6 ปี สึนามิ 47 แผลใจที่รักษาไม่หาย

ความจริงกับการเยียวยาแผลใจ มีผู้ประสบภัยอีกจำนวนไม่น้อยต้อง”เผชิญ”กับปัญหา “สุขภาพจิตเรื้อรัง” โดยเฉพาะอาการ PTSD หรือภาวะเครียด มีอาการ เครียด วิตกกังวล หวาดกลัว และนอนไม่หลับ ฝันร้าย ยังเห็นภาพติดตา ตื่นกลัวเวลาที่ได้ยินเสียงหรือสิ่งที่เตือนให้ระลึกถึงเหตุการณ์ บางครั้งหวาดระแวง สะดุ้งผวา ใจสั่น อึดอัดไม่สบายใจ รวมทั้งมีภาวะซึมเศร้า เช่น ร้องไห้บ่อยๆ นอนไม่หลับ คิดถึงบุคคลที่เสียชีวิต กลุ่มนี้เสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง

กรม สุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข (TUC) มีการสำรวจปัญหาสุขภาพจิตของผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 พบอาการ PTSD หรือ ภาวะเครียด จำนวน 11.9% และครั้งที่ 2 ลดลงเหลือจำนวน 4.7% และภาวะซึมเศร้า ครั้งที่ 1 พบจำนวน 30.2% ครั้งที่ 2 ลดลงเหลือจำนวน 14.9% ขณะที่ปัญหาสุขภาพจิตเด็ก ครั้งที่ 1 พบอาการ PTSD หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์ จำนวน 13.3% ครั้งที่ 2 ลดลงเหลือจำนวน 8.6% ส่วนภาวะซึมเศร้า ครั้งที่ 1 พบจำนวน 10.4% แต่ครั้งที่ 2 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11.3% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าความชุกของปัญหาสุขภาพจิตในเด็กมีแนวโน้มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ใหญ่มีแนวโน้มลดลง

นอก จากนี้เด็กยังฝังใจกับเหตุการณ์สึนามิ แม้เวลาจะผ่านมาช่วงหนึ่งแล้วก็ตาม เด็กยังมีปัญหาเครียดและซึมเศร้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ด้อยโอกาส เช่น กลุ่มที่กำพร้าพ่อ แม่ ซึ่งได้มีการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้านจิตใจกับเด็ก

ล่า สุดกรมสุขภาพจิตได้ทำการศึกษาติดตามภาวะสุขภาพจิตของประชาชนที่ประสบภัยสึนา มิ เป็นครั้งที่ 3 ในพื้นที่ จ.พังงา จำนวน 791 ราย แบ่งเป็น อำเภอเมือง จำนวน 14 ราย อ.ตะกั่วป่า 571 ราย อ.ตะกั่วทุ่ง 35 ราย และ อ.ท้ายเหมือง 171 ราย เป็นการติดตามผู้ประสบปัญหารายเดิม รวมทั้งการติดตามผู้มีปัญหารายใหม่ โดยใช้ทีมเก็บข้อมูลจากหน่วยงานสังกัดกรมสุขภาพจิต 6 แห่ง รวม 42 คน ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคจาก TUC เป็นการเก็บข้อมูลประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่งานสำรวจสุขภาพจิตมีการนำเทคโนโลยี Pocket PC มาใช้ในการเก็บข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วขึ้น แม่นยำ และสามารถเก็บข้อมูลได้ในปริมาณที่มาก โดยเป็นการเก็บข้อมูลทางด้านประชากรศาสตร์ ด้านสุขภาพทั่วไป ด้านเกี่ยวกับสังคม ใช้ควบคู่กับแบบสอบถามด้านสุขภาพจิต เพื่อเก็บข้อมูลในเชิงลึก เพื่อบันทึกกลุ่มอาการแบบฮอพกินส์ในการตอบคำถามเกี่ยวกับอาการในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์กลุ่มอาการกังวล และกลุ่มอาการซึมเศร้า รวมทั้งการเก็บข้อมูลบันทึกอาการบาดเจ็บแบบฮาร์วาร์ด เป็นการถามเกี่ยวกับประวัติและอาการในอดีตและปัจจุบัน เพื่อสำรวจถึงประสบการณ์หรือการพบเห็นเหตุการณ์ในตอนเกิดเหตุและหลังเกิด เหตุ ซึ่งเป็นการตรวจเกี่ยวกับกลุ่มอาการเครียดหลังการบาดเจ็บ และพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย

รายงาน ผลเบื้องต้นจากการสำรวจในครั้งที่ 3 พบปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มอาการ PTSD 2.7% ซึมเศร้า 13.4% วิตกกังวล 18% และทุกข์โศก 15.3% ข้อมูลนี้เป็นการสะท้อนสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตที่ชี้ให้เห็นว่า ยังมีผู้ประสบภัยจำนวนไม่น้อยที่ยังมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะผ่านมาถึง 3 ปีแล้วก็ตาม

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการดำเนินงานในครั้งที่ 3 นอกจากจะเป็นการเฝ้าสำรวจ และศึกษา เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการติดตามภาวะจิตใจ และประเมินผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยแล้ว ยังทำให้ทราบปัญหา และความต้องการของประชาชนว่ามีความรุนแรงแค่ไหนแล้ว จะเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยป้องกัน และแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยทางจิตใจ ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

กรม สุขภาพจิตได้เตรียมระบบรองรับอยู่ 2 ระบบ คือ 1.ระบบรองรับตามสวัสดิการสุขภาพแห่งชาติที่เปิดให้รับบริการ เช่น ที่ เขาหลัก จ.พังงา มีศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ประสบภัยสึนามิ เปิดทำการมาตั้งแต่ 26 พฤษภาคม 2548 มีจิตแพทย์ และทีมสุขภาพจิตผู้เชี่ยวชาญให้บริการอยู่ โดยที่นี่จะเป็นศูนย์สุขภาพจิตแบบเบ็ดเสร็จ มีการบริการเชิงรุก มีฐานข้อมูลการเฝ้าระวังหลังภัยพิบัติ 2.ระบบรองรับกรณีที่พบปัญหาที่ยุ่งยาก และซับซ้อน สามารถประสานทีมในพื้นที่ให้เข้าไปช่วยเหลือได้ มีทีมเคลื่อนที่ และมีทีมที่ส่งต่อให้โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ดูแลต่อไป

สำหรับ งบประมาณในการเยียวยา มีการจัดสรรให้กับโรงพยาบาลต่อเนื่อง การทำงานเยียวยาปัญหาสุขภาพจิตผู้ประสบภัยต้องทำอย่างต่อเนื่อง และอาศัยความเข้าใจจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะด้านงบประมาณอาจยังไม่เข้าใจ หรือตั้งคำถามว่าเหตุการณ์สึนามิผ่านมา 3-4 ปีแล้ว ปัญหายังไม่หมดอีก

กรม สุขภาพจิตต้องเข้าให้ถึงพื้นที่ทั้ง 6 จังหวัด ที่ประสบภัยสึนามิ ส่วนไหนที่มีปัญหาอยู่ต้องเร่งดำเนินการ แม้ว่าการสำรวจในครั้งที่ 1 และ 2 จะมีอาการดีขึ้น ก็จะต้องคอยติดตามช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการจัดการปัญหาชีวิตด้วย รวมถึงผู้ป่วยรายใหม่ที่อาจเกิดขึ้นมาได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นอาการที่แทรกซ้อนหลังเหตุการณ์ที่ไม่ได้แสดงออกให้คนอื่นได้เห็นไม่ ซึมเศร้า และทำงานได้ตามปกติ

