Mr.Vop's Blog

มกราคม 30, 2012

วิเคราะห์จำนวนพายุที่เข้าไทยจากปี 2539-2554

ปี จำนวนพายุโซนร้อน พายุที่มีผลกับไทย
2539 33 7
2540 29 4
2541 15 4
2542 24 3
2543 23 3
2544 26 3
2545 26 0
2546 21 2
2547 29 2
2548 23 3
2549 23 3
2550 24 3
2551 22 4
2552 22 2
2553 14 6
2554 21 7

จำนวนพายุโซนร้อน (พายุที่มีความเร็วลมมากกว่าพายุดีเปรสชั่น และจะได้รับการตั้งชื่อเมื่อความเร็วลมไปถึงระดับหนึ่งและคงอยู่ในความเร็วนั้นนานพอกับกฏเกณท์การตั้งชื่อได้ระบุไว้) ที่เกิดในบริเวณตะวันตกของมหาสมทุรแปซิฟิค เช่นในย่านก่อพายุฟิลิปปินส์และทะเลจีนใต้  ที่แสดงในตารางด้านบนนั้น เมื่อลองสังเกตดูท่านจะพบว่าไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนพายุที่มีผลต่อประเทศไทย ยกเว้นในปี 39 แต่หลังจากนั้น แม้จำนวนพายุในปีนั้นจะมาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้จำนวนพายุที่มีผลกับไทยจะมากตามไป และในบางปีแม้จำนวนพายุที่ก่อตัวไม่มาก กลับมีพายุเอียงเข้าหาประเทศไทยหลายลูกกว่าปกติ เช่นปี 53 จะเห็นจำนวนพายุโซนร้อนรวมแค่ 14 ลูก แต่เอียงมาทางไทยมากถึง 6 ลูก เป็นต้น จึงไม่ควรใช้จำนวนพายุที่ก่อตัวรวมในปีนั้นๆเป็นฐานในการวิเคราะห์หรือพยากรณ์ เพราะมีโอกาสผิดพลาดได้

ข้อมูลจำนวนพายุโซนร้อน จาก วิกิพีเดีย

จำนวนพายุที่มีผลต่อไทย นับจากเส้นทางพายุที่ขึ้นฝั่งอินโดจีนและแหลมมาลายู

เมษายน 30, 2011

กายวิภาคของพายุทอร์นาโด

 ภาพรายละเอียดของซุปเปอร์เซลและทอร์นาโด ในภาพพายุจะเคลื่อนจากซ้ายไปขวา

ทอร์นาโดมีจุดกำเนิดที่แตกต่างจากพายุชนิดอื่นอยู่พอสมควร โดยมีความแตกต่างของความกดอากาศและอุณหภูมิมาเกี่ยวข้องหลายระดับ
โดยปกติจะเกิดในรูปแบบของการรวมตัวของเมฆคิวมูโลนิมบัสขนาดยักษ์จนถึงขนาดที่เรียกว่าซุปเปอร์เซล โดยมีชั้นของเมฆสูงขึ้นไปหลายกิโลเมตร
เมฆ cb จะทำให้เกิดพายุฝนหรือลูกเห็บลงสู่พื้นดินที่มีอากาศร้อนอยู่ การแลกเปลี่ยนความร้อนอย่างรวดเร็วทำให้อากาศร้อนบนพื้นยกตัวขึ้นเร็วจนอากาศเย็นบนก้อนเมฆซึ่งหนักกว่าตกลงสู่พื้นไม่ได้และมีสภาพของความไม่สมดุลย์  (Unstable) ขึ้น
เมื่ออากาศเย็นสะสมตัวบนก้อนเมฆมากถึงระดับหนึ่ง เนื่องจากอากาศเย็นบนก้อนเมฆหนักกว่าอากาศร้อนบนก้อนเมฆมากสุดท้ายก็ทิ้งตัวตกลงมา จะเห็นจังหวะการทิ้งตัวเป็นงวงตกมาจากก้อนเมฆ ซึ่งเราจะเห็นเป็นงวงของพายุงอกลงมาจากฟ้านั่นเอง

จากนั้นจะมีการแลกเปลี่ยนความร้อนอย่างรวดเร็วเมื่ออากาศเย็นบนก้อนเมฆตกลงมาจะดันอากาศร้อนบนพื้นให้ลอยขึ้นในลักษณะหมุนทวนเข็มนาฬิกา
แต่อากาศร้อนบนพื้นร้อนกว่าอากาศร้อนบนก้อนเมฆทำให้ขึ้นไปผลักอากาศเย็นบนก้อนเมฆตกลงมาเร็วขึ้นไปอีก จุดนี้งวงพายุจะพัฒนาใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นทอร์นาโดสมบูรณ์แบบ

หากความแตกต่างของความร้อนของอากาศจากพื้นและท้องฟ้าไม่มาก เมื่อปรับสมดุลได้
พายุจะสลายตัวโดยเร็วเพราะอากาศเย็นบนก้อนเมฆไม่เหลือพอจะตกลงมาอีก เพราะอุณหภูมิไม่ต่างจากอากาศร้อนบนก้อนเมฆแล้ว
แต่หากอุณหภยังมีความต่างมาก การทวีกำลังจะดำเนินต่อไป เกิดการขยายตัวของทอร์นาโดจาก F1->F5 ได้ (ดูขนาดความเร็วลมที่เกี่ยวข้องได้ คลิ๊กที่นี่)

กุมภาพันธ์ 15, 2011

เกิดหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 100 ปี ที่เกาหลี

ภูมิอากาศโลกกำลังเข้าสู่จุดวิกฤตเข้าไปทุกที ปลายสัปดาห์ที่แล้ว (12-13 ก.พ. 54) เกิดหิมะตกหนักถึง 80 cm ที่จังหวัดคังวอนทางภาคตะวันออกของเกาหลี หลังจากอุณหูมิทั่วคาบสมุทรลดต่ำลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้แม่น้ำฮันในกรุงโซลมีน้ำแข็งจับผิวน้ำเป็นครั้งแรก

รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องขอความช่วยเหลือจากกองทัพให้ส่งทหารถึง 12,000 นายเข้าช่วยเหลือประชาชนในการกำจัดและกู้ภัยจากหิมะ เที่ยวบินโดยสารกว่า 52 เที่ยวต้องยกเลิกและการคมนาคมเกือบทั้งหมดในจังหวัดคังวอนหยุดชะงัก

พายุหิมะที่โหมใส่เขตที่ต่ำกว่าเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลในปีนี้และปีที่แล้ว เป็นตัวชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงรุนแรงของบรรยากาศโลกอย่างชัดเจน

ธันวาคม 30, 2010

แรงโคริออริส (Coriolis) และทิศทางการหมุนของพายุ

แรงโคริออริส (Coriolis)


เป็นแรงเสมือนซึ่งเกิดจากการที่โลกหมุนหมุนรอบตัวเอง ในภาพที่ 1 บน แสดงให้เห็นว่า หากโลกไม่หมุนรอบตัวเอง การยิงจรวดจากขั้วโลกเหนือไปยังเป้าหมายบนตำแหน่งที่เส้นศูนย์สูตรตัดกับเส้นแวงที่ 90° จะได้วิถีของจรวดเป็นเส้นตรง โดยสมมุติให้จรวดใช้เวลาเดินทางจากจุดปล่อยไปยังเป้าหมายใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง
ในภาพที่ 1 ล่าง อธิบายถึงการเกิดแรงโคริออริส เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 24 ชั่วโมง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง นับตั้งแต่จรวดถูกปล่อยออกจากจุดปล่อยไปยังเป้าหมาย การหมุนของโลกทำให้วิถีของจรวดเป็นเส้นโค้ง และเคลื่อนไปตกบนเส้นแวงที่ 105° เนื่องจากหนึ่งชั่วโมงโลกหมุนไปได้ 15° (105° – 90° = 15°)

