ภาพจากยาน STEREO B ของ NASA ถ่ายไว้ในช่วงวันที่ 9-16 มีนาคม 2556 แสดงให้เห็นดาวหางแพนสตาร์สกำลังเคลื่อนผ่านมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ที่พุ่งออกมาพอดี
มีนาคม 21, 2013
มีนาคม 11, 2013
จุดดับยักษ์ในตำนาน
24 ปีที่แล้ว

ภาพด้านบน คือจุดดับขนาดยักษ์ หมายเลข 5395 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลก (วงกลมน้ำเงิน) ถึง 22 เท่า จุดดับยักษ์นี้ปรากฏขึ้นระหว่างวันที่ 6-19 มีนาคม 2532 (อยู่ในช่วงวัฎจักรสุริยะที่ 22 ) โดยได้ก่อให้เกิดการปะทุระดับ M-Class จำนวน 48 ครั้ง ระดับ X-Class จำนวน 11 ครั้ง และครั้งสำคัญที่สุด คือการเกิดการปะทุระดับ X-15 ในวันที่ 6 มีนาคม 2532
การปะทุระดับตำนาน รุนแรงที่สุดถึง X-15 นี้เอง ที่ส่งก้อนมวล CME ตรงมายังโลกและส่งผลให้เกิดพายุแม่เหล็กรุนแรงในบรรยากาศของโลกในช่วงวันที่ 13-15 ในเดือนนั้น แรงถึงขั้นทำให้เกิดไฟฟ้าดับทั่วคิวเบคของประเทศแคนนาดา และเกิดออโรรามองเห็นได้ถึงฟลอริดา และคิวบา
มีนาคม 4, 2013
ดาวหาแพนสตาร์สมาแล้ว
ดาวหางสำคัญดวงแรกของปีนี้ แพนสตาร์ส Pan-STARRS (C/2011 L4) ล่าสุดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์กว่าวงโคจรของดาวพุธ และปรากฏชัดเจนบนท้องฟ้ากรุงเมลเบิรนน์ของออสเตรเลีย (เรื่องและภาพจาก spaceweather.com)
โดยภาพนี้ คาร์ล กรับเบอร์ ช่างภาพ ถ่ายได้ในเวลา 00:24 วันที่ 2 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมานี้ ในภาพจะเห็นดาวหางสุกสว่างสามารถสู้กับแสงไฟของเมืองได้เป็นอย่างดี ภาพนี้ถ่ายโดยกล้อง Canon Canon EOS 50D ตั้ง Exposure Time: 32/10 และ Aperture: f/4.0 ใช้ความไวแสงที่ ISO: 1600
ไมเคิล ไวท์ ถ่ายภานี้ได้จากนิวซีแลนด์ โดยใช้กล้อง Canon 50D เลนส์ 140mm เอฟสต้อป f4.0 ความไวแสง ISO1600 และ 3.2s exposure
ดาวหางแพนตาร์ส เริ่มเอียงเข้าสู่ซีกโลกเหนือในวันที่ 8 มีนาคม 56 Veerayen Mohanadas ส่งภาพนี้มากจาก Kulim, Kedah ประเทศมาเลเซีย
13 มีนาคม 56 Brian Klimowski ถ่ายภาพดาวหางแพนสตาร์สขึ้นเคียงดวงจันทร์ จากแถวๆ Flagstaff รัฐอริโซนา
ประเทศไทยจะมีโอกาสได้เห็นดาวหางดวงนี้ในช่วงหลังอาทิตย์ตกดินในเดือนมีนาคมนี้เช่นกัน ติดตามข้อมูลจากสมาคมดาราศาสตร์ไทย
กุมภาพันธ์ 19, 2013
ทาดิเกรดส์ สัตว์ชนิดเดียวของโลกที่อยู่ในอวกาศได้
Tardigrades หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมีน้ำ” หรือ water bears เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว ยาวไม่เกิน 1.2 mm ที่ค้นพบล่าสุดว่า มันสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในที่ไม่มีอากาศหรืออวกาศ อีกทั้งยังสามารถรอดชีวิตจากสภาพแวดล้อมที่ทารุณแบบไม่น่าเชื่อ เช่น
- อุณหภูมิ – ทาดิเกรดส์ สามาถมีชีวิตรอดได้หลายนาที ในความร้อนสูงกว่าระดับน้ำเดือด เท่าที่ทดสอบมา คือที่ 151 °C และอยู่รอดได้สบายๆ ในความเย็น −200 °C อีกทั้งสามารถทนอุณภูมิความเย็นยิ่งยวด −272 °C (~1 องศาเหนือศูนย์องศาสัมบูรณ์) ได้ราว 2-3 นาที
