Mr.Vop's Blog

พฤษภาคม 14, 2011

ยานแคสสินี พบฝนตกบนดวงจันทร์ไททัน

ดวงจันทร์ไททัน ซึ่งเป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์ มีระบบลมฟ้าอากาศคล้ายโลก แต่ต่างกันตรงที่ของเหลวที่ขับเคลื่อนระบบบนไททันคือมีเทนเหลว ไม่ใช่น้ำ ก่อนหน้านี้ยานแคสซีนีก็ได้พบทะเลสาบมีเทนหลายแห่งบริเวณใกล้ขั้วเหนือและขั้วใต้มาแล้ว นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า ภูมิลักษณ์หลายแห่งที่พบบนพื้นผิวบริเวณศูนย์สูตรอาจถูกกระทำโดยฝนมีเทน แต่ก็ยังขาดหลักฐานยืนยันว่ามีฝนอยู่จริง จนกระทั่งบัดนี้

เส้นสีขาวรูปคล้ายหัวลูกศรทางซ้าย คือพายุบริเวณเขตศูนย์สูตรที่กำลังพัดผ่านเขตศูนย์สูตรของดวงจันทร์ไททันในเดือนกันยายน  (ขวา) หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปดาห์ เมฆได้มารวมกันอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร 

เมื่อปลายเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับต้นฤดูใบไม้ผลิบนไททัน แคสซีนีได้ตรวจพบพายุรูปลูกศรก่อตัวขึ้นบริเวณศูนย์สูตร และหลังจากนั้นก็พบว่าพื้นผิวบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเป็นบริเวณกว้างราว 500,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นผลจากพื้นดินเปียกฝนนั่นเอง  เป็นฝนมีเทนที่ตกอยู่บริเวณเขตศูนย์สูตร

พายุบนไททันต่างจากบนโลก เมฆฝนบนโลกเกิดขึ้นได้ตลอดปี และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล แต่บนไททัน พายุฤดูร้อนดูเหมือนจะเกิดขึ้นเฉพาะใกล้ช่วงวิษุวัตเท่านั้น ขณะนี้นักดาราศาสตร์กำลังติดตามภาพจากไททันอย่างใกล้ชิด ว่าพายุจะมีความเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลอย่างไร

ข้อมูลจาก  Spring showers on Titan - astronomynow.com

และคุณวิมุติ วสะหลายจากสมาคมดาราศาสตร์ไทย

กุมภาพันธ์ 9, 2011

พายุมังกรบนดาวเสาร์ ขยายขนาดขึ้นอีกแล้ว

ภาพเปรียบเทียบพายุขนาดยักษ์บนดาวเสาร์ที่เปลี่ยนตำแหน่งไปภายในเวลา 24 นาที รูปนี้ถ่ายเมื่อ 5 ก.พ. 2554 จากกล้องดูดาวในฟิลิปปินส์

พายุแปลกประหลาดลูกนี้ จำไม่ได้ว่าใครตั้งชื่อให้ว่าพายุมังกร น่าจะมาจากเว็บของ นสพ. ผู้จัดการ ได้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ปลายปี 2553 หลังจากหายไปหลายเดือนเมื่อตอนต้นปี เป็นพายุบนดาวเคราาะห์ที่มีขนาดใหญ่โตมหึมา ขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งโลกของเรานี้ และที่พิเศษกว่าพายุยักษ์บนดาวเคราะห์แก้สอื่นๆคือ มัน “สว่าง” มาก แม้มองจากโลกที่ระยะห่างถึง 9.5 AU ก็ยังเห็นชัดเจนถึงความสว่างที่ประหลาดพิกลนั้น อีกทั้งเราสามารถตรวจจับคลื่นไฟฟ้าพลังงานมหาศาลที่ปล่อยออกมาจากกลุ่มเมฆในพายุโดยใช้เครื่องมือวัดที่ติดตั้งบนยานแคสสินีย์ที่กำลังโคจรรอบดาวเสาร์อยู่ในขณะนี้

