Mr.Vop's Blog

ธันวาคม 5, 2011

NASA ให้คนอเมริกันรอชมจันทรุปราคาครั้งสำคัญ 10 ธ.ค. นี้

Filed under: ดาราศาสตร์ — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 00:21

 

NASA เชิญชวนคนอเมริกันชมปรากฏการณ์จันทรุปราคาตอนเช้ามืด ทางสหรัฐฯจะได้ชมพระจันทร์ขนาดใหญ่ไปด้วย แต่สำหรับประเทศไทย เราจะได้ชมปรากฏการณ์นี้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ โดยพระจันทร์จะเข้าสู่เงามืดทั้งดวงมองเห็นได้จากประเทศไทย ตามภาพด้านล่าง

 

เวลาที่แสดงในภาพ เป็นเวลาในประเทศไทยนะครับ อย่าลืมติดตามชม อย่ายิงปืนไล่ราหูนะครับ

กันยายน 2, 2011

คลายปริศนา น้ำบนดาวเสาร์มาจากไหน

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเฮอร์เชลขององค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA  ได้ตรวจพบว่าดวงจันทร์เอนเซลาดัสของดาวเสาร์พ่นน้ำออกมาสู่วงแหวนของดาวเสาร์

 

ภาพไอน้ำพ่นออกมาจากขั้วใต้ของเอนเซลาดัส (จาก ESA)

การค้นพบนี้ได้ตอบคำถามที่ยืนยาวนานถึง 14 ปีว่าน้ำบนดาวเสาร์มาจากไหน หลังจากที่มีการค้นพบว่าบรรยากาศชั้นบนของดาวเสาร์มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 
ดวงจันทร์เอนเซลาดัสนับเป็นดวงจันทร์ดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีอิทธิพลทางเคมีต่อดาวเคราะห์แม่
ดวงจันทร์เอนเซลาดัสพ่นไอน้ำจำนวนประมาณ 250 กิโลกรัมทุกวินาทีออกมาทางขั้วใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีรอยแตกขนาดใหญ่บนพื้นผิวที่นักดาราศาสตร์เรียกกันว่า ”ลายพาดกลอน” ของเอนเซลาดัส ซึ่งเรียกตามลักษณะที่เป็นเส้นหลายเส้นขนานกัน
ไอน้ำที่พ่นออกมาได้ก่อรูปเป็นเมฆไอน้ำขนาดมหึมารูปโดนัทล้อมรอบดาวเสาร์ โดนัทนี้กว้างใหญ่กว่ารัศมีของดาวเสาร์ถึงกว่า 10 เท่า แต่มีความหนาประมาณรัศมีของดาวเสาร์เท่านั้น เอนเซลาดัสโคจรรอบดาวเสาร์โดยอยู่ห่างจากดาวเสาร์ประมาณเท่ากับ 4 เท่าของรัศมีดาวเสาร์เอง พร้อมกับพ่นน้ำเป็นพวยออกมาเติมให้แก่ก้อนเมฆนี้ตลอดเวลา
แม้เมฆรูปโดนัทนี้จะมีขนาดใหญ่โตมหึมา แต่ไม่มีใครเคยตรวจพบก้อนเมฆนี้มาก่อนเลย เนื่องจากไอน้ำโปร่งใสในย่านแสงที่ตามองเห็น แต่มองเห็นได้ในย่านรังสีอินฟราเรดที่กล้องเฮอร์เชลรับรู้ได้
นักดาราศาสตร์พบน้ำในบรรยากาศของดาวเสาร์เป็นครั้งแรกในปี 2540 โดยกล้องไอเอสโอขององค์การอีซา ในครั้งนั้นได้ทำให้นักดาราศาสตร์ต่างงุนงงว่าน้ำนั้นมาจากไหน จนกระทั่งเฮอร์เชลค้นพบเบาะแสคำตอบในครั้งนี้ จากการสร้างแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์เผยว่าน้ำประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ที่พ่นออกมาจากเอนเซลาดัสจะตกลงสู่ดาวเสาร์ แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นปริมาณที่มากพอจะอธิบายถึงแหล่งที่มาของน้ำที่พบบนดาวเสาร์ได้ ไอน้ำที่ส่วนที่เหลือบางส่วนจะลอยออกไปในอวกาศ บางส่วนจะคงอยู่ในวงแหวน และบางส่วนก็ตกลงไปบนดวงจันทร์ดวงอื่นด้วย