ภาพที่ 1

แรงโคริออริสไม่มีอิทธิพลต่อกระแสลมที่บริเวณเส้นศูนย์สูตร แต่จะมีอิทธิพลมากขึ้นในละติจูดที่สูงเข้าใกล้ขั้วโลก
แรงโคริออริสทำให้ลมในซีกโลกเหนือเบี่ยงเบนไปทางขวา และทำให้ลมในซีกโลกใต้เบี่ยงเบนไปทางซ้าย ภาพที่ 4 แสดงให้เห็นว่า ในบริเวณซีกโลกเหนือ แรงโคริออริสทำให้มวลอากาศรอบหย่อมความกดอากาศต่ำ (L) หรือ “ไซโคลน”(Cyclone) หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกาเข้าสู่ศูนย์กลาง และมวลอากาศรอบหย่อมความกดอากาศสูง (H) “แอนติไซโคลน”(Anticyclone) หมุนตัวตามเข็มนาฬิกาออกจากศูนย์กลาง ในบริเวณซีกโลกใต้ “ไซโคลน” จะหมุนตัวตามเข็มนาฬิกา และ “แอนติไซโคลน” จะหมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา ตรงกันข้ามกับซีกโลกเหนือ


ภาพที่ 2 ไซโคลน และ แอนติไซโคลน ในซีกโลกเหนือ

 

 

ข้อมูลจาก The LESA Project

ธันวาคม 29, 2010

พบกลุ่มเมฆลุกโชติช่วงบนดวงเสาร์ ส่องเห็นได้ด้วยกล้องดูดาวธรรมดา

ธรรมชาติมีความลี้ลับมหัศจรรย์อยู่เสมอ ในช่วง 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา (ตั้งแต่ 22 ธ.ค. 53)  ปรากฏก้อนเมฆซึ่งน่าจะเป็นพายุขนาดยักษ์ที่ลุกสว่างโชติช่วงผิดปกติจนสามารถมองเห็นได้จากโลกด้วยกล้องดูดาวธรรมดา ในบรรยากาศของดาวเสาร์

ภาพนี้ถ่ายโดย Anthony Wesley ผ่านกล้องดูดาวขนาด 16″ เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่ามา

 

ยาน Cassini ซึ่งโคจรอยู่ที่ดาวเสาร์ในขณะนี้ ได้ตรวจพบสัญญาณวิทยุรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มเมฆประหลาดดังกล่าว ซึ่งอาจเกิดจากกระแสไฟฟ้าจำนวนมากในกลุ่มเมฆยักษ์นั้น

 

ภาพถ่ายจากนักดูดาวสมัครเล่นอื่นๆ  Fredy Willems จาก Waipahu, Hawaii; Glenn Jolly จาก Gilbert, Arizona;  Christopher Go จาก Cebu City, Philippines; Sadegh Ghomizadeho จาก Tehran, Iran และภาพจาก Vincent Lao Pasig City, Philippines

ตุลาคม 1, 2010

ทอร์นาโด

Filed under: ภัยพิบัติ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 00:02

ทอร์นาโด (tornado อ่านว่า ทอร์เนโด) เป็นพายุที่ เกิดจากการหมุนของอากาศ สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ โดยลักษณะที่พบได้บ่อยสุดคือลักษณะรูปทรงกรวย โดยส่วนปลายโคนชี้ลงที่พื้น ทอร์นาโดสามารถก่อพลังทำลายได้สูง โดยความเร็วลมสามารถสูงมากถึง 500 กม/ชม (300 ไมล์/ชม) ซึ่งก่อให้เกิดการพังทลายของสิ่งก่อสร้างได้

ทอร์นาโดเกิดขึ้นจากลมร้อนและลมเย็นมาเจอกันและก่อตัวให้เกิดลมหมุน และเมื่อลมหมุนในระดับที่ไม่คงที่ ทำให้ปลายข้างหนึ่งลงมาสัมผัสที่พื้นก่อให้เกิดทอร์นาโดได้ โดยทอร์นาโดสามารถส่วนใหญ่เกิดในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่สามารถก่อให้เกิดลมร้อนและไอเย็นปะทะกันบริเวณทุ่งราบ

ทอร์นาโดแบ่งออกเป็นรายระดับตามกำลังทำลายและความเร็วลม โดยแบ่งเป็น F0 – F5 โดย F0 เป็นทอร์นาโดที่อ่อนกำลังสุด และ F5 เป็นทอร์นาโดที่กำลังแรงสุด

การจำแนกระดับของทอ์นาโด จะยึดตาม Fujita scale ซึ่งกำหนดให้พายุในแต่ละระดับมีความแรงดังนี้

