Mr.Vop's Blog

ธันวาคม 17, 2011

ดาวหางเลิฟจอย เอาตัวรอดจากการเข้าชนดวงอาทิตย์ได้

Filed under: ดาราศาสตร์ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 07:06

ดาวหางเลิฟจอย รอดจากการถูกพระอาทิตย์สูบเข้าไป ภาพจากยาน SOHO จะเห็นชิ้นส่วนบางอย่างของดาวหางหลุดออกมา แต่ดาวหางได้มุดผ่านหลังพระอาิทตย์และฟอร์มตัวขึ้นใหม่ เพื่อโคจรต่อไป

กรกฎาคม 7, 2011

ยาน SOHO ตรวจพบดาวหางพุ่งชนดวงอาทิตย์

 ภาพจากยาน SOHO

เช้ามืดวันนี้ ( 6 กรกฏาคม 54 ตามาวลาไทย)  ยานอวกาศ Solar and Heliospheric Observatory หรือ SOHO ขององค์การ NASA และยานคู่แฝด  STEREO-A B ได้ตรวจพบการเข้าชนดวงอาทิตย์ของดาวหางนิรนาม ซึ่งเป็นข้อมูลให้เราตระหนักถึงเทหวัตถุใหม่ๆที่เข้ามาใกล้ระบบโคจรของเราได้ตลอดเวลา อาจมีวันใดวันหนึ่งอาจได้เห็นกันใกล้ๆโลกก็ได้

ผลที่เกิดขึ้นต่อจากนี้จะรายงานให้ทราบหากมีผลสำคัญใดๆเกิดขึ้น โปรดติดตาม

พฤษภาคม 13, 2011

เกิด CME ขนาดใหญ่ที่ดวงอาทิตย์หลังถูกดาวหางชน

ภาพต่อเนื่องจากการเข้าชนจองดาวหางเมื่อวานซืน (10-11 พ.ค)

ยานอวกาศ SOHO ของ NASA ได้ส่งภาพชุดถัดมาจากการเข้าชนของดาวหางตามที่เสนอไปเมื่อ 11 พ.ค.54 จะเห็นการเกิดปะทุหรือ CME ที่ด้านตะวันออกของดวงอาทิตย์โดยพลาสมาที่ปะทุไม่ได้หันหน้าตรงมายังโลก

อย่างไรก็ตาม ผลของ CME ขนาดนี้ จะทำให้เกราะแม่เหล็กโลกสั่นสะเทือนราว 40% โดยปฏิกิริยานี้จะเกิดในวันสองวันนี้ 12-13 พ.ค. 54 คำนวนตามความเร็วลมสุริยะที่มีหน้าที่นำพาอนุภาคล่าสุด

กุมภาพันธ์ 8, 2011

วัตถุที่พุ่งชนดาวพฤหัสบดีจนทำให้เกิดรอยแผลเห็นเด่นชัดในปี 2552 นั้น ไม่ใช่ดาวหาง

ภาพรังสีอินฟราเรดของดาวพฤหัสบดี ถ่ายโดยกล้องไอทีเอฟของนาซา แสดงจุดที่เกิดการชน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2552 (จาก NASA/IRTF/JPL-Caltech/University of Oxford)

 

ในที่สุด ดูเหมือนนักดาราศาสตร์จะได้ข้อสรุปแล้วว่า วัตถุที่พุ่งชนดาวพฤหัสบดีจนทำให้เกิดรอยแผลเห็นเด่นชัดในปี 2552 นั้นเกิดจากวัตถุอะไร

ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อินฟราเรดสามกล้อง ยืนยันว่าเป็นรอยที่เกิดจากวัตถุแข็งประเภทดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน ไม่ใช่ดาวหาง

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2552 นักดาราศาสตร์สมัครเล่นพบรอยด่างคล้ายแผลถูกชนบนดาวพฤหัสบดี ทันทีที่นักดาราศาสตร์ทราบข่าว กล้องชั้นนำสารพัดกล้องทั่วโลกก็หันลำกล้องไปที่ดาวพฤหัสบดีทันที ไม่ว่าจะเป็นกล้องไอทีเอฟของนาซาบนฮาวาย กล้องเจมิไนเหนือ เจมิไนใต้ และกล้องวีแอลทีของหอดูดาวอีโซ