รูปถ่ายที่เห็นด้านบนถ่ายได้ด้วยกล้องดูดาวขนาด 11 นิ้วจากเมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยถ่ายสองรูปห่าางกันราว 24 นาที เราจะพบความเยื้องของพายุนี้ค่อนข้างมาก เนื่องจากดาวเสาร์หมุนรอบตัวเองในอัตตราเร็วถึง 10 ชั่วโมง 39 นาทีต่อ 1 รอบ

มกราคม 21, 2011

ภาพถ่ายที่ชัดเจนของพายุมังกรบนดาวเสาร์มาถึงแล้ว

ภาพพายุขนาดยักษ์ที่ลุกสว่างบนดาวเสาร์

 

ภาพถ่ายอันชัดเจนจากยานแคสสินีเมื่อ 24 ธ.ค. 53 ส่งมาถึงโลกเมื่อ 27 ธ.ค. 53 แสดงให้เห็นพายุรูปร่างเหมือนมังกรที่ลุกสว่างบนดาวเสาร์ แคสสินีถ่ายภาพนี้โดยการใช้ฟิลเตอร์กรองแสงสีเขียวปรับภาพให้คมชัดขณะที่ตัวยานลอยห่างจากดาวเสาร์ราวหนึ่งล้านไมล์ เราจะเห็นเงาดำของวงแหวนของดาวเสาร์พาดผ่านผิวดาวในรูปด้วย

พายุแอมโมเนียนี้รูปร่างประหลาดนี้  มีขนาดใหญ่โตมโหฬารถึงครึ่งหนึ่งของขนาดโลกของเรา มีแสงสว่างและมีประจะไฟฟ้าสูงมาก พายุนี้สามารถมองเห็นโดยกล้องดูดาวจากโลกของเราดังที่เคยเสนอไปแล้วใน Blog ของวันที่ 29 ธ.ค. 53 และมีผู้ถ่ายภาพไว้มากมาย แต่ไม่มีภาพใดชัดเจนเท่านี้


มกราคม 17, 2011

ความเร็วแสงกับระยะห่างของดาวที่เราคุ้นเคย

ตารางที่ ก. 1 : การแปลงระหว่างแสงเดินทางระยะทางเวลาและหน่วยทางดาราศาสตร์ (AU), กิโลเมตรและห่าง (1 AU = 149 ล้านกิโลเมตร = 93 ล้านไมล์.) 
คิดเป็นระยะทาง
แสงเดินทางเป็นเวลา (AU) (กิโลเมตร) (ไมล์)
1 วินาทีแสง 0.0020 299,792.458 186,322.224
1 นาทีแสง 0.1202 17,980,000 11,180,000
1 ชั่วโมงแสง 7.2143 1,080,000,000 670,760,000
1 วันแสง 173.14 25,900,000,000 16,098,000,000
1 สัปดาห์แสง 1212.0 181,300,000,000 112,690,000,000
1 เดือนแสง (30 วัน) 5,194.3 777,060,000,000 482,950,000,000
1 ปีแสง 63,240.2 9,460,000,000,000 5,890,000,000,000

ตารางที่ ก. 2 : – ระยะทางที่แสงเดินทางไปยังวัตถุบางอย่างที่คุ้นเคยในจักรวาลที่วัดจากดวงอาทิตย์

 
เทหวัตถุ แสงเดินทางไกล
ดาวพุธ 3.22 นาทีแสง
ดาวศุกร์ 6.01 นาทีแสง
โลก 8.32 นาทีแสง
ดาวอังคาร 12.7 นาทีแสง
ดาวพฤหัสบดี 43.3 นาทีแสง
ดาวเสาร์ 1.32 ชั่วโมงแสง
ดาวยูเรานัส 2.66 ชั่วโมงแสง
ดาวเนปจูน 4.16 ชั่วโมงแสง
ดาวหางที่ไกลสุด 1.58 ปีแสง
พร๊อกซีมา เซนทอรี (ดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุด) 4.3 ปีแสง
เนบิวลาโอไรออน 1,500 ปีแสง
ศูนย์กลางทางช้างเผือก 26,000 ปีแสง
แกแล็คซี แอนโดรมีดา 2,360,000 ปีแสง
GRB 090423 เทหวัตถุที่อยู่ไกลที่สุด 13,000,000,000 ปีแสง

