได้ถูกยกเลิกไปในเวลา 02:59 ตามเวลาไทย โดยประกาศจาก PTWC ตามลิงค์นี้ กด
แต่สิ่งที่เราฉงน และต้องนำมาศึกษาต่อไปคือ คลื่นสึนามิที่เกิดขึ้น มันหายไปไหน อาจเกิดจากสภาพของท้องทะเลในบริเวณนั้น หรือขนาด หรือการหักล้าง เป็นโจทย์ให้คิดกันต่อไป
Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .