Mr.Vop's Blog

ธันวาคม 30, 2010

โลกและดวงอาทิตย์ มีขนาดใหญ่แค่ไหนกันเชียว

ภาพขนาดของดาวเคราะห์ชั้นในทั้ง 4 เรียงตามขนาด คือ โลก ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ และดาวเคราะห์แคระคือดาวพลูโต จะเห็นโลกเราเป็นพี่เบิ้ม มีขนาดใหญ่สุดในกลุ่มนี้

เมื่อมาเทียบกับดาวเคราะห์ชั้นนอก  คือดาวเคราะห์แก้สทั้ง 4 จะเห็นขนาดที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเมื่อดูกันครบทั้งครอบครัวพี่น้องแปดดาวเคราะห์ โดยมีดาวพฤหัส (Jupiter) ขนาดใหญ่สุด ถัดมาคือพี่รอง ดาวเสาร์ (Saturn) ยูเรนัสและเนปจูนตามลำดับในกลุ่มดาวเคราห์แก้ส

ป๊ะป๋ามาแล้ว เมื่อคุณพ่อ ดวงอาทิตย์ ซึ่งมีมวล 99.9% ของระบบสุริยะ มาพบลูกๆ เราจะพบว่าพี่ใหญ่อย่างดาวพฤหัสกลายเป็นน้องหนูไปทันที

แต่พอนำดวงอาทิตย์ไปเทียบกับดาวอื่นๆ เราจะพบว่าดา่วพฤหัสเหลือแค่ Pixel เดียว ส่วนโลกหายไปเลย ดวงอาทิตย์มีขนาดเล็กไปถนัดเมื่อเทียบกับเพื่อนๆอย่างซีรีอุส พอลลักซ์ หรืออาร์คทูรัส

 

อาร์คทูรัสที่ว่าใหญ่แล้วในภาพก่อน พอมาเทียบกับไรเจล Rigel อัลเดอบาราน Alderbaran แอนทาเรส Antares หรือบีทัลจูส Betelgeuse นั่นดูเป็นเม็ดกรวดเม็ดทรายไปเลย ส่วนดวงอาทิตย์พอเทียบกัีบ Betelgeuse ก็กลายเป็นเชื้อโรคไปทันที

ตุลาคม 28, 2010

วงแหวนของดาวเนปจูน

Filed under: ดาราศาสตร์ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 13:42

เนปจูน บริวารดวงอาทิตย์ดวงที่ 8 และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในระบบสุริยะของเรา มีบรรยากาศปกคลุมด้วยไฮโดรเจน ฮีเลียมและมีเทน

นักดาราศาสตร์สำรวจพบระบบวงแหวนของดาวเนปจูนเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ ที่ 60 และในปี 1989 ยานวอยเอเจอร์ 2 ได้บินผ่านเข้าไปใกล้ดาวเนปจูนและบันทึกภาพส่งกลับมายังโลก ทำให้นักดาราศาสตร์พบว่าดาวเนปจูนมีวงแหวนล้อมรอบด้วยกันถึง 5 วง

วงแหวนชั้นนอกสุดของดาวเนปจูนมีชื่อว่า “อดัมส์” (Adams) ส่วนชั้นที่อยู่ถัดเข้าไปด้านในอีก 4 วง ได้แก่ เลอ แวรีเย (Le Verrier) กัลเลอ (Galle) แลสเซลล์ (Lassell) และอราโก (Arago) นอกจากนั้นยังมีวงแหวนที่จางมากๆ และยังไม่มีชื่ออีก 1 วง ที่อยู่ในวงโคจรเดียวกันกับดวงจันทร์กาลาเทีย (Galatea) และยังมีดวงจันทร์บริวารของเนปจูนอีก 3 ดวง (Naiad, Thalassa และ Despina) ที่มีวงโคจรอยู่ภายในระบบวงแหวนเช่นเดียวกัน จากดวงจันทร์บริวารทั้งสิ้น 13 ดวงของดาวเนปจูนที่พบแล้วในตอนนี้

นอกจากนี้ บนผิวดาวเนปจูนยังปรากฏจุดมืดขนาดใหญ่ (Great Dark Spot) ที่มองคล้ายรอยสีน้ำเงินขนาดใหญ่ตรงบริเวณชั้นบรรยากาศส่วนบน ซึ่งคล้ายกับรอยแผลเป็นเดียวกับจุดแดงยักษ์ (Great Red Spot) บนดาวพฤหัสบดีอีกด้วย.


จาก Manager.co.th ภาพถ่ายขาวดำเป็นเทคโนโลยีของยานวอยเอจเจอร์ในยุคนั้น

กันยายน 16, 2010

ฮับเบิลสำรวจพบ “หินอวกาศ” ขนาดใหญ่ยักษ์ 14 ก้อน ลอยอยู่นอกวงโคจรดาวเนปจูน

Filed under: ดาราศาสตร์ — ป้ายกำกับ:, , — Mr.Vop @ 00:25

ฮับเบิลสำรวจพบ “หินอวกาศ” ขนาดใหญ่ยักษ์ 14 ก้อน ลอยอยู่นอกวงโคจรดาวเนปจูน นักดาราศาสตร์ยังมุ่งมั่นค้นหาเพิ่มเติม เพื่อแกะรอยตามหาประวัติการกำเนิดของระบบสุริย


สเปซด็อตคอมเปิดเผยถึงการค้นพบกลุ่มวัตถุอวกาศขนาดใหญ่จำนวน 14 ก้อน ที่อยู่ถัดออกไปนอกวงโคจรของดาวเนปจูน โดยทีมนักดาราศาสตร์สหรัฐฯ ที่ศึกษาวิจัยโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และเตรียมรายงานผลการวิจัยในวารสารฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (Astrophysical Journal) เร็วๆ นี้

วัตถุอวกาศที่ทีมวิจัยเพิ่งค้นพบล่าสุดนั้นมีลักษณะคล้ายก้อน หินขนาดใหญ่ที่มีน้ำแข็งปกคลุมที่นักดาราศาสตร์ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 40-100 กิโลเมตร ซึ่งก้อนหินอวกาศกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุขนาดใหญ่นอกวงโคจรของดาวเนปจูน หรือทีเอ็นโอ (Trans-Neptunian Objects : TNO) ซึ่งดาวเคราะห์แคระ “พลูโต” (Pluto) และดาวหางฮัลเลย์ (Halley’s comet) ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ วัตถุขนาดใหญ่นอกวงโคจรของดาวเนปจูนส่วนใหญ่นั้นส่องแสงสลัวมากและยากที่จะ สังเกตพบได้โดยง่าย แต่ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ภาพถ่ายที่กล้องฮับเบิลได้บันทึกไว้เพื่อค้นหารอย ทางของแสงที่เกิดจากวัตถุเหล่านั้นเคลื่อนไปในอวกาศเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งวัตถุอวกาศกลุ่มมีความคล้ายคลึงกับดาวเคราะห์น้อย แต่อยู่ห่างไกลจากโลกมากกว่า ขณะที่ดาวเคราะห์น้อยทั่วไปนั้นโคจรอยู่ในระบบสุริยะชั้นใน (inner solar system) ออกไปถึงวงโคจรของดาวพฤหัสบดี

“วัตถุขนาดใหญ่นอกวงโคจรของดาวเนปจูนกระตุ้นความสนใจของพวกเรา เนื่องจากวัตถุเหล่านั้นเป็นเหมือนตัวต่อจิ๊กซอที่ถูกทิ้งไว้ในช่วงที่ระบบสุริยะก่อกำเนิดขึ้น” ซีซาร์ ฟุนเตส (Cesar Fuentes) นักดาราศษสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นแอริโซนา (Northern Arizona University) ผู้เป็นหัวหน้าทีมวิจัยครั้งนี้เปิดเผยในสเปซด็อตคอม

จากการประเมินการเคลื่อนที่ผ่านท้องฟ้าของวัตถุทีเอ็นโอกลุ่มนี้ ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถคำนวณได้ว่าหินอวกาศยักษ์แต่ละก้อนที่พบนี้มีวง โคจรอยู่ตำแหน่งใดและห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทางเท่าใด และสามารถคำนวณขนาดของวัตถุแต่ละก้อนได้โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต ทั้งระยะทาง ค่าความสว่าง และการสะท้อนกลับ

อย่างไรก็ตาม จากการการศึกษาในเบื้องต้นนั้นนักวิจัยสำรวจจากพื้นที่เพียง 1 ใน 3 ส่วนของท้องฟ้าที่อยู่ในบริเวณ 1 ใน 4 ส่วนของท้องฟ้าทั้งหมด นั่นหมายความว่ายังมีพื้นที่ท้องฟ้ารอให้นักวิจัยสำรวจหาวัตถุทีเอ็นโออยู่ อีกมาก ซึ่งทีมวิจัยก็ยังคงมุ่งที่จะค้นหาวัตถุที่อยู่นอกวงโคจรของดาวเนปจูนอย่าง ต่อเนื่องต่อไป

ที่มา : http://www.manager.co.th/science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000129200

1 ปีบนดาวเนปจูน นานเท่า 165 ปีบนโลก

Filed under: ดาราศาสตร์ — ป้ายกำกับ:, — Mr.Vop @ 00:11

“เนปจูน” ดาวเคราะห์ดวงที่ 8 ในระบบสุริยะ ใกล้จะโคจรครบรอบดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในวันที่ 23 ก.ย.ปีหน้า นับตั้งแต่ได้รับการยืนยันการค้นพบโดยนักดาราศาสตร์เยอรมัน ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 165 ปีกว่าจะได้กลับมาปรากฎที่ตำแหน่งเดิม

สเปซด็อตคอมรายงานว่า ดาวเนปจูน (Neptune) ได้โคจรเข้าสู่ตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์พอดิบพอดี เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยดวงอาทิตย์ โลก และดาวเนปจูน เรียงตัวกันเป็นแนวเส้นตรง ซึ่งทำให้เนปจูนอยู่ในตำแหน่งสูงที่สุดบนท้องฟ้าในเวลาประมาณเที่ยงคืนพอดี และยังเป็นตำแหน่งที่ดาวเคราะห์ดวงที่ 8 ของระบบสุริยะอยู่ใกล้โลกมากที่สุดด้วย

ทั้งนี้ การที่ดาวเนปจูนโคจรเข้าสู่ตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในคราวนี้ ยังมีความพิเศษอย่างมาก นั่นคือ ดาวเนปจูนกำลังโคจรกลับเข้ามาสู่ตำแหน่งเดิม เมื่อครั้งที่นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 1846 และบังเอิญว่าในปีนั้นดาวเนปจูนก็อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวัน ที่ 20 ส.ค. เช่นกัน แม้ว่าขณะนั้นดาวเคราะห์ดวงนี้ยังไม่ได้รับการค้นพบจากนักดาราศาสตร์ก็ตาม

อีกทั้ง องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้ระบุว่า ใน วันที่ 23 ก.ย.ปีหน้า ดาวเนปจูนจะเคลื่อนเข้าสู่ตำแหน่งเดียวกับเมื่อครั้งที่นักดาราศาสตร์ส่องพบ ดาวเนปจูนเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็นวันที่ว่าดาวเนปจูนได้โคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบเป็นครั้งแรก หลังจากที่นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 8 ของระบบสุริยะของเราเมื่อ 165 ปีก่อน

การค้นพบดาวเนปจูนนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากในสมัยก่อน หลังจากที่เซอร์วิลเลียม เฮอร์เชล (Sir William Herschel) นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ค้นพบดาวยูเรนัส (Uranus) โดยบังเอิญ ในปี 1781 ในช่วงที่เขากำลังส่องกล้องมองหาวัตถุท้องฟ้า เมื่อเวลาผ่านไปนักดาราศาสตร์พบว่า ตำแหน่งของดาวยูเรนัสไม่เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์เอาไว้ทั้งหมด ทำให้นักดาราศาสตร์ที่ศึกษาด้านคณิตศาสตร์เริ่มสงสัยกันว่า ดาวยูเรนัสอาจถูกรบกวนจากดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่อยู่ถัดออกไป

ในช่วงกลางทศวรรษ 1840 จอห์น เคาช์ อดัมส์ (John Couch Adams) นักดาราศาสตร์คณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ และอูร์แบง เลอ แวรีเย (Urbain Le Verrier) นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ต่างคนต่างใช้หลักคณิตศาสตร์คำนวณหาว่า ดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง ที่คาดว่ามีอยู่นั้น น่าจะอยู่ในตำแหน่งใดที่สามารถส่งอิทธิพลถึงดาวยูเรนัสได้

โยฮันน์ กัลเลอ (Johann Galle) ผู้ส่องกล้องโทรทรรศน์เห็นดาวเนปจูนเป็นคนแรกเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 1846

ในที่สุด เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 1846 โยฮันน์ กัลเลอ (Johann Galle) นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันก็ค้นพบดาวเคราะห์สีเขียวแกมน้ำเงินดวงเล็กๆ หลังใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องมองไปบนท้องฟ้าตรงบริเวณที่ได้มีการคำนวณไว้ก่อน หน้านั้นว่าน่าจะเป็นตำแหน่งของดาวเคราะห์อีกดวงที่นักดาราศาสตร์กำลังค้นหา

ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้ก็ได้รับการตั้งชื่อให้ว่า “เนปจูน” แต่ก็ทำให้เกิดศึกทางวิชาการระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสโดยมีเกียรติของนัก ดาราศาสตร์ผู้คำนวณตำแหน่งของดาวเนปจูนได้เป็นคนแรกเป็นเดิมพัน แต่สุดท้ายทั้งอดัมส์, เลอ แวรีเย และกัลเลอก็ได้รับเกียรติร่วมกันในฐานะผู้ค้นพบดาวเนปจูน

อย่างไรก็ดี กัลเลอไม่ใช่บุคคลแรกที่ส่องกล้องโทรทรรศน์พบดาวเนปจูน ก่อนหน้านั้นกาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei) นักดาราศาสตร์อิตาลีผู้มีชื่อเสียง ได้เคยใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องพบเห็นดาวเนปจูนมาแล้วถึง 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 1612 และวันที่ 27 ม.ค. 1613 แต่กาลิเลโอเข้าใจผิด คิดว่านั่นคือดาวฤกษ์ ทั้งนี้เนื่องจากกล้องโทรทรรศน์ของเขามีขนาดเล็ก และคุณภาพยังไม่ดีมากนัก อีกทั้งเป็นความบังเอิญที่เขาสังเกตเห็นดาวเนปจูนอยู่ในตำแหน่งเดิม ในขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ มีการเปลี่ยนตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา

ดาวเนปจูนรั้งตำแหน่งดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ มากที่สุดเป็นเวลานานเกือบศตวรรษ จนกระทั่ง ไคลด์ ทอมบอกจ์ (Clyde Tombaugh) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้ค้นพบดาวพลูโต (Pluto) ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในระบบสุริยะเมื่อปี 1930 ทว่าเมื่อปี 2006 สมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล หรือไอเอยู (IAU) ได้ลดฐานะดาวพลูโตจากดาวเคราะห์ให้เป็นแค่ดาวเคราะห์แคระเท่านั้น ดาวเนปจูนจึงได้ครองตำแหน่งดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุดอีก ครั้งจนถึงตอนนี้

ดาวเนปจูนอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทาง 30 หน่วยดาราศาสตร์ (30 AU) [1 AU = ระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลก] และมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่เล็กเพียง 49,500 กิโลเมตร ทำให้เมื่อส่องดูด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดสมัครเล่นจึงสังเกตเห็นดาวเนปจูนมี ขนาดเล็กและสลัวๆ

ขณะที่ดาวยูเรนัสนั้น เราสามารถมองเห็นแสงริบหรี่ๆ ได้ด้วยตาเปล่าหากอยู่ในสถานที่ที่ท้องฟ้ากระจ่างและเห็นดาวชัดเจน แต่ ดาวเนปจูนต้องใช้กล้องกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ส่องดูจึงจะมองเห็นได้ และจะเห็นดาวเนปจูนมีลักษณะคล้ายกับดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง แต่เราสามารถแยกออกจากดาวฤกษ์ได้ด้วยสีเขียวแกมน้ำเงินของดาวเนปจูน

รูปเปรียบเทียบขนาดของดาวเคราะห์ที่เรารู้จัก ในภาพจะเห็นเนปจูนเป็นสีน้ำเงินเข้ม

แม้จะมีขนาดเล็กมากเมื่อดูด้วยกล้องโทรทรรศน์ และอาจดูแคระไปเลย เมื่อเทียบกับดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ แต่เส้นผ่านศูนย์กลางของดาวเนปจูนก็ยังมากกว่าโลกถึง 4 เท่า.

ข้อมูลจาก http://www.manager.co.th

สิงหาคม 1, 2010

ดาวเคราะห์

ดาวเคราะห์ (planetes หรือ “ผู้พเนจร”) คือวัตถุขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ก่อนคริสต์ทศวรรษ 1990 มีดาวเคราะห์ที่เรารู้จักเพียง 9 ดวง (ทั้งหมดอยู่ในระบบสุริยะและในสมัยนั้นนับรวมดาวพลูโต) ปัจจุบันเรารู้จักดาวเคราะห์ใหม่อีกมากกว่า 100 ดวง ซึ่งเป็นดาวเคราะห์นอกระบบ คือ โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์

รูปดาวเคราะห์และดาวเคราะห์แคระในระบบสุริยะ ขนาดดาวตามอัตราส่วนจริง (แนวขวาง) แต่ระยะทางไม่ถูกอัตราส่วน

ทฤษฎี ที่เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดในปัจจุบันกล่าวว่าดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นจากการ ยุบตัวลงของกลุ่มฝุ่นและแก๊ส พร้อมๆ กับการก่อกำเนิดดวงอาทิตย์ที่ใจกลาง ดาวเคราะห์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง สามารถมองเห็นได้เนื่องจากพื้นผิวสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ในระบบสุริยะมีดาวบริวารโคจรรอบ ยกเว้นดาวพุธและดาวศุกร์ และสามารถพบระบบวงแหวนได้ในดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อย่างดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน มีเพียงดาวเสาร์เท่านั้นที่สามารถมองเห็นวงแหวนได้ชัดเจนด้วยกล้องโทรทรรศน์


นิยามของดาวเคราะห์

เมื่อ วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ที่ประชุมสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งประกอบด้วยนักดาราศาสตร์กว่า 2,500 คนจาก 75 ประเทศทั่วโลก ได้มีมติกำหนดนิยามใหม่ของดาวเคราะห์ ดังนี้
1.   เป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งในที่นี้หมายถึงดวงอาทิตย์ แต่ไม่ใช่ดาวฤกษ์ และไม่ใช่ดวงจันทร์บริวาร
2.   มีมวลมากพอที่จะมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดตัวเองให้อยู่ในสภาวะสมดุลอุทกสถิต หรือรูปร่างใกล้เคียงกับทรงกลม
3.   มีวงโคจรที่ชัดเจนและสอดคล้องกับดาวเคราะห์ข้างเคียง
4.   มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 500 ไมล์ (804.63 กิโลเมตร)
นิยามใหม่นี้ส่งผลให้ ดาวพลูโต และดาวอีรีส ซึ่งเคยนับเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 และ 10 ถูกปลดออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ คงเหลือดาวเคราะห์เพียง 8 ดวง เนื่องจากดาวพลูโตไม่สามารถควบคุมแรงดึงดูด และวงโคจรของสิ่งต่างๆ ที่อยู่นอกระบบสุริยะ ทั้งยังมีวงโคจรที่ไม่สอดคล้องกับดาวเคราะห์ข้างเคียง และให้ถือว่าดาวพลูโตเป็น ดาวเคราะห์แคระ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ

The Shocking Blue Green Theme บลอกที่ WordPress.com .

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 29,137 other followers