- ความกดดัน – ทาดิเกรดส์ ทนแรงกดดันมหาศาลได้สูงถึง 1,200 เท่าของความกดอากาศปกติ บางพันธุ์ ทนได้สูงกว่านั้นอีก ประมาณว่าทนได้มากกว่า 6 เท่าของความกดน้ำทะเลที่ก้นมหาสมุทรบริเวณหุบเหวมาเรียนา ส่วนด้านความกดดันต่ำนั้น ทาดิเกรดส์สามารถรอดชีวิตในสูญญากาศได้อย่างต่ำ 10 วัน
- สภาวะขาดน้ำ Dehydration – ทราดิเกรดส์สามารถรอดชีวิตในสภาวะขาดแคลนน้ำได้ยาวนานเกินกว่า 10 ปี
- รังสี – ทราดิเกรดส์ สามารถทนรังสีแกมมาเข้มข้นได้ถึง 5,000 Gy (แค่ 5 to 10 Gy คนเราก็ตายแล้ว)
- อวกาศ – ในเดือนกันยายนปี 2007 ในโครงการอวกาศ FOTON-M3 ได้มีการนำ มีการทดลองนำทาดิเกรดส์ ไปปล่อยในอวกาศจริงๆซึ่งนอกจากไร้อากาศ ยังเต็มไปด้วยรังสีทต่างๆจากดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในเวลาเกินกว่า 10 วัน ปรากฏว่ามันรอดชีวิตอยู่ได้ และในเที่ยวบิน STS-134 ซึ่งเป็นเที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศเอนดิฟเวอร์ ก็ได้มีการนำสัตว์ตัวจิ๋วชนิดนี้ขึ้นไปทดสอบอีกครั้ง ผลยืนยันตรงกันว่า มันเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่รอดชีวิตอยู่ได้จริงในอวกาศ
กุมภาพันธ์ 9, 2013
อพอลโล อมอร์ อเต็น – ชนิดของดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก
ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก หรือ NEAs คือกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่ไม่ได้โคจรอยู่ในแถบ Asteroid main belt ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัส แต่มาโคจรใกล้โลกแทน โดยสามารถแยกออกเป็น 3 ชนิด หรือ 3 ประเภท หลักๆ ได้แก่
- อพอลโล Apollo มีจำนวนราว 54% ของดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกทั้งหมด (ผลสำรวจต้นปี 2012) ชื่อนี้ได้มาจากดาวเคราะห์น้อย 1862 Apollo วงโคจรส่วนใหญ่อยู่นอกวงโคจรโลก แต่จะมีช่วงตัดผ่านวงโคจรโลก [ระยะวงโคจร (Semi Axes) > 1.0 AU]
- อมอร์ Amor มีจำนวนราว 37% ของดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกทั้งหมด ชื่อนี้ได้มาจากดาวเคราะห์น้อย 1221 Amor วงโคจรส่วนใหญ่อยู่นอกวงโคจรโลก และไม่มีช่วงใดตัดผ่านวงโคจรโลก [ระยะวงโคจร (Semi Axes) > 1.0 AU]
- อเต็น Aten มีจำนวนราว 8% ของดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกทั้งหมด ชื่อนี้ได้มาจากดาวเคราะห์น้อย 2062 Aten วงโคจรส่วนใหญ่อยู่ภายในวงโคจรโลก แต่จะมีช่วงตัดผ่านวงโคจรโลก [ระยะวงโคจร (Semi Axes) < 1.0 AU แต่จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด (aphelion) > 0.983 AU]
|
ดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14
ดาวเคราะห์น้อย 2012 DA 14 ถูกค้นพบโดยหอดูดาว La Sagra Sky Survey ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศสเปน (ชื่อ 2012 หมายถึงปีที่ค้นพบ D คือปักษ์ที่ 2 ของปี คือครึ่งหลังของกุมภาพันธ์ A14 คือลำดับที่ 351 ในค้นพบในปักษ์นั้น คำนวนจาก (14*25)+A คือ 1 จะได้ 351 ) ซึ่งวันที่ค้นพบคือ 23 กุมภาพันธ์ 2012 ขณะที่ค้นพบนั้น ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ได้เคลื่อนผ่านโลกไปแล้ว 7 วัน คือมันได้เฉียดโลกที่ระยะ 0.0174 AU ไปในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2012 แล้วจึงส่องกล้องไปเห็นนั่นเอง จากนั้นจึงมีการคำนวนอีกครั้ง พบว่ามันจะโคจรกลับมาใหม่ และจะเฉียดโลกที่ระยะใกล้อย่างยิ่งที่ 0.000228 AU (วัดจากใจกลางโลก) ในปีนี้