ที่มา:

 

พฤษภาคม 14, 2011

ยานแคสสินี พบฝนตกบนดวงจันทร์ไททัน

ดวงจันทร์ไททัน ซึ่งเป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์ มีระบบลมฟ้าอากาศคล้ายโลก แต่ต่างกันตรงที่ของเหลวที่ขับเคลื่อนระบบบนไททันคือมีเทนเหลว ไม่ใช่น้ำ ก่อนหน้านี้ยานแคสซีนีก็ได้พบทะเลสาบมีเทนหลายแห่งบริเวณใกล้ขั้วเหนือและขั้วใต้มาแล้ว นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า ภูมิลักษณ์หลายแห่งที่พบบนพื้นผิวบริเวณศูนย์สูตรอาจถูกกระทำโดยฝนมีเทน แต่ก็ยังขาดหลักฐานยืนยันว่ามีฝนอยู่จริง จนกระทั่งบัดนี้

เส้นสีขาวรูปคล้ายหัวลูกศรทางซ้าย คือพายุบริเวณเขตศูนย์สูตรที่กำลังพัดผ่านเขตศูนย์สูตรของดวงจันทร์ไททันในเดือนกันยายน  (ขวา) หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปดาห์ เมฆได้มารวมกันอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร 

เมื่อปลายเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับต้นฤดูใบไม้ผลิบนไททัน แคสซีนีได้ตรวจพบพายุรูปลูกศรก่อตัวขึ้นบริเวณศูนย์สูตร และหลังจากนั้นก็พบว่าพื้นผิวบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเป็นบริเวณกว้างราว 500,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นผลจากพื้นดินเปียกฝนนั่นเอง  เป็นฝนมีเทนที่ตกอยู่บริเวณเขตศูนย์สูตร

พายุบนไททันต่างจากบนโลก เมฆฝนบนโลกเกิดขึ้นได้ตลอดปี และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล แต่บนไททัน พายุฤดูร้อนดูเหมือนจะเกิดขึ้นเฉพาะใกล้ช่วงวิษุวัตเท่านั้น ขณะนี้นักดาราศาสตร์กำลังติดตามภาพจากไททันอย่างใกล้ชิด ว่าพายุจะมีความเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลอย่างไร

ข้อมูลจาก  Spring showers on Titan - astronomynow.com

และคุณวิมุติ วสะหลายจากสมาคมดาราศาสตร์ไทย

มกราคม 23, 2011

ภาพดาวพฤหัสบดีและการเรียงกันของดวงจันทร์บริวาร 3 ดวง จากกล้องฮ้บเบิล

ภาพดาวพฤหัสบดีและการเรียงกันของดวงจันทร์บริวาร 3 ดวง คือ ไอโอ (Io) แกนีมีด (Ganymede) และคาลลิสโต (Callisto) ด้านหน้าดาวเคราะห์ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก โดยในภาพนี้จะเห็นจุดดำ 3 จุดซึ่งเป็นเงาของดวงจันทร์ จุดขาว 1 จุดซึ่งเป็นภาพของดวงจันทร์ไอโอ และจุดฟ้าอีก 1 จุด ซึ่งเป็นภาพของดวงจันทร์แกนีมีด แต่ฮับเบิลไม่สามารถบันทึกภาพดวงจันทคาลลิสโตที่ด้านขวาของดาวพฤหัส โดยเห็นเพียงเงาอยู่ด้านขวาบน

ธันวาคม 27, 2010

ค้นพบอากาศบนดวงจันทร์

Filed under: ดาราศาสตร์ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 14:01

หลายทศวรรษมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ดวงจันทร์ที่เคยคิดว่าไม่มีบรรยากาศนั้น แท้จริงมีบรรยากาศที่บางเบามากปกคลุมอยู่ แต่ต้นกำเนิดของบรรยากาศดวงจันทร์ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าไอออนที่เป็นส่วนประกอบหลักของบรรยากาศของดวงจันทร์กำเนิดขึ้นจากพื้นผิวที่มีอันตรกิริยากับโฟตอนจากแสงอาทิตย์ พลาสมาจากแมกนิโตสเฟียร์ของโลก หรือกับฝุ่นอุกกาบาต แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่แน่ใจนักว่ากระบวนการใดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดบรรยากาศไอออนขึ้นมา

รูปยาน Serene ของญี่ปุ่น

ด้วยการใช้เครื่องมือที่อยู่บนยานเซเลเน (SELENE) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า คะกุยะ นักดาราศาสตร์ได้สำรวจบรรยากาศของดวงจันทร์ในขณะที่ดวงจันทร์อยู่ในแมกนิโตสเฟียร์ของโลกได้เป็นครั้งแรก และพบไอออนของธาตุต่าง ๆ ที่ระดับความสูง 100 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวดวงจันทร์

การศึกษาก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์ได้พบว่ามีไอออนเกิดขึ้นบนดวงจันทร์เมื่อดวงจันทร์รับลมสุริยะ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พบว่าไอออนก็เกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องรับอิทธิพลจากลมสุริยะหากแต่จากพลาสมาในหางแม่เหล็กของโลก

ที่มา How the Moon Gets Its Exosphere – ScienceDaily โดย วิมุติ วสะหลาย

กันยายน 28, 2010

ยานแคสสินีพบน้ำพุบน ดวงจันทร์ “เอนเซลาดัส” ของดาวเสาร์

ภาพใหม่จากยานแคสสินีเผยน้ำพุผุมากมายบน “เอนเซลาดัส” ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ มากกว่าที่เคยพบมาก่อน พร้อมภาพ 3 มิติ “ลายเสือ” แสดงรอยแยกที่มีอนุภาคน้ำแข็ง ไอน้ำ และสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ พุ่งออกมา และยังบันทึกภาพบริเวณที่ไม่เคยสำรวจมาก่อน


ภาพน้ำพุบน ดวงจันทร์ “เอนเซลาดัส” ของดาวเสาร์ บริเวณขั้วใต้ ซึ่งมีทั้งน้ำพุขนาดใหญ่และขนาดเล็ก บันทึกโดยกล้องของยานแคสสินี ของนาซา (สเปซด็อทคอม)

“ดวงจันทร์เอน เซลาดัสยังคงสร้างความประหลาดใจต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ยานแคสสินีบินผ่าน เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวสุดขั้วและสิ่งที่ทำให้ดวงจันทร์ นี้เป็นสิ่งแปลก” ไซน์เดลีระบุคำพูดของ บ็อบ แพพพาลาร์โด (Bob Pappalardo) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการแคสสินีจากห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) ขององค์การบริหารการบินอวกาสหรัฐฯ (นาซา)

ทั้งนี้กล้องบันทึกภาพด้วยแสงของยานแคสสินี (Cassini) ได้บินผ่านขั้วใต้ของ “เอนเซลาดัส” (Enceladus) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2009 และได้ส่งภาพพร้อมรายละเอียดล่าสุดก่อนที่บริเวฯดังกล่าวจะหายเข้าไปในเงา มืดของดวงจันทร์เองเป็นเวลาถึง 15 ปี

ภาพมุมกว้างของขั้วใต้ดวงจันทร์ บันทึกโดยยานแคสสินี (สเปซด็อทคอม)

ภาพที่บันทึกใหม่นี้ยังให้มุมมอง 3 มิติ “ลายเสือ” ซึ่งเป็นรอยแยกของอนุภาคน้ำแข็ง ไอน้ำ และองค์ประกอบอินทรีย์ที่พวยพุ่งออกมา รวมทั้งยังให้ภาพแผนที่พื้นผิวบางส่วนของเอนเซลาดัสที่ละเอียดกว่าภาพที่ได้ จากการบินผ่านก่อนนี้ของยานแคสสินี โดยใน1 ภาพที่ต่อกันแบบโมเสค (mosaic) ซึ่งบันทึกด้วยกล้องมุมแคบ ที่มีความละเอียดสูง มีน้ำพุที่พุ่งออกมาถึง 30 จุด อีกทั้งมากกว่า 20 จุดไม่เคยได้รับการจำแนกมาก่อน

“การบินผ่านครั้งล่าสุดนี้ ได้ยืนยันในสิ่งที่เราสงสัย” สเปซด็อทคอมรายงานคำอธิบายของ คาโรลิน ปอร์โก (Carolyn Porco) หัวหน้าทีมบันทึกภาพของยานแคสสินี จากสถาบันอวกาศวิทยา (Space Science Institute) สหรัฐฯ ซึ่งระบุด้วยว่าพลังงานของน้ำพุนั้นผันเปลี่ยนไปตามเวลา และน้ำพุหลายแหล่งทั้งเล็กและใหญ่ปะทุตามแนวเส้นลายเสือ