มกราคม 3, 2011

ภาพหายาก-การเกิดแสงเหนือแสงใต้พร้อมกันที่สองขั้วของดาวเสาร์

Filed under: ดาราศาสตร์ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 00:56


กล้องอวกาศยฮับเบิลบันทึกภาพนี้ได้เมื่อปี 2009 เป็นภาพการเกิดแสงเหนือ-แสงใต้ที่ขั้วดาวเสาร์ทั้ง 2 ด้านพร้อมกัน ซึ่ง เป็นเหตุการ์ณที่พบได้ยาก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เกิดขึ้นบริเวณขั้วโลก โดยเกิดจากอนุภาคมีประจุเข้าปะทะสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์ และกระตุ้นให้ก๊าซในชั้นบรรยากาศเกิดการเรืองแสงขึ้น

ธันวาคม 29, 2010

พบกลุ่มเมฆลุกโชติช่วงบนดวงเสาร์ ส่องเห็นได้ด้วยกล้องดูดาวธรรมดา

ธรรมชาติมีความลี้ลับมหัศจรรย์อยู่เสมอ ในช่วง 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา (ตั้งแต่ 22 ธ.ค. 53)  ปรากฏก้อนเมฆซึ่งน่าจะเป็นพายุขนาดยักษ์ที่ลุกสว่างโชติช่วงผิดปกติจนสามารถมองเห็นได้จากโลกด้วยกล้องดูดาวธรรมดา ในบรรยากาศของดาวเสาร์

ภาพนี้ถ่ายโดย Anthony Wesley ผ่านกล้องดูดาวขนาด 16″ เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่ามา

 

ยาน Cassini ซึ่งโคจรอยู่ที่ดาวเสาร์ในขณะนี้ ได้ตรวจพบสัญญาณวิทยุรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มเมฆประหลาดดังกล่าว ซึ่งอาจเกิดจากกระแสไฟฟ้าจำนวนมากในกลุ่มเมฆยักษ์นั้น

 

ภาพถ่ายจากนักดูดาวสมัครเล่นอื่นๆ  Fredy Willems จาก Waipahu, Hawaii; Glenn Jolly จาก Gilbert, Arizona;  Christopher Go จาก Cebu City, Philippines; Sadegh Ghomizadeho จาก Tehran, Iran และภาพจาก Vincent Lao Pasig City, Philippines

ธันวาคม 2, 2010

NASA พบอ๊อกซิเจนบนดวงจันทร์ Rhea (เรีย) ของดาวเสาร์

ยานแคสสินีของนาซาพบชั้น บรรยากาศที่เต็มไปด้วยออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์บน “ดวงจันทร์เรีย” ของดาวเสาร์ มีชั้นบรรยากาศหนากว่าชั้นบรรยากาศดวงจันทร์ของโลกถึง 100 เท่า แต่ก็บางกว่าดวงจันทร์ของดาวพฤหัส 100 เท่า จึงตรวจไม่พบจากระยะไกลๆ


ทั้งนี้ ยานอวกาศแคสสินี (Cassini) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้พบชั้นบรรยากาศของ “ดวงจันทร์เรีย” (Rhea) ดวงจันทร์ที่หนาวเย็นเป็นน้ำแข็ง และเป็นดวงจันทร์ขนาดใหญ่อันดับ 2 ของดาวเสาร์ ระหว่างบินผ่านดาวบริวารของวงแหวนดวงนี้เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

