ยาแก้แพ้ – Antihistamine
By : ผศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลีนิค ภาควิชาอายุรเวช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ยาแก้แพ้หรือ Antihistamine เป็นยาที่มีใช้กันอย่างกว้างขวางในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับ หลั่งของ สารฮีสตามีน (Histamine-related disease) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคภูมิแพ้ (Allergic disorders) และโรคผิวหนัง (Dermatology disease) โรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มักมีการอักเสบเกี่ยวข้องด้วยไม่มากก็น้อย จึงควรทำ ความเข้าใจถึงหลักการใช้ยาในกลุ่มนี้ให้ถูกต้อง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ เทียบกับค่าใช้จ่าย หรือความคุ้มและความปลอดภัย
ขบวนการในการเกิดสารฮีสตามีน
ฮีสตามีนเป็นสารที่หลั่งมาจาก Mast cells โดยสร้างมาจากขบวนการ Decarboxylation ของกรดอมิโนชนิดฮีสติดีน (Histidine) โดยอาศัยเอ็มไซม์ชื่อ 1-Histidine decarboxylase
เอ็มไซม์ 1-Histidine decarboxylase Histidine —————–>Histamine Decarboxylation
เนื้อเยื่อที่พบว่ามีความเข้มข้นของ Histamine สูงได้แก่ ปอด เยื่อบุอวัยวะ หรือเซลต่างๆ (mucous membrane)สารฮีสตามีน จะถูกสร้างและเก็บอยู่ใน Mast cells และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล (basophile) ซึ่งเมื่อถูกกระ ตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) หรือกลไกอื่นๆ Mast cells และเซลเม็ด เลือดขาวชนิดเบโซฟิล (basophile)ก็จะหลั่งสารฮีสตามีนออกมากระจายไป ตามเนื่อเยื่อและกระแสโลหิต ภายในเวลา 2-3 นาทีโดยมีระดับสูงสุดที่ 5 นาที และจะกลับสู่ภาวะปกติภายในเวลา 30 นาที
ขบวนการหรือโรคใดก็ตามที่กระตุ้น Mast cells และ Basophile ให้หลั่งสาร ฮีสตามีน ออกมามากเกินความต้องการก็จะก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ โดยเฉพาะ โรคภูมิแพ้ ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ตัวจับสารฮีสตามีน (histamine receptor) ซึ่ง พบได้ในกล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) หรือผนังหลอดเลือดทั่วๆไป เมื่อ receptor ไปจับกับสารฮีสตามีนซึ่งหลั่งมาจาก Mast cells / Basophile ที่ถูก กระตุ้นจาก Allergen แล้วมีผลออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆของร่างกาย เช่น
- ไปออกฤทธิ์ต่อ Sensory nerve ที่ผิวหนัง ก็จะทำให้เกิดอาการคัน (itching / pruritis)
- ไปออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดทั่วๆไป ทำให้เกิดผื่นแดงตามผิวหนัง
- ไปออกฤทธิ๋ต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการหดเกร็ง/หืด (bronchospasm)
- ไปออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร จะเกิดอาการปวดท้อง อาเจียน เป็นต้น
อาการต่างๆดังกล่าวเป็นผลมาจากการหลั่งของสารฮีสตามีน และขบวนการ อื่นที่เกี่ยวข้องมากมาย
ปัจจุบันได้มีการจัดแบ่งประเภทของยาต้านฤทธิ๋ฮีสตามีน (Anti-Histamine) ออกได้เป็น 3 รุ่นดังนี้
- รุ่นที่ 1 (First generation) Sedating Antihistamine : เป็นกลุ่มแอนตี้ฮีสตามีนที่ผ่านตัวกลางของระบบเลือดและสมองได้ดี จึงมีฤทธิ์ข้างเคียงต่อ ระบบประสาทสมองส่วนกลาง ผลคือทำให้เกิดอาการมึนซึม ไม่สดชื่น ง่วงนอน และยังมีอาการ ไม่พึงประสงค์เช่น คอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก ตัวยาในกลุ่มนี้ได้แก่ – Chlophenilamine / Hydroxyzine / Tripolidine / Brompheniramine ข้อดีของยากลุ่มนี้คือสามารถลดอาการน้ำมูกไหลได้ กรณีที่น้ำมูกนั้นไม่ได้เกิดจากการหลั่งของฮีสตามีน สามารถลดอาการคันได้ดีกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ
- รุ่นที่ 2 (Second generation) Nonsedating Antihistamines : ยากลุ่มนี้ได้พัฒนาเพื่อแก้จุดด้อยของยาในกลุ่มที่ 1 โดยมีจุดเด่น 3 ประการคือ – ไม่ง่วง – ออกฤทธิ์นานกว่า 12 ชั่วโมง จนถึงหลายวัน – ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับ receptor ต่อ ฮีสตามีน ทำให้ได้ผลการรักษาได้ดีกว่ากลุ่มแรก ยากลุ่มนี้ได้แก่ Terfenadine / Astemizole / Lolatadine / Mequitazine / Acrivastine / Azelastine / Ebastine / Epinastine ข้อจำกัดของยาบางตัวในกลุ่มนี้เช่น Terfenadine / Astemizole จะต้องผ่านขบวนการเมตาโบลิซึ่ม ที่ตับเพื่อให้ได้สาร active form ในการออกฤทธิ์ต้านสารฮีสตามีน ปัญหาที่เกิดคือ ปฏิกริยา ระหว่างยาที่มีผลต่อตับ เช่น ketoconazole และ Macrolide จะมีผลทำให้การ เมตาโบไลท์ของยา Terfenadine / Astemizole ที่ตับได้ลดลง มีผลต่อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ อาจรุนแรง จนถึงกับเสียชีวิตได้
- รุ่นที่ 3 (Third generation) ยากลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมีคุณสมบัติเหมือนรุ่นที่ 2 แต่หลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับการเมตาโบลิซึ่ม ที่ตับ โดยได้พัฒนาในรูปแอคทิฟเลย จึงไม่มีผลต่อหัวใจ ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Fexofenadine / Certizine
หลักการใช้ยาต้านฮีสตามีน
- โรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic rhinitis) คนไทยส่วนใหญ่จะมีอาการจามร่วมกับอาการคัดจมูก จึงควรรักษาด้วยยา ต้านฮีสตามีนในรุ่นที่ 2 ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก (Decongestant) ผู้ป่วย อาจมีภาวะอักเสบอื่นๆร่วมด้วย ควรให้ยาพ่นจมูกพวก Corticosteroid เสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
- เยื่อจมูกอักเสบที่ไม่ใช่ภูมิแพ้และโรคหวัด (Non-allergic rhinitis&Common cold) ยาในกลุ่มต้านฮีสตามีน รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 ถูกใช้อย่างแพร่หลาย แต่จริงๆแล้วจะสู้รุ่นที่ 1 ไม่ได้ เพราะสามารถลดน้ำมูกที่ไม่ได้เกิดจาก สารฮีสตามีน ได้ดีกว่าโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก
- การรักษาลมพิษและโรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Urticaria-Angioedema and Atopic Dermatitis) อาการแพ้ทางผิวหนังแบ่งออกเป็นชนิดเฉียบพลัน (Acute Urticaria) ซึ่งมัก เกิดจากการแพ้อาหาร หรือยา หรือสารเคมีต่างๆ และแบบชนิดเรื้อรัง (Chronic Urticaria) ซึ่งมักจะเป็นประเภทไม่ทราบสาเหตุแน่นอน การรักษา สามารถใช้ยาต้านฮีสตามีนได้ทั้ง 3 รุ่น เพราะไม่มีผลแตกต่างในการรักษา สำหรับชนิดเรื้อรังควรให้ยาที่มีฤทธิ์ยาวและไม่ง่วง
- โรคหืด (Asthma) ส่วนใหญ่จะนิยมใช่ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 2 เนื่องจากมี ฤทธิ์แก้แพ้และแก้อักเสบร่วมด้วย ส่วนยาในรุ่นที่ 1 ควรหลีกเลี่ยงเพราะจะทำ ให้เสมหะเหนียว ยากต่อการขับออก ยกเว้นผู้ป่วยมี Allergic rhinitis ร่วมด้วย จึงจะพิจารณาให้ใช้ยาในกลุ่มที่ 1 ได้
- การรักษาอาการคัน (Pruritus) การใช้ยาในรุ่นที่ 1 น่าจะให้ผลดีกว่าเพราะ มีฤทธิช่วยให้ง่วง ช่วยลดอาการคันได้ดีโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ยาในรุ่นที่ 1 ให้ระวังในการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เพราะจะทำให้มีอาการง่วงมากขึ้น ได้แก่ยานอนหลับ ยาระงับประสาท และพวก Alcohol
- ยาในรุ่นที่ 2 ให้ระวังการใช้ยาร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเมตาโบลิซึ่ม ของตับ ซึ่งมีผลเสี่ยงต่อการทำงานของหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วม กับ Macrolides / Azoles group ร่วมไปถึงยาเกี่ยวกับโรคหัวใจ
- ยาในรุ่นที่ 3 เป็นยากลุ่มที่ไม่มีปัญหาเหมือนรุ่น 1 และ 2 แต่จะมีปัญหาใน เรื่องราคายาที่มีราคาค่อนข้างสูง