Urban Forestry (ปลูกป่าในเมืองใหญ่)

Urban Forestry

การป่าไม้ในเมือง (urban forestry) หมายถึงการดูแลและจัดการต้นไม้ใหญ่ (trees) ทั้งหลายที่ขึ้นอยู่ในเขตเมืองเพื่อเป็นการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในเมืองให้ดีขึ้น

ภาพเมืองที่ประสบความสำเร็จในการจัดการด้าน Urban Forestry

ประโยชน์ของการป่าไม้ในเมือง

คุณประโยชน์ของต้นไม้ใหญ่ในเมืองนั้นมีมากมายซึ่งรวมถึงความสวยงาม การลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (urban heat island) การลดปริมาณการระบายน้ำฝนของเมือง การลดมลพิษทางอากาศ การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานด้วยการเพิ่มเงาต้นไม้กำบังอาคารให้มากขึ้น การเพิ่มมูลค่าทางราคาแก่อสังหาริมทรัพย์ ช่วยเพิ่มที่พักพิงแก่สัตว์ต่างๆ ตลอดการช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยรวมให้แก่เมืองได้มาก

คุณประโยชน์ด้านสุนทรียภาพ

ต้นไม้ใหญ่ให้สีสัน ผิวสัมผัสและความเปรียบต่างที่ทำให้สิ่งแข็งที่เป็นรูปเหลี่ยมทรงเรขาคณิตในภูมิทัศน์เมืองให้แลดูอ่อนนุ่ม ต้นไม้ใหญ่สามารถประกอบกันเป็นกรอบช่องมองวิวที่งดงามและอาจเป็นฉากบังวิวหรือสิ่งไม่น่าดูได้ด้วย ดอก สี เปลือก ลำต้น โครงสร้างของกิ่งก้านสาขาที่สง่างามสามารถกระตุ้นให้ผู้มองเกิดความปีติและน่าสนใจ การจัดวางต้นไม้อย่างมีแบบแผนจะช่วยส่งเสริมสัดส่วนของงานสถาปัตยกรรมและเสริมขนาดส่วนของเนื้อที่ใช้สอยภายนอกอาคารให้ดีขึ้น

สังคม จิตวิทยา นันทนาการ สัตว์พักพิง

การมีต้นไม้อยู่ร่วมในสิ่งแวดล้อมจะช่วยลดความเครียดแก่มนุษย์จากการทำงานประจำวันได้ เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่าต้นไม้ให้คุณประโยชน์แก่สุขภาพและจิตใจแก่ผู้อยู่อาศัยในชุมชนเมือง ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่และพื้นที่สีเขียวอื่นๆ ในชุมชนเมืองคือสถานที่ที่มนุษย์ใช้เป็นที่พบปะสังสรรทางสังคมและเพื่อการพักผ่อน และก็เช่นเดียวกันการออกแบบจัดวางที่ดีและการมีส่วนร่วมของประชาชนมีส่วนอย่างมากในผลสำเร็จ

ต้นไม้ใหญ่ในเมืองเป็นอาศัยพักพิงสำหรับนกทำรังกกไข่และเป็นที่อาศัยขยายพันธุ์และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์เมืองอีกหลายขนิด มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่รวมตัวเป็นชมรมศึกษาเฝ้าดู ให้อาหาร ถ่ายภาพ และเขียนภาพต้นไม้ใหญ่และสัตว์ที่มีประจำตามต้นไม้ใหญ่ในชุมชน ต้นไม้ใหญ่ในเมืองและสัตว์ประจำถิ่นเมืองได้อาศัยพึงพาซึ่งกันและกันมายานจนอยู่ในสภาวะสมดุล

การลดมลพิษในอากาศ

เมืองต่างๆ ในโลกกำลังดิ้นรนและพยายามอย่างมากที่จะทำให้อากาศในเมืองของตนมีคุณภาพได้มาตรฐาน ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามบทบาทและขีดความสามารถของต้นไม้ใหญ่ที่จะช่วยปัญหาเหล่านี้ได้ มลพิษที่เป็นอันตรายมากในบรรยากาศของเมืองได้แก่โอโซน ไนโตรเจนออกไซด์ (NOX) ซัลฟูริกออกไซด์ (SOX) และอนุภาคขนาดเล็กที่เป็นพิษ กาซโอโซนที่ระดับพื้นดินหรือหมอกควัน (smog) เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่าง Nox และสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยไว (volatile organic compounds -VOCs) เมื่อถูกแสงแดด นอกจากนี้ความร้อนที่เพิ่มยังช่วยเร่งปฏิกิริยานี้ให้เกิดเร็วขึ้น การปล่อยไอเสียของรถยนต์ ไอเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ไอจากน้ำมันเบนซินและสารทำละลายเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งกำเนิดหลักของ NOX และ VOCs อนุภาคมลพิษหรืออนุภาคฝุ่น (PM10 และ PM25) เกิดจากสารแข็งหรือหยดของเหลวที่มีขนาดเล็กมากที่อยูในอากาศที่เราหายใจเข้าไปและตกค้างอยู่ตามเนื้อเยื่อในปอด อนุภาคเหล่านี้สร้างปัญหาด้านสุขภาพกี่ยวกับทางเดินหายใจแก่เรามากที่สุด อนุภาคมลพิษเริ่มจากควันไอเสียเครื่องยนต์เบนซินหรือเขม่าที่ออกจาเครื่องยนต์ดีเซล อนุภาคเหล่านี้เองที่สร้างปัญหาร้ายแรงแก่ผู้ที่เป็นโรคปอดอยู่แล้วทั้งยังเป็นต้นเหตุของโรคแก่ผู้ที่สูดอนุภาคเหล่านี้เข้าไปมาก จึงนับเป็นภัยต่อสุขภาพโดยรวมของประชาชนทั่วไป ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวนี้สามารถลดได้มากด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อดูดซับมลพิษในอากาศ ดักจับอนุภาคและปลดปล่อยออกซิเจนช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นได้มาก

ด้วยการปลูกป่าในเมืองด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง งามและมีจำนวนมากพอจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของอากาศเมืองได้อย่างชัดเจน ต้นไม้ใหญ่สามารถลดอุณหภูมิและลด “ปรากฏการณ์เกาะความร้อน” ที่เกิดในเมืองใหญ่ การช่วยลดอุณหภูมิของบรรยากาศในเมืองลงไม่เป็นเพียงการช่วยประหยัดพลังงานเพียงอย่างเดียวแต่ยังเป็นการช่วยให้คุณภาพของอากาศในเมืองดีขึ้นจากการเกิดโอโซนที่น้อยลงเนื่องจากอุณหภูมิที่ต่ำลง

  • ในขณะที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น การเกิดโอโซนก็เพิ่มขึ้น
  • ป่าไม้ในเมืองที่งามและสมบูรณ์แข็งแรงจะลดอุณหภูมิซึ่งเป็นการลดการเกิดโอโซน
  • ต้นไม้ให้ร่มเงานขนาดใหญ่สามารถลดอุณหภูมิรวมๆ ภายใต้ร่มเงาได้ระหว่าง 3-50C
  • การลดอุณหภูมิสูงสุดตอนเที่ยงวันที่มีผลมาจากต้นไม้มีค่าระหว่าง 0.04 °C ถึง 0.2 °C ต่อพื้นที่ 1% ของการแผ่พุ่มใบ
  • ผลการวิจัยของเขตซาคราเมนโตในแคลิฟอร์เนียปรากฏผลว่าการปลูกต้นไม้ใหญ่ในเมืองเพิ่มอีกเท่าตัวคือรวมได้ 5 ล้านต้นจะสามารถช่วยลดอุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนได้ถึง 3 °C และการลดอุณหภูมิในระดับนี้สามารถลดโอโซนลงได้ 7% และลดวันที่มีหมอกควันลงได้ 50%

การลดอุณหภูมิเป็นการลดการปลดปล่อยไอเสียในลานจอดรถได้มาก การลดอุณหภูมิลานจอดรดด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาสามารถลดการระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิงของรถที่จอดใต้ร่มไม้ได้มาก ลานจอดรถที่ไม่มีร่มเงาเทียบได้กับ “เกาะความร้อนขนาดเล็ก” ที่อุณหภูมิในลานจอดจะสูงกว่าบริเวณอื่นโดยรอบ ทรงพุ่มของต้นไม้สามารถลดอุณหภูมิในบริเวณลานลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าการปล่อยสารไฮโดรคาร์บอนส่วนใหญ่จะออกมาจากปลายท่อไอเสียก็จริง แต่จากการศึกษาพบว่าไฮโดรคาร์บอนระเหยออกมาจากระบบส่งจ่ายน้ำมันที่มีอยู่ในระบบเครื่องยนต์ในขณะตากแดดที่ร้อนจัดมากถึง 16% การระเหยแบบนี้ประกอบกับการระเหยจาการติดเครื่องยนต์ใน 2-3 นาทีแรกมีผลอย่างมากต่ออากาศระดับจุลภาคในบริเวณนั้น ดังนั้น ถ้ารถจอดในที่ร่มในลานจอด การระเหยและการปลดปล่อยสารไฮโดรคาร์บอนจะลดลงได้มาก