ก่อนหน้าปี 2552 นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า วัตถุที่จะมาชนดาวพฤหัสบดีได้คงมีแต่วัตถุน้ำแข็งประเภทดาวหางที่มีวงโคจรที่ไม่เสถียรเท่านั้น เมื่อวัตถุพวกนี้โคจรเข้ามาใกล้ดาวพฤหัสบดี แรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวพฤหัสบดีจะดึงดูดให้ดาวหางนั้นไปโคจรรอบตัวเอง ส่วนวัตถุแข็งแบบดาวเคราะห์น้อยน่าจะถูกแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีกวาดไปจนเกลี้ยงจากบริเวณวงโคจรไปนานแล้ว

นักดาราศาสตร์เคยพบการชนหรือเหตุการณ์เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เพียงสามครั้งเท่านั้น นอกจากชูเมกเกอร์-เลวีในปี 2537 และรอยแผลลึกลับในปี 2552 แล้ว อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้วนี้เอง

ข้อมูลจากฮับเบิลแสดงว่าวัตถุที่พุ่งชนในปี 2552 นี้มีมวลมากกว่าดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 เสียอีก การพุ่งชนทำให้บรรยากาศสตราโทสเฟียร์เบื้องล่างของดาวพฤหัสบดีอุ่นขึ้นราว 3-4 เคลวิน ความแตกต่าง 3-4 เคลวินนี้อาจฟังดูเหมือนไม่มาก แต่ผลกระทบนี้เกิดขึ้นเป็นพื้นที่กว้างมาก ซึ่งหมายถึงพลังงานมหาศาลที่การพุ่งชนถ่ายเทลงไปบนดาวพฤหัสบดี

นอกจากนี้วัตถุที่พุ่งชนยังทะลวงลึกลงไปในบรรยากาศ สร้างโพรงอากาศร้อนจัด ก่อนที่จะระเบิดขึ้นที่เบื้องล่างที่มีพลังงานมากเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 5 พันล้านตัน แรงระเบิดผลักดันเศษซากของวัตถุนั้นกลับขึ้นมาตามโพรงจนถึงเหนือชั้นเมฆ พร้อมกับแอมโมเนียที่อยู่ในบรรยากาศชั้นล่างด้วย

ว่าแต่วัตถุที่พุ่งชนนั้นคืออะไร แม้เศษซากสีเข้มที่ลอยขึ้นมาปรากฏบนผิวดาวพฤหัสดูคล้ายกับที่เกิดขึ้นจากการชนของชูเมกเกอร์-เลวี แต่ซากและพวยของการระเบิดไม่ได้ขึ้นมาสูงมากเท่า และไม่ได้ทำให้อุณหภูมิชั้นสตราโทสเฟียร์ชั้นบนสูงขึ้น นอกจากนี้สเปกตรัมยังแสดงหลักฐานของไฮโดรคาร์บอน ซิลิเกต และซิลิกาที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ไม่พบคาร์บอนมอนอกไซด์ หลักฐานเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ว่าวัตถุนี้เป็นวัตถุแห้ง ไม่ใช่วัตถุที่เปราะบางอุ้มน้ำอย่างดาวหาง

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าวัตถุที่พุ่งชนน่าจะเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีความหนาแน่นประมาณ 2.5 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 200-500 เมตร

ดาวเคราะห์น้อยใหญ่ขนาดนี้น่าจะเป็นวัตถุที่เคยมีการพบเห็นมาก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้นักดาราศาสตร์จึงตรวจสอบวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยที่ใกล้ดาวพฤหัสบดีในบัญชีรายชื่อทั้งหมดเพื่อหาว่าน่าจะเป็นดวงใด ผลพบว่า วัตถุที่ชื่อ 2005 ทีเอส 100 (2005 TS100) ใกล้เคียงผู้ต้องสงสัยที่สุด วัตถุดวงนี้คาดว่าเป็นดาวเคราะห์น้อย หรืออาจเป็นแกนของดาวหางที่หมดแก๊สแล้ว

การค้นพบนี้ เป็นสิ่งยืนยันว่า สภาพแวดล้อมของระบบสุริยะชั้นนอกมีความซับซ้อนยุ่งเหยิง อลหม่าน และมีพลวัตสูงยิ่ง

สำหรับโลกเรา นักดาราศาสตร์ประเมินว่าโลกมีโอกาสถูกวัตถุขนาดนี้ชนเฉลี่ยประมาณ 100,000 ปีต่อครั้ง

ที่มา:

 

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 14,816 other followers