  • พายุ F0 ความเร็วลม 64-116 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • พายุ F1 ความเร็วลม 117-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • พายุ F2 ความเร็วลม 181-253 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • พายุ F3 ความเร็วลม 254-332 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • พายุ F4 ความเร็วลม 333-418 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • พายุ F5 ความเร็วลม 419-512 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

จากการสำรวจเก็บสถิติ พบว่า ทุกๆ การเกิดพายุทอร์นาโด 1,000 ครั้ง จะเป็นระดับ F0 จำนวนประมาณ 389 ครั้ง , ระดับ F1 จำนวนประมาณ 356 ครั้ง , ระดับ F2 จำนวนประมาณ 194 ครั้ง , ระดับ F3 จำนวนประมาณ 49 ครั้ง , ระดับ F4 จำนวนประมาณ 11 ครั้ง และระดับ F5 จำนวนประมาณ 1 ครั้ง

ความแรงของพายุ ส่งผลกับขนาด และการสลายตัวของพายุด้วย พายุระดับ F0-F1 อาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 100 เมตร และเคลื่อนตัวไปได้ไม่กี่กิโลเมตรก็สลายตัวไป ในขณะที่พายุ F5 อาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่า 1,600 เมตร และเคลื่อนตัวไปได้มากกว่า 100 กิโลเมตรก่อนจะสลายตัว ซึ่งการที่พายุที่ระดับสูงกว่าจะทำให้พายุมีขนาดใหญ่และสลายตัวช้าด้วย

ในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1925 ในสหรัฐอเมริกา เกิดพายุทอร์นาโดขึ้นพร้อมกัน 9 ลูก เป็น F2 จำนวน 2 ลูก , F3 จำนวน 4 ลูก , F4 จำนวน 2 ลูก และ F5 จำนวน 1 ลูก เคลื่อนตัวถล่มมลรัฐมิสซูรี่ , อิลลินอยส์ , อินเดียนา , เคนทักกี , เทนเนสซี , อลาบามา และ มลรัฐแคนซัส มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 747 คน ซึ่งในจำนวนนั้น เฉพาะพายุ F5 เพียงลูกเดียวนั้น คร่าชีวิตผู้คนไป 695 คน ส่วนยอดผู้เสียชีวิตจากพายุลูกอื่นๆ อีก 8 ลูก รวมกัน ได้เพียง 50 กว่าคนเท่านั้น ทำให้พายุ F5 ลูกนั้นที่เกิดขึ้นเป็นพายุทอร์นาโดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติ ศาสตร์สหรัฐอเมริกา ความเสียหายทางชีวิตและทรัพย์สินมีมูลค่าเทียบเป็นปัจจุบันได้มากกว่า 1862 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กันยายน 3, 2010

การจัดระดับความรุนแรงของพายุเฮอร์รีเคน

การจัดระดับความรุนแรงของพายุเฮอร์รีเคน

การจัดระดับเฮอร์ริเคนตามความรุนแรงของแรงลมที่ก่อให้เกิดพายุ พัฒนาขึ้นในปี 1969 โดยเฮอร์เบิร์ตแซฟไฟร์ วิศวกรโยธา และบ็อบ ซิมป์สัน ผู้อำนวยการศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ แบ่งพายุเป็น 5 ระดับด้วยกัน ใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินความเสียหายและอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น โดยจะใช้ได้กับพายุเฮอร์ริเคนที่ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกและทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น

ระดับ 1 (Category 1)

- ความเร็วลม 74-95 ไมล์ต่อชั่วโมง(119-153 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
- ความสูงของคลื่น 1.2-1.5 เมตร
- ความกดอากาศ 980 มิลลิบาร์
- อานุภาพในการทำลายล้าง เล็กน้อย
ไม่ส่งผลต่อสิ่งก่อสร้าง มีน้ำท่วมบ้างตามชายฝั่ง ท่าเรือเสียหายเล็กน้อย
ตัวอย่างของเฮอร์ริเคนระดับนี้ได้แก่ Hurricane Isabel ซึ่งขึ้นฝั่ง ใกล้ ๆ เกาะ Drum Inlet
นอกชายฝั่งรัฐ N.Carolina ปี 2003 และ Hurricane Georges ขึ้นฝั่ง Florida Key และ Mississippi และHurricane Bonnie ปี 1988

ระดับ 2 (Category 2)