  • รถที่จอดในลานจอดที่ร่ม 50% จะปล่อยน้ำมันเบนซินระเหยน้อยกว่า 8% ของรถที่จอดในที่จอดที่มีที่ร่ม 8%
  • สืบเนื่องจากคุณประโยชน์ในด้านการลดอุณหภูมิของลานจอดรถด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มที่ทำให้การระเหยของน้ำมันลดลง เมืองเดวิส แคลิฟอร์เนียจึงตราข้อบัญญัติให้ลานจอดรถทุกแห่งต้องมีร่มไม้คลุมไม่น้อยกว่า 50%
  • ติดเครื่องรถในขณะเครื่องเย็น

องค์ประกอบส่วนระเหยได้ของยางมะตอยที่ใช้ลาดผิวพื้นลานจะระเหยน้อยในลานจอดรถหรือที่จอดริมถนนที่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ร่มเงาไม่เพียงแต่จะลดการปลดปล่อยสารไฮโดรคาร์บอนแต่ยังช่วยลดการยือหดจากอุณหภูมิที่ร้อนจัดและเย็นสลับกับซ้ำซากทำให้อายุการใช้งานลดลงมากด้วย การดูแลรักษาที่น้อยลงช่วยลดไอระเหยของยางมะตอยที่ต้องลาดซ่อมบ่อยๆ รวมทั้งการปลดปล่อยไอเสียของเครื่องกลหนักที่ใช้ในการนี้ หลักการเดียวกันนี้สามารถใช้กับหลังคาที่ทาด้วยสารยางมะตอย (ฟลิ้นต์โค้ต) ที่คลุมด้วยร่มไม้ใหญ่

การขจัดมลพิษที่ได้ผล

ต้นไม้ใหญ่สามารถขจัดมลพิษออกจากบรรยากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ปากใบ (Stomata) ซึ่งเป็นรูที่มีอยู่ทั่วไปที่ด้านใต้ของใบไม้ดูดซับก๊าซมลพิษเข้าไปและละลายรวมไปกับน้ำที่มีอยู่ในใบ ต้นไม้บางชนิดอาจอ่อนไหวต่อก๊าซพิษบางชนืด ซึ่งอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตบ้าง การพิจารณาคัดเลือกชนิดของพรรณไม้ที่สามารถดูดซับก๊าซพิษบางชนิดได้ดีกว่าจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ได้ทำไปทั่วย่านที่เป็นเขตปกครองของนครชิคาโกอย่างกว้างขวางในปี พ.ศ. 2534 พบว่าต้นไม้ใหญ่สามารถขจัดคาร์บอนโมนอกไซด์ (CO) ได้ 93 ตัน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ได้ 17 ตัน ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ได้ 98 ตันและโอโซน (O3) ได้มากถึง 210 ตันต่อปี

การเก็บกักธาตุคาร์บอน (Carbon sequestration)

ในบางครั้ง ผู้จัดการป่าไม้ในเมืองจะให้ความสำคัญต่อปริมาณของธาตุคาร์บอนที่ถูกดึงออกจากบรรยากาศเข้าไปเก็บกักไว้ในป่าในรูปของเนื้อไม้โดยการปลูกต้นไม้เพิ่มให้เท่ากับปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยจากการใช้เครื่องจักกลในการดูแลจัดการป้าไม้ในเมืองที่จะต้องใช้เชื้อเพลิงหรือไฟฟ้าที่มีต้นตอจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์

การดักจับอนุภาคมลพิษบางชนิด

นอกจากการดูดซับก๊าซพิษบางชนิดแล้วต้นไม้ใหญ่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกรองและดักจับอนุภาคที่เป็นอันตรายบางชนิดได้ด้วย อนุภาคจะถูกจับโดยผิวของต้นไม้และผิวของพุ่มใบ อนุภาคเหล่านี้จะเกาะติดตามผิวของต้นไม้ชั่วคราวและจะถูกชะล้างโดยน้ำฝนหรือถูกพัดปลิวออกไปโดยลมที่แรง หรือตกสู่พื้นพร้อมกับการร่วงของใบ แม้ต้นไม้จะเป็นตัวช่วยจับอนุภาคไว้ชั่วคราวก็จริง แต่ข้อดีของมันก็คือการลดปริมาณของอนุภาคมลพิษขนาดเล็กมากที่จะต้องล่องลอยในอากาศเข้าสู่ปอดของมนุษย์โดยตรง ยิ่งมีต้นไม้มากเท่าใดอนุภาคมลพิษที่ล่งลอยในอากาศก็จะลดและเป็นอันตรายต่อมนุษย์น้อยลงเท่านั้น