ภาพโมเสคหรือภาพต่อของพื้นผิวบริเวณ “แบกแดด ซัลคัส” ซึ่งรอยแยกที่เห็นเป็นลายเสือนั้นมีน้ำพุจำนวนมาก (สเปซด็อทคอม)

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังได้ผสมภาพที่บันทึกในย่านแสงที่ตามองเห็นได้เข้ากับข้อมูล ความร้อน เพื่อทำแผนที่ของแถบลายเสือที่ยาวที่สุด 40 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “แบกแดดซัลคัส” (Baghdad Sulcus) โดยแผนที่ดังกล่าว จะแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างรอยแยกอายุน้อยกับอุณหภูมิที่ร้อนผิดปกติ ซึ่งบันทึกได้จากพื้นที่บริเวณขั้วใต้

ทั้งนี้ตลอดพื้นที่ของแบกแดดซัลคัสมีอุณหภูมิสูงเกิน -93 องศาเซลเซียส และบางครั้งอาจจะสูงกว่า –73 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิระดับนี้ ถือว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงสำหรับแบกแดดซัลคัส และอาจเป็นอุณหภูมิที่มีผลมาจากความร้อนของรอยแยก ที่ขนาบข้างด้วยไอน้ำร้อนที่ขับเคลื่อนน้ำพุของดวงจันทร์แห่งดาวเสาร์ดวงนี้

จอห์น สเปนเซอร์ (John Spencer) สมาชิกทีมตรวจวัดย่านอินฟราเรด จากสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์ (Southwest Research Institute) สหรัฐฯ อธิบายว่า รอยแยกนี้ถือว่าหนาวเหน็บเมื่อเทียบกับโลก แต่ถือวาเป็นอุณหภูมิที่ร้อนสำหรับพื้นที่โดยรอบของรอยแยกซึ่งมีอุณหภูมิต่ำ ถึง -220 องศาเซลเซียส และปริมาณความร้อนมหาศาลที่พุ่งออก

สำหรับการบินผ่านของยานแคสสินีเมื่อปลายปีที่ผ่านมานั้น เป็นการเข้าใกล้เอนเซลาดัสครั้งที่ 8 ในระยะ 1,600 กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ที่เพียงสำรวจนี้จะเข้าสู่ความมืดไปอีก 15 ปี ส่วนยานสำรวจจากนาซาลำนี้ได้รับเวลาขยายการปฏิบัติหน้าที่ออกไปถึงปี 2017 และมีกำหนดบินผ่าน เพื่อสำรวจดวงจันทร์เอนเซลาดัสถูกยืดออกไปเป็น 11 ครั้งเช่นกัน ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการสำรวจดวงจันทร์น้ำแข็งนี้

ทั้งนี้แคสสินีถูกส่งขึ้นไปตั้งแต่ปี 1997 และเดินทางไปโคจรรอบดาวเสาร์ตั้งแต่ปี 2004

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2553

สิงหาคม 18, 2010

ครบรอบ 133 ปี การค้นพบดวงจันทร์โฟบอส

โฟบอส เป็นดวงจันทร์ 1 ใน 2 ดวงของดาวอังคาร อีกดวงคือไดมอส ดวงจันทร์โฟบอสตั้งชื่อตามลูกชายของเทพเจ้า Mars เป็นดวงจันทร์ที่มีวงโคจรใกล้กับดาวเคราะห์มากที่สุดในระบบสุริยะ โดยห่างจากศูนย์กลางดาวอังคารประมาณ 9,300 กิโลเมตร

โฟบอสถูกค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน Asaph Hall เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1877  ซึ่ง Hall ยังเป็นผู้ค้นพบดาวบริวารอีกดวงของดาวอังคารคือ ไดมอส ด้วย

โฟบอส มีขนาดประมาณ 20 x 28 กิโลเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 22 กิโลเมตร โคจรรอบดาวอังคารรอบละ 7 ชั่วโมง 39 นาที ซึ่งน้อยกว่าเวลาที่ดาวอังคารหมุนรอบตัวเอง ดังนั้น ถ้าเราอยู่บนดาวอังคาร จะเห็นโฟบอสขึ้นทางทิศตะวันตก และตกทางทิศตะวันออกถึงวันละ 3 รอบ

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 14,816 other followers