โดย 2012 DA14 เป็น 1 ใน 3 เทหวัตถุสำคัญที่จะเข้ามาใกล้โลกในปี 2013 นี้ ถัดจากนี้จะมีการปรากฏตัวของดาวหางแพนสตาร์ส ในเดือนมีนาคม และดาวหางไอซัน ในช่วงปลายปี ซึ่ง 2012 DA14 สำคัญในแง่ที่ว่า “มันเป็นดาวเคราะห์น้อยที่โคจรเฉียดโลกที่สุด โดยที่ไม่ตกเข้ามาใส่โลก นับตั้งแต่ NASA เริ่มตั้งหน่วยสังเกตการณ์ด้านนี้เป็นต้นมา “
2012 DA14 เป็นดาวเคราะห์น้อย ชนิดอะพอลโล เส้นผ่านศูนย์กลางราว 45 เมตร หนัก 1.3 แสนตัน จะเคลื่อนที่พาดผ่านเข้ามาทางตอนเหนือของโลกในเวลาประมาณ 02.25 น. ของเช้าวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ตามเวลาในประเทศไทยและจะอยู่ในเงาของโลกประมาณ 18 นาที โดยเข้าใกล้ผิวโลกที่ระยะ ห่างจากผิวโลกประมาณ 27,700 กิโลเมตร ซึ่งใกล้ผิวโลกยิ่งว่าวงโคจรของดาวเทียมค้างฟ้าทุกดวง แนวโคจรจะผ่านมหาสมุทรอินเดีย ผ่านเกาะสุมาตรา และทาง สตร ให้ข้อมูลล่าสุด ว่าจะผ่านไทยด้วย
ดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 นี้ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า เนื่องจากมีขนาดเล็กและมีความสว่างปรากฏเพียงแมกนิจูด 8 ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย จึงจำเป็นต้องใช้กล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ในการสังเกตการณ์ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าว แต่เนื่องจากมันเคลื่อนที่เร็ว การใช้กล้องส่องจึงต้องทำโดยความชำนาญจึงจะมองเห็น
ดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดราว 45-60 เมตรนี้จะเข้าใกล้โลกระยะนี้ 1 ดวง ทุก 40 ปี และจะมีโอกาสเข้าชน 1 ดวง ทุก 1200 ปี
**เราไม่เรียกว่าอุกกาบาต เพราะไม่ได้เข้าชนโลกจริงๆ เพียงโคจรผ่านไป
กุมภาพันธ์ 6, 2013
ช้าตรงไหน
กุมภาพันธ์ 3, 2013
คลิปอธิบายการอ่าน Focal Mechanisms จาก IRIS
คลิปนี้ ทาง IRIS ทำมาเพื่อให้เข้าใจวิธีการใช้ลูกบอลชายหาดหรือ Beach Ball ในการอธิบายทิศทางของรอยเลื่อนขณะที่เกิดแผ่นดินไหวแบบต่างๆ
มกราคม 26, 2013
พายุแม่เหล็กโลก มีที่มาอย่างไร
สนามแม่เหล็กของโลกทำหน้าที่ป้องกันพายุสุริยะและมวล CME จากดวงอาทิตย์ไม่ให้เข้ามาทำร้ายโลก โดยด้านกลางวันในขณะนั้น หรือด้านที่ถูกปะทะโดยอนุภาคจากดวงอาทิตย์จะยุบตัวลง สนามแม่เหล็กด้านกลางคืนซึ่งมีลักษณะเป็นหางยาวจะยืดตัวออก เมื่อแรงปะทะหมดลงจะมีการรีคอนเน็คชั่นหรือการกลับมาเชื่อมต่อกันของเส้นแรงแม่เหล็กอีกครั้ง ในจังหวะนี้เองที่จะเกิดกระแสอิเล็คตรอนพลังงานสูงขึ้นภายในสนามแม่เหล็กโลก ในกระแสนี้ก็คือพายุแม่เหล็กโลก หรือ Geomagnetic Storm ซึ่งเป็นผลผลิตของระบบป้องกันตัวของโลกเอง กระแสนี้จะไปกระตุ้นอนุภาคของก๊าซต่างๆในบรรยากาศโลกชั้นไอโอโนสเฟียร์จนเกิดแสงออโรราอันสวยงามขึ้นมา ขณะที่เกิดพายุแม่เหล็กโลกนี้ ระบบดาวเทียมต่างๆจะอ่านค่า Kp Index ได้ตั้งแต่ G1-G5 หรือ Kp index=5-9 ซึ่งหากระดับของ Kp ขึ้นไปถึง 8 หรือ 9 เราจะเห็นแสงออโรลาในละติจูดต่ำลงมามาก และกระแสเหนี่ยวนำ “อาจจะ” จะลงมาถึงพื้นโลกอาจทำให้โลหะที่มีขนาดยาวเช่นขดลวดหม้อแปลงไฟฟ้าหรือท่อส่งน้ำมันมีกระแสไหลเพิ่มจนลุกไหม้ได้