  • ต้นไม้ใหญ๋ใบกว้างที่มีพุ่มใบแน่นทำหน้าที่ดักจับอนุภาคมลพิษได้มากที่สุด
  • การศึกษาที่นครชิคาโกในปี พ.ศ. 2534 พิสูจน์ให้เห็นว่าต้นไม้ใหญ่สามารถดักจับอนุภาคมลพิษขนาดเล็กกว่า 10 ไมโครเมตรได้ถึงปีละ 234 ตัน
  • ต้นไม้ใหญ่ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 75 เซนติเมตร สามารถขจัดอนุภาคมลพิษได้มากเป็น 70 เท่า (1.4 กก./ปี) ของต้นไม้ชนิดเดียวกันที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 10 เซนติเมตร (0.02 กก./ปี)

การระเหยของสารประกอบอินทรีย์จากหินชีวภาพ (Biogenic)

สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาอีกประการหนึ่งในการประเมินผลกระทบของการป่าไม้ในเมืองที่มีต่อคุณภาพของอากาศได้แก่การปล่อยสารระเหยที่เป็นสารประกอบอินทรีย์ (biogenic volatile organic compounds -BVOCs) นั่นคือสารเคมีบางชนิดที่ส่วนใหญ่คือ ไอโซพรีน (isoprene) และโมโนเทอร์พีนส์(monoterpenes) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยและยางไม้ รวมทั้งสารอินทรีย์อื่นที่ต้นไม้ใช้ล่อแมลงให้มาผสมเกษรหรือใช้สำหรับไล่แมลงหรือสัตว์บางชนิด จากการศึกษาพบว่าสารอินทรีย์ต่างๆ ที่ต้นไม้สังเคราะห์เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะดังกล่าวสามารถรวมตัวกับไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) กลายเป็นโอโซนที่เป็นตัวการทำให้เกิดหมอกควันได้ อย่างไรก็ดี การเกิดโอโซนโดยวิธีนี้นับว่าน้อยมาก โดยมากที่สุดจะไม่เกิน 10%

มีต้นไม้เพียงไม่กี่ชนิดที่มีผลต่อการเกิดโอโซนดังกล่าว ในสหรัฐฯ มีต้นไม้ที่สร้างสารไอโซพรีนมากได้แก่ต้นสน (Casuarina) ยูคาลิปตัส สวีทกัม (Liquidambar) แบล็กกัม (Nyssa) เพลนทรี (Platanus) ป็อบปลา โอ๊กหรือก่อ แบล็กโลคัส หรือพวกสีเสียด (Robinia) หลิว สำหรับประเทศไทยยังไม่พบว่ามีการศึกษาวิจัยในด้านนี้ที่สามารถอ้างอิงได้

ต้นไม้ที่สามารถปรับตัวและตอบสนองขึ้นได้ดีในสภาพแวดล้อมนั้นๆ อยู่แล้วแต่มีการปล่อยสารระเหยอินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโอโซนได้ดังกล่าวก็ไม่ควรด่วนโค่นหรือขุดย้ายไปที่อื่น การเอาต้นไม้ที่ปล่อยสารระเหยน้อยกว่ามาปลูกแทนอาจขึ้นไม่ได้ดีเท่าต้นเดิม การชั่งน้ำหนักจึงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการปล่อยสารระเหยอินทรีย์ไม่ได้มากและเป็นอันตรายเกินอัตราเมื่อเทียบกับสารที่ระเหยจากรถยนต์และจากยางมะตอยที่ตากแดด

ไม่ควรติดป้ายว่าต้นไม้เป็นตัวสร้างมลพิษทั้งนี้เนื่องจากคุณประโยชน์โดยรวมที่มันให้แก่สิ่งแวดล้อมมีมากกว่าข้อเสียในการมีส่วนสร้างโอโซนอันเล็กน้อยนั้น ปกติการเกิดโอโซนจากสารระเหย BVOCs นั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่ร้อน ดังนั้น การปลูกต้นไม่ใหญ่ให้ร่มมากๆ จึงเป็นการลดอุณหภูมิ โอโซนจึงเกิดน้อยไปด้วย