- ความเร็วลม 96-110 ไมล์ต่อชั่วโมง (154-177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
- ความสูงของคลื่น 1.8-2.4 เมตร
- ความกดอากาศ 965-979 มิลลิบาร์
- อานุภาพในการทำลายล้าง น้อย
หลังคา ประตูหน้าต่างบ้านเรือนมีเสียหายบ้าง ก่อให้เกิดน้ำท่วมทำลายท่าเรือ
จนถึงอาจทำให้สมอเรือที่ไม่ได้ป้องกันไว้หลุดหรือขาดได้ ตัวอย่างของเฮอร์ริเคนระดับนี้ได้แก่ HurricaneIsabel ซึ่งขึ้นฝั่ง ใกล้ ๆ เกาะ Drum Inlet นอกชายฝั่งรัฐ N.Carolina ปี 2003 และ Hurricane Georgesขึ้นฝั่ง Florida Key และ Mississippi และ Hurricane Bonnie ปี 1988

ระดับ 3 (Category 3)

- ความเร็วลม 111-130 ไมล์ต่อชั่วโมง (178-209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
- ความสูงของคลื่น 2.7-3.7 เมตร
- ความกดอากาศ 945-964 มิลลิบาร์
- อานุภาพในการทำลายล้าง ปานกลาง
ทำลายโครงสร้างที่อยู่อาศัยขนาดเล็กได้บ้าง โทรศัพท์บ้านถูกตัดขาด
แผงป้องกันพายุตามบ้านเรือนได้รับความเสียหาย อาจเกิดน้ำท่วมขังเข้ามาถึงพื้นดินส่วนใน เช่น HurricaneJeanne,Hurricane Ivan ขึ้นฝั่ง Florida ปี 2004 (ฟลอริด้าปี 2004 นี้โชคร้ายมาก ๆ
เพราะโดนเฮอร์ริเคนกระหน่ำหนัก ๆ ถึง 5 ลูกในเวลาที่ติด ๆ กัน) และมี Hurricane Roxanne ขึ้นฝั่งที่Florida และ Alabama ปี1995 และยังมี Hurricane Fran ขึ้นฝั่งที่ Yucatan Penninsula ของเม็กซิโกในปี1996 และที่ N.Carolina

ระดับ 4 (Category 4)

- ความเร็วลม 131-155 ไมล์ต่อชั่วโมง (210-249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
- ความสูงของคลื่น 4.0-5.5 เมตร
- ความกดอากาศ 944-920 มิลลิบาร์
- อานุภาพในการทำลายล้าง สูง
แผงป้องกันพายุเสียหายหนักยิ่งขึ้น หลังคาบ้านเรือนบางแห่งถูกทำลาย น้ำท่วมเข้ามาถึงพื้นดินส่วนใน เช่นHurricane Charley ขึ้นฝั่งที่ฟลอริด้า วันที่ 13 สิงหาคม 2004 และ Hurricane Dennisซึ่งกระหน่ำเกาะคิวบา และ Hurricane Andrew ขึ้นฝั่งที่ฟลอริด้าวันที่ 24 สิงหาคม 1992
สร้างความเสียหายมากที่สุดซึ่งความเสียหายมีมูลค่าถึง 26.5 Billions Dollars

ระดับ 5 (Category 5)

- ความเร็วมากว่า 155 ไมล์ต่อชั่วโมงขึ้นไป( 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
- ความสูงของคลื่นไม่น้อยกว่า 5.5 เมตร
- ความกดอากาศ น้อยกว่า 920 มิลลิบาร์
- อานุภาพในการทำลายล้าง สูง
หลังคาบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมถูกทำลาย ตึกรามบางแห่งอาจถูกพัดถล่ม
เกิดน้ำท่วมขังปริมาณมากถึงขั้นทำลายข้าวของในชั้นล่างของบ้านเรือนใกล้ชายฝั่ง
และอาจต้องมีการประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ทำการอพยพโดยด่วน เช่น The Labor Day Hurricane ขึ้นฝั่งที่ฟลอริด้าปี 1935 และ Hurricane Camille ขึ้นฝั่งที่มิสซิสซิปปี้ปี 1969

Theme: Shocking Blue Green. บลอกที่ WordPress.com .

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 14,816 other followers