ด้าน นางปรีดา สงวนวงศ์ หัวหน้าสถานีอนามัยน้ำเค็ม เล่าว่า ปัญหา และอุปสรรคของการลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ประสบภัยสึนามิ ที่เคยให้ข้อมูลมาแล้วเมื่อครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งมีจำนวนเกือบ 800 คน มีเหตุปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การย้ายถิ่นฐานออกไปของผู้ประสบภัย รวมถึงการที่ผู้ประสบภัยไม่มาตามเวลาที่นัดหมาย อาจเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากการประสานงานกับผู้นำท้องถิ่น หรือเป็นเพราะว่าชาวบ้านอาจยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจเป็นเพราะชาวบ้านมีทัศนคติเชิงลบว่าการไปใช้บริการด้านสุขภาพจิตที่ จัดให้บริการแบบเปิดเผยหรือในรูปแบบเคลื่อนที่ จะถูกมองว่าเป็นบ้าการจัดบริการด้านสุขภาพจิต ต้องคำนึงถึงทัศนคติ ความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวบ้าน รวมทั้งกลยุทธ์ที่จะใช้ในชุมชนด้วย

“วชิระ” เล่าว่า หลังเกิดเหตุการณ์ใหม่แทบไม่เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านเลย มีแต่แววตาที่ไร้ความสุข และความหวาดวิตก ปัจจุบันดีขึ้นเยอะได้เห็นรอยยิ้ม งานด้านสุขภาพจิตจึงต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง หากถามว่าปล่อยให้เงียบไปสักปีได้ไหม ก็คงทำไม่ได้หากเปรียบกับปัญหาทางกายคล้ายคนมีหนองติดอยู่ภายใน หากไม่บ่งออกมาก็จะกลายเป็นปัญหาทีหลัง โรคมะเร็ง เบาหวาน ยังมีโปรแกรมในการบำบัดรักษา แต่โรคทางสุขภาพจิตไม่สามารถแก้ไขความสูญเสียที่เกิดขึ้นให้กลับมาใหม่ได้ โดยเฉพาะการสูญเสียบุคคลในครอบครัว ปัญหาด้านจิตใจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องเยียวยา ไม่ไปรื้อฟื้นเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมา รวมถึงการพยายามลืมเหตุการณ์แล้วเริ่มชีวิตใหม่ นอกจากนี้ การใช้กระบวนการกลุ่ม ด้วยการรวมตัวของผู้ประสบภัย ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ จะเป็นเรื่องที่มีผลต่อการเยียวยาด้านจิตใจได้มาก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ หากมีเพื่อนช่วยกันประคับประคอง ก็จะช่วยทำให้ลืมเรื่องร้าย ๆ ได้

นาย ถวิล ด้วงใส อายุ 65 ปี ชาวบ้านแหลมสน เล่าถึงเหตุการณ์ต้องสูญเสียภรรยา ลูก และญาติ รวม 6 ชีวิต ใจจะขาดในช่วงแรก คิดจะทำร้ายตนเอง ต่อมามีเจ้าหน้าที่มีศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ประสบภัยสึนามิ จ.พังงา เข้ามาพูดคุยและให้กำลังใจอยู่เสมอ และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีอาการดีขึ้นสามารถทำใจกับ เหตุการณ์ได้ ปัจจุบันต้องรับยาและพูดคุยกับจิตแพทย์ ถึงแม้บางครั้งจะมีอาการตื่นกลัว กับเสียงจากสัญญาณเตือนภัย มีอาการขาสั่นอยู่บ้าง

แต่ปัญหาทางจิตที่เกิดขึ้นไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาแค่ 2-3 ปี เพราะบาดแผลทางจิตใจอยู่ลึกและนาน รักษายากกว่าบาดแผลทางกาย และที่สำคัญโอกาสที่จะถูกละเลยก็ง่าย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการตามวัย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก…

ข้อมูลจาก http://www.naewna.com/news.asp?ID=102224

Advertisements
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ภัยพิบัติ, สุขภาพ-เพศ และติดป้ายกำกับ , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s