ผลกระทบของการป่าไม้ในเมืองที่มีต่อการเกิดโอโซนเพิ่งถูกค้นพบและเป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์เมื่อเร้วๆ นี้เอง การวิจัยยังคงต้องดำเนินการต่ออีกมากเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับทุกฝ่าย ได้มีการศึกษาที่ได้ข้อสรุปเชิงปริมาณเกี่ยวกับผลกระทบของการปลดปล่อยสารระเหย BVOC ที่มีผลต่อการเกิดโอโซนแล้วอย่างชัดเจน แต่ผลกระทบที่จะเกิดโดยตรงต่อการป่าไม้ในเมืองยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปริมาณสารระเหยอินทรีย์จากต้นไม้มีปริมาณที่แน่ขัดเท่าใดที่จะทำปฏิกิริยากับไนโตรเจนออกไซด์แล้วเกิดโอโซนที่จะทำให้เกิดหมอกควันที่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนได้ ดังนั้นจึงควรรีบดำเนินการวิจัยต่อให้ทราบผลชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจโค่นต้นไม้ที่ปล่อยสารระเหยอินทรีย์ดังกล่าว

การป่าไม้ในเมืองของประเทศไทย

การรณรงค์ปลูกต้นไม้ในเมืองมีมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถ์เลขาพระราชทานเจ้าพระยาวรพงศพิพัฒน์ทรงให้คำแนะนำและมีพระกระแสรับสั่งกำหนดชนิดต้นไม้และตำแหน่งปลูกรวมทั้งวิธีการปลูกโดยละเอียด ทรงรู้จักต้นไม้มากกว่า 90 ชนิด แต่การรณรงค์ของพระองค์มีวัตถุประสงค์เพื่อความร่มรื่นสวยงาม ด้วยในยุคนั้นอากาศในกรุงเทพฯยังไม่มีมลพิษเท่าปัจจุบัน

หน้าที่การปลูกต้นไม้เป็นหน้าที่ของกรมนคราทรซึ่งต่อมาตกเป็นหน้าที่ของ กรุงเทพมหานคร ส่วนเมืองต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรตกเป็นหน้าที่ของเทศบาลซึ่งการปลูกต้นไม้ในเมืองทั้งหมดเป็นการปลูกเพื่อความสวยงามและความร่มรื่นเป็นสำคัญ

ผลของการพัฒนาเมืองที่แออัดและการติดขัดของการจราจรทำให้เกิดปัญหามลพิษรุนแรงขึ้น การปลูกต้นไม้ใหญ่จึงเริ่มมามองในด้านการช่วยบรรเทามลพิษทางอาอาศและการจับฝุ่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมทั้งกรมป่าไม้ได้เริ่มงานวิจัยเกี่ยวกับความสามารถของต้นไม้ในเชิงการดูดซับก๊าซพิษและโลหะหนักมากขึ้น

ปัจจุบัน กรมป่าไม้กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและจัดตั้งหน่วยงานการป่าไม้เมืองขึ้นโดยขยายงานจากสำนักงานจัดการป่าชุมชนที่เน้นด้านเศรษฐกิจและสังคม มาเน้นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมือง

อ้างอิง

  • พระราชหัตถ์เลขาสมเด็จพระปิยมหาราช พระราชทานเจ้าพระยาวรพงศพิพัฒน์ (พ.ศ. 2438-2453) พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพนางหอมหวน สุริยคำ ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม 29 มิถุนายน พ.ศ. 2528
  • เดชา บุญค้ำ ต้นไม้ใหญ่ในการก่อสร้างและพัฒนาเมือง สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ 2543
  • Nowak, D. (2000). Tree Species Selection, Design, and Management to Improve Air Quality Construction Technology. Annual meeting proceedings of the American Society of Landscape Architects (available online, pdf file).
  • Nowak, D. The Effects of Urban Trees on Air Quality USDA Forest Service (available online, pdf file).
  • Nowak, D. (1995). Trees Pollute? A “Tree Explains It All”. Proceedings of the 7th National Urban Forest Conference (available online, pdf file).
  • Nowak, D. (1993). Plant Chemical Emissions. Miniature Roseworld 10 (1) (available online, pdf file).
  • Nowak, D. & Wheeler, J. Program Assistant, ICLEI. February 2006.
  • McPherson, E. G. & Simpson, J. R. (2000). Reducing Air Pollution Through Urban Forestry. Proceedings of the 48th meeting of California Pest Council (available online, pdf file).
  • McPherson, E. G., Simpson, J. R. & Scott, K. (2002). Actualizing Microclimate and Air Quality Benefits with Parking Lot Shade Ordinances. Wetter und Leben 4: 98 (available online, pdf file).
  • Hanson, Michael L.(1990). Urban & Community Forestry, a Guide for the Interior Western United States, USDA Forest Service, Intermountain Region, Ogden, Utah.
ที่มา 3 Wikipidia
เรื่องนี้ถูกเขียนใน อะไร อะไร และติดป้ายกำกับ , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s