เราพบชั้นบรรยากาศที่มีออกซิเจนอยู่ในดวงจันทร์อื่นภายในระบบสุริยะ เช่น ยูโรปา (Europa) และ แกนีมีด (Ganymede) ซึ่งเป็นดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีและยังเต็มไปด้วยก๊าซออกซิเจน เป็นต้น หากแต่การค้นพบชั้นบรรยากาศบนดวงจันทร์เรีย ชี้ให้เห็นว่า ยังมีวัตถุอวกาศขนาดใหญ่อื่นๆ ที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งภายในระบบสุริยะนี้ ซึ่งอาจมีชั้นบรรยากาศบางๆ ที่เต็มไปด้วยก๊าซออกซิเจนปกคลุมอยู่ และอาจจะมีองค์ประกอบเคมีที่ซับซ้อน

“เราเห็นเหตุการณ์เดียวกันนี้ในดาวพฤหัส และตอนนี้เราได้ยืนยันสิ่งเดียวกันบนดวงจันทร์ของดาวเสาร์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระจายตัวของบรรยากาศที่พบนี้เป็นสิ่งที่น่า ตื่นเต้นมาก” เบน ทีโอลิส (Ben Teolis) นักวิจัยผู้นำการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จากสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์ (Southwest Research Institute) ในซานอันโตนิโอ สหรัฐฯ บอกกับทางสเปซด็อทคอม

เมื่อราวทศวรรษ 1990 กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ของนาซาได้ตรวจพบชั้นออกซิเจนรอบๆ ดวงจันทร์ยูโรปา และ แกนีมีด ซึ่งออกซิเจนในบริวารทั้งสองดวงของดาวแห่งเทพจูปิเตอร์นี้มาจากพื้นผิวน้ำ แข็งที่แตกตัวเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจนภายใต้การกระหน่ำอย่างรุนแรงจากอนุภาค มีประจุที่ส่งมาจากดาวพฤหัส

ทีมนักวิจัยเชื่อว่ามีบางอย่างคล้ายๆ กันนี้ที่อาจเกิดขึ้นในระบบสุริยะซึ่งอัดแน่นไปด้วยดวงจันทร์และเย็นจนเป็น น้ำแข็ง โดยทีโอลิสกล่าวว่า ดวงจันทร์เรียตกเป็นหนึ่งในตัวเลือกของนักวิจัยเพราะเต็มไปด้วยน้ำแข็ง และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,529 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอที่แรงโน้มถ่วงจะดึงชั้นบรรยากาศไว้ได้

ก่อนหน้านี้ยานแคสสินีได้บินผ่านดวงจันทร์เรียเพื่อสำรวจหาชั้น บรรยากาศที่มีออกซิเจนรอบๆ ดวงจันทร์ โดยทำการบิน 2 ครั้งคือ ในปี 2005 และ ปี 2007 ซึ่งยานอวกาศพบเค้าลางบางอย่างแต่ยังไม่ได้หลักฐานเป็นชิ้นเป็นอัน โดยครั้งนั้นแคสสินีเฉียดเข้าไปใกล้ดวงจันทร์เรีย 502 กิโลเมตร และ5,736 กิโลเมตร ตามลำดับ

กระทั่งเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมานี้ ยานแคสสินีเข้าใกล้ดวงจันทร์ดวงนี้ได้มากกว่าเดิม โดยผ่านขั้วเหนือของดวงจันทร์และอยู่ห่างจากพื้นผิวเพียง 97 กิโลเมตร ซึ่งใกล้มากในการบินผ่านชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์ นอกจากนี้เครื่องตรวจสเปกตรัมของมวลบนยานแคสสินียังยืนว่าในชั้นบรรยากาศ ของดวงจันทร์มีออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์อยู่

ทีโอลิสให้ข้อมูลว่า ดวงจันทร์เรียมีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ 70% และคาร์บอนไดออกไซด์ 30% โดยจุดที่ศึกษาพบว่าชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์ดวงนี้บางกว่าดวงจันทร์ยูโรปา และดวงจันทร์แกนีมีดประมาณ 100 เท่า จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมยานแคสสินีจึงไม่พบชั้นบรรยากศจากตำแหน่งที่อยู่ไกลๆ