มกราคม 1, 2013
ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ในปี 2556
วันที่ 3-4 มกราคม 2556 ฝนดาวตกควอตแรนท์นิดส์ Quadrantids อัตราการตก 4 ดวง/ชั่วโมงในไทย มองเห็นหลัง 02:00 อาจถูกแสงจันทร์รบกวน
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 ดาวเคราะห์น้อย 2012DA14 จะโคจรเข้าใกล้โลกที่ระยะ 0.012AU ซึ่งใกล้กว่าระยะโคจรของดาวเทียมบางชนิด
วันที่ 20 มีนาคม 2556 วันวสันต์วิษุวัต โลกตั้งฉากดวงอาทิตย์ครั้งที่ 1 ของปี กลางวันกลางคืนที่เส้นศูนย์สูตรยาวเท่ากัน
วันที่ 22-23 เมษายน 2556 ฝนดาวตกในหมู่ดาวพิณ Lyrids อัตราการตก 10-15 ดวง/ชั่วโมงในไทย มองเห็นหลัง 22:00 อาจถูกแสงจันทร์รบกวนหลังตี 4
วันที่ 25 เมษายน 2556 จันทรุปราคาบางส่วน เอกสารจากนาซา
วันที่ 5-7พฤษภาคม 2556 ฝนดาวตกในหมู่ดาวอีต้า คนแบกหม้อน้ำ อัตราการตก 35 ดวง/ชั่วโมงในไทย มองเห็นหลัง 02:00 เกิดจากดาวหางแฮลลีย์ (1P/Halley)
วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 สุริยุปราคาแบบวงแหวน ไม่เห็นในประเทศไทย
วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 เกิดจันทรุปราคาเงามัว
วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 ดาวศุกร์เคียงดาวพฤหัส
วันที่ 21 มิถุนายน 2556 วันวสันตวิษุวัต เวลากลางวันยาวที่สุดในประเทศทางซีกโลกเหนือ
วันที่ 29-30 กรกฏาคม 2556 ฝนดาวตกในหมู่ดาวเดลต้า คนแบกหม้อน้ำ อัตราการตก 10 ดวง/ชั่วโมงในไทย มองเห็นหลัง 21:00 เกิดจากดาวหางมัคโฮลซ์ (96P/Machholz)
วันที่ 12-13 สิงหาคม 2556 ฝนดาวตกวันแม่ เพอซิอัส อัตราการตก 60 ดวง/ชั่วโมงในไทย มองเห็นหลัง 22:30 เกิดจากดาวหางสวิฟต์-ทัตเทิล (109P/Swift-Tuttle)
วันที่ 28 สิงหาคม 2556 ดาวเนปจูนใกล้โลก
วันที่ 22 กันยายน 2556 วันสารทวิษุวัต โลกตั้งฉากดวงอาทิตย์ครั้งที่ 2 ของปี กลางวันกลางคืนที่เส้นศูนย์สูตรยาวเท่ากัน
วันที่ 3 ตุลาคม 2556 ดาวยูเรนัสใกล้โลก
วันที่ 18 ตุลาคม 2556 จันทรุปราคาเงามัว
วันที่ 21-22 ตุลาคม 2556 ฝนดาวตกในหมู่ดาวนายพราน หรือ โอไรออนนิดส์ อัตราการตก 8 ดวง/ชั่วโมงในไทย มองเห็นหลัง 22:30 เกิดจากดาวหางแฮลลีย์
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2556 สุริยุปราคาแบบไฮบริดจ์ ไม่เห็นในประเทศไทย
วันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2556 ฝนดาวตกในหมู่ดาวสิงโต หรือ ลีโอนิดส์ อัตราการตก 10-15 ดวง/ชั่วโมงในไทย
วันที่ 13-14 ธันวาคม 2556 ฝนดาวตกในหมู่คนคู่ หรือ เจมินิดส์ อัตราการตก 60-70 ดวง/ชั่วโมงในไทย เกิดจาก ดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟทอน (3200 Phaethon) เริ่มเห็นหลังสองทุ่ม แต่เห็นมากสุดหลังตีสามครึ่ง
วันที่ 21 ธันวาคม 2556 วันเหมายัน กลางคืนในซีกโลกเหนือยาวที่สุด
ช่วงธันวาคม 2556-มกราคม 2557 จะได้เห็นดาวหางสุกสว่างที่สุดในประวัติศสตร์ (ถ้าส่วนประกอบของดาวหางเอื้ออำนวย) คือดาวหาง ISON