“ชั้นบรรยากาศบางเกินกว่าที่จะพบจากที่ไกลๆ” ทีโอลิสกล่าว

เมื่อเปรียบเทียบกับโลกออกซิเจนในชั้นบรรยากาศของเราเข้มข้นกว่าที่ พบบนดวงจันทร์เรียอย่างน้อย 5 ล้านล้านเท่า แต่ถึงอย่างนั้นดวงจันทร์ของดาวเสาร์ก็ยังมีชั้นบรรยากาศที่หนากว่าดวง จันทร์ของโลกหรือดาวพุธ

อย่างไรก็ดี ดวงจันทร์เรียไม่ใช่ดวงจันทร์ของดาวเสาร์เพียงดวงเดียวที่มีชั้นบรรยากาศ ไททัน (Titan) ดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์ก็มีชั้นบรรยากาศที่หนากว่ามาก หากแต่การศึกษาล่าสุดนี้เป็นการพบชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยออกซิเจนซึ่ง เกิดจากน้ำแข็งเป็นครั้งแรกนอกระบบดาวพฤหัสบดี การค้นพบครั้งนี้ทีโอลิสและคณะได้เผยแพร่งานวิจัยลงวารสารออนไลน์ของไซน์ (Science)

นักวิจัยระบุว่าพวกเขาค่อนข้างมั่นใจว่ารู้ที่มาของออกซิเจนบนดวง จันทร์เรีย ซึ่งอนุภาคมีประจุจากสนามแม่เหล็กของดาวเสาร์ได้แตกโมเลกุลของน้ำแข็งออกมา เป็นออกซิเจน หากแต่แหล่งกำเนิดของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นยังคงเป็นเรื่องลึกลับสำหรับ นักวิจัยอยู่

เป็นไปได้ว่าดวงจันทร์เรียอาจจะเหมือนเทหวัตถุอื่นในระบบสุริยะ ซึ่งมีโมเลกุลอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยคาร์บอนอยู่ใกล้ๆ พื้นผิวของดวงจันทร์เอง และสารอินทรีย์เหล่านั้นอาจแตกตัวได้จากอนุภาคมีประจุของดาวเสาร์ เช่นเดียวกับน้ำแข็งของดวงจันทร์เรียที่ทำให้เกิดออกซิเจน และคาร์บอนอิสระกับออกซิเจนอิสระอาจรวมตัวกันแล้วก่อตัวเป็นคาร์บอน ไดออกไซด์ อุกกาบาตขนาดเล็กอาจทำให้เกิดคาร์บอนขึ้นได้จากปฏิกริยาที่สันนิษฐานเช่น เดียวกันนี้

นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานอีกว่า คาร์บอนไดออกไซด์อาจหนีออกมาจากภายในดวงจันทร์เรีย หรืออาจหลงเหลือจากการก่อตัวขึ้นเป็นดวงจันทร์เมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน หรืออาจเป็นผลจากปฏิกริยาที่เกิดขึ้นอันยาวนานภายในดวงจันทร์เรีย ซึ่งตอนนี้กลายเป็นภูมิประเทศที่แร้นแค้น

“เราไม่รู้เลยว่ากลไกไหนที่ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องการค้นหาต่อไปในอนาคต” ทีโอลิสกล่าว ซึ่งนักวิจัยอาจมีโอกาสทำอย่างที่คาดไว้เร็วๆ นี้ เพราะยานแคสสินีมีกำหนดบินผ่านดวงจันทร์เรียอีกครั้งในเดือน ม.ค.ที่จะถึงนี้ ด้วยระยะทางใกล้ประมาณ 75 กิโลเมตร จากขั้วใต้ของดวงจันทร์

งานวิจัยล่าสุดนี้ชี้ให้เห็นว่าชั้นบรรยากาศที่มีออกซิเจนนั้นสร้าง ขึ้นจากการแตกตัวของพื้นผิวน้ำแข็ง และอาจเป็นปรากฎการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งใน ระบบสุริยะของเราและออกไปนอกระบบสุริยะ ซึ่งทีโอลิสกล่าวว่าคล้ายเป็นรูปแบบของการเกิดออกซิเจนเลยทีเดียว

จุดนี้เป็นนัยบ่งบอกว่าดวงจันทร์น้ำแข็งอาจมีแหล่งขององค์ประกอบเคมี ที่ซับซ้อนอยู่ใกล้บริเวณพื้นผิวดวงจันทร์มากกว่าที่เราคิด ทั้งนี้เพราะออกซิเจนเป็นองค์ประกอบที่ไวต่อการทำปฏิกริยา องค์ประกอบเคมีเหล่านี้ยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้นหากออกซิเจนลงสู่ใต้ดินและ ผสมเข้ากับน้ำทะเลที่อยู่ในรูปของเหลว หากแต่ดวงจันทร์เรียไม่มีแหล่งน้ำใต้ดิน ต่างจากดวงจันทร์น้ำแข็งอื่นๆ เช่น ดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์เอ็นเซลาดัส (Enceladus) ดวงจันทร์ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของดาวเสาร์

“หากกลไกนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติอย่างที่ควรจะเป็น ก็จะทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจตามมาอีก 2-3 คำถาม” ทีโอลิสกล่าว

ข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000168593

กันยายน 28, 2010

ยานแคสสินีพบน้ำพุบน ดวงจันทร์ “เอนเซลาดัส” ของดาวเสาร์

ภาพใหม่จากยานแคสสินีเผยน้ำพุผุมากมายบน “เอนเซลาดัส” ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ มากกว่าที่เคยพบมาก่อน พร้อมภาพ 3 มิติ “ลายเสือ” แสดงรอยแยกที่มีอนุภาคน้ำแข็ง ไอน้ำ และสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ พุ่งออกมา และยังบันทึกภาพบริเวณที่ไม่เคยสำรวจมาก่อน


ภาพน้ำพุบน ดวงจันทร์ “เอนเซลาดัส” ของดาวเสาร์ บริเวณขั้วใต้ ซึ่งมีทั้งน้ำพุขนาดใหญ่และขนาดเล็ก บันทึกโดยกล้องของยานแคสสินี ของนาซา (สเปซด็อทคอม)

“ดวงจันทร์เอน เซลาดัสยังคงสร้างความประหลาดใจต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ยานแคสสินีบินผ่าน เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวสุดขั้วและสิ่งที่ทำให้ดวงจันทร์ นี้เป็นสิ่งแปลก” ไซน์เดลีระบุคำพูดของ บ็อบ แพพพาลาร์โด (Bob Pappalardo) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการแคสสินีจากห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) ขององค์การบริหารการบินอวกาสหรัฐฯ (นาซา)

ทั้งนี้กล้องบันทึกภาพด้วยแสงของยานแคสสินี (Cassini) ได้บินผ่านขั้วใต้ของ “เอนเซลาดัส” (Enceladus) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2009 และได้ส่งภาพพร้อมรายละเอียดล่าสุดก่อนที่บริเวฯดังกล่าวจะหายเข้าไปในเงา มืดของดวงจันทร์เองเป็นเวลาถึง 15 ปี

ภาพมุมกว้างของขั้วใต้ดวงจันทร์ บันทึกโดยยานแคสสินี (สเปซด็อทคอม)

ภาพที่บันทึกใหม่นี้ยังให้มุมมอง 3 มิติ “ลายเสือ” ซึ่งเป็นรอยแยกของอนุภาคน้ำแข็ง ไอน้ำ และองค์ประกอบอินทรีย์ที่พวยพุ่งออกมา รวมทั้งยังให้ภาพแผนที่พื้นผิวบางส่วนของเอนเซลาดัสที่ละเอียดกว่าภาพที่ได้ จากการบินผ่านก่อนนี้ของยานแคสสินี โดยใน1 ภาพที่ต่อกันแบบโมเสค (mosaic) ซึ่งบันทึกด้วยกล้องมุมแคบ ที่มีความละเอียดสูง มีน้ำพุที่พุ่งออกมาถึง 30 จุด อีกทั้งมากกว่า 20 จุดไม่เคยได้รับการจำแนกมาก่อน

“การบินผ่านครั้งล่าสุดนี้ ได้ยืนยันในสิ่งที่เราสงสัย” สเปซด็อทคอมรายงานคำอธิบายของ คาโรลิน ปอร์โก (Carolyn Porco) หัวหน้าทีมบันทึกภาพของยานแคสสินี จากสถาบันอวกาศวิทยา (Space Science Institute) สหรัฐฯ ซึ่งระบุด้วยว่าพลังงานของน้ำพุนั้นผันเปลี่ยนไปตามเวลา และน้ำพุหลายแหล่งทั้งเล็กและใหญ่ปะทุตามแนวเส้นลายเสือ

ภาพโมเสคหรือภาพต่อของพื้นผิวบริเวณ “แบกแดด ซัลคัส” ซึ่งรอยแยกที่เห็นเป็นลายเสือนั้นมีน้ำพุจำนวนมาก (สเปซด็อทคอม)

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังได้ผสมภาพที่บันทึกในย่านแสงที่ตามองเห็นได้เข้ากับข้อมูล ความร้อน เพื่อทำแผนที่ของแถบลายเสือที่ยาวที่สุด 40 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “แบกแดดซัลคัส” (Baghdad Sulcus) โดยแผนที่ดังกล่าว จะแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างรอยแยกอายุน้อยกับอุณหภูมิที่ร้อนผิดปกติ ซึ่งบันทึกได้จากพื้นที่บริเวณขั้วใต้

ทั้งนี้ตลอดพื้นที่ของแบกแดดซัลคัสมีอุณหภูมิสูงเกิน -93 องศาเซลเซียส และบางครั้งอาจจะสูงกว่า –73 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิระดับนี้ ถือว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงสำหรับแบกแดดซัลคัส และอาจเป็นอุณหภูมิที่มีผลมาจากความร้อนของรอยแยก ที่ขนาบข้างด้วยไอน้ำร้อนที่ขับเคลื่อนน้ำพุของดวงจันทร์แห่งดาวเสาร์ดวงนี้

จอห์น สเปนเซอร์ (John Spencer) สมาชิกทีมตรวจวัดย่านอินฟราเรด จากสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์ (Southwest Research Institute) สหรัฐฯ อธิบายว่า รอยแยกนี้ถือว่าหนาวเหน็บเมื่อเทียบกับโลก แต่ถือวาเป็นอุณหภูมิที่ร้อนสำหรับพื้นที่โดยรอบของรอยแยกซึ่งมีอุณหภูมิต่ำ ถึง -220 องศาเซลเซียส และปริมาณความร้อนมหาศาลที่พุ่งออก

สำหรับการบินผ่านของยานแคสสินีเมื่อปลายปีที่ผ่านมานั้น เป็นการเข้าใกล้เอนเซลาดัสครั้งที่ 8 ในระยะ 1,600 กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ที่เพียงสำรวจนี้จะเข้าสู่ความมืดไปอีก 15 ปี ส่วนยานสำรวจจากนาซาลำนี้ได้รับเวลาขยายการปฏิบัติหน้าที่ออกไปถึงปี 2017 และมีกำหนดบินผ่าน เพื่อสำรวจดวงจันทร์เอนเซลาดัสถูกยืดออกไปเป็น 11 ครั้งเช่นกัน ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการสำรวจดวงจันทร์น้ำแข็งนี้

ทั้งนี้แคสสินีถูกส่งขึ้นไปตั้งแต่ปี 1997 และเดินทางไปโคจรรอบดาวเสาร์ตั้งแต่ปี 2004

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2553

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 14